ระบบการจัดการพลังงาน ฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจ
รู้ทันพลังงาน
• พิพัฒน์ ชัยวิวัฒน์วรกุล บัณฑิตวิทยาลัยร่วมด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม พัฒนะ รักความสุข คณะพลังงานสิ่งแวดล้อมและวัสดุ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี
ปัจจุบันวิกฤตพลังงานดูเหมือนจะเริ่มทุเลาบรรเทาเบาบางลงบ้างแล้ว ราคาน้ำมันดิบปรับลดต่ำลงจากระดับสูงสุดที่เคยทำไว้เกือบ 150 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล มาอยู่ที่ 50 กว่าเหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นผลพวงของวิกฤตเศรษฐกิจรอบใหม่ ที่เริ่มที่สหรัฐอเมริกาและกำลังลุกลามไปทั่วโลกอย่างรวดเร็ว
ภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจที่เริ่มปรากฏให้เห็น ความยากลำบากในการขายสินค้าและการแข่งขันด้านราคาที่กำลังเกิดขึ้นบังคับให้ภาคธุรกิจ และอุตสาหกรรมต้องปรับตัวเพื่อให้สามารถอยู่รอดต่อไปได้แน่นอนว่ามาตรการหนึ่งที่ต้องนำมาใช้คือการควบคุมต้นทุนผลิตภัณฑ์ หรือสินค้าและบริการของตน
เป็นที่ทราบกันดีว่า โดยทั่วไปต้นทุนของสินค้าขึ้นอยู่กับราคาวัตถุดิบเป็นหลัก แต่ส่วนที่มีอิทธิพลไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันก็คือ ต้นทุนพลังงาน หนทางที่จะช่วยปะคับประคองให้ฝ่าวิกฤตนี้ไปได้ คิดว่าคงไม่พ้นการคำนึงถึงประสิทธิภาพและการอนุรักษ์พลังงาน ซึ่งจะต้องอาศัยการจัดการพลังงาน (Energy Management) ที่ดีเป็นหลักใหญ่ ซึ่งการดำเนินการจะประกอบด้วยองค์ประกอบสำคัญ 6 ประการ ได้แก่
1. การกำหนดนโยบายด้านประสิทธิภาพพลังงานขององค์กร 2. การแปลงนโยบายเพื่อกำหนดแผนงาน 3. การนำแผนงานสู่การปฏิบัติ 4. การกำกับควบคุม ตรวจสอบให้การปฏิบัติเป็นไปตามแผน 5. การประเมินผลการปฏิบัติงาน 6. การพัฒนาอย่างต่อเนื่องด้วยการแก้ไขอุปสรรคที่เกิดขึ้นระหว่างการปฏิบัติตามแผนงาน ตลอดจนการปรับปรุงทบทวนนโยบาย และมาตรการต่าง ๆ ที่กำหนดไว้
หลัก 6 ประการดังกล่าวเป็นหลักหรือทฤษฎีการจัดการทั่ว ๆ ไปที่อาจนำไปใช้กับกิจกรรมต่าง ๆ และเป็นหลักการที่องค์การระหว่างประเทศว่าด้วยการกำหนดมาตรฐานหรือ International Organization for Standardizations (ISO) ใช้เป็นกรอบในการกำหนดมาตรฐานระบบต่าง ๆ ไม่วาจะเป็นมาตรฐานของระบบจัดการเพื่อคุณภาพ ISO 9000 หรือมาตรฐานระบบจัดการสิ่งแวดล้อม ISO 14000 ที่เรารู้จักกันอย่างกว้างขวาง
ความจริงแล้วระบบจัดการพลังงานที่จะเป็นมาตรฐานของ ISO นี้คือ Energy Management System 2000:2005 ที่ได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องโดยศูนย์จัดการพลังงานอย่างต่อเนื่องโดยศูนย์จัดการพลังงานและสิ่งแวดล้อม (Energy and Environment Management Center) แห่งสถาบันเทคโนโลยีแห่งจอร์เจีย (Georgia Institute of Technology)
มาตรฐานนี้เขียนสั้น ๆ ว่า ANSI/MSE 2000:2005 และเป็นมาตรฐานอย่างเป็นทางการของสถาบันมาตรฐานแห่งชาติของอเมริกา หรือ American National Standard Institute (ANSI) มีความยืดหยุ่นที่จะนำไปใช้ในสถานที่ต่าง ๆ พร้อมทั้งมีความเชื่อมโยงสอดคล้องกับ ISO 9000 และ ISO 14001 มาตรฐานนี้ให้ความสำคัญทั้งด้านการจัดการและด้านเทคโนโลยี เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน
ในด้านการจัดการนั้น องค์กรจะต้องมีการกำหนดนโยบาย แผน และเป้าหมายในการดำเนินงานด้านประสิทธิภาพพลังงานส่วนด้านเทคโนโลยีนั้น องค์กรจะต้องมีการตรวจวัดการใช้พลังงาน พร้อมทั้งประเมินและหาแนวทางในการเพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน แนวทาง และแนวคิดต่าง ๆ จากการมีส่วนร่วมภายในองค์กร ก่อให้เกิดโครงการต่าง ๆ ที่เมื่อดำเนินการแล้วจะต้องมีการติดตามและประเมินผลความสำเร็จรวบรวม และหาแนวทางแก้ไขข้อพกพร่องต่าง ๆ อันที่จะนำไปสู่ความยั่งยืนในการดำเนินงาน
ISO กำลังสร้างมาตรฐานระบบการจัดการพลังงานให้เป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่งในกรอบมาตรฐานอุตสาหกรรม (Industrial Standard framework) ซึ่งประกอบด้วยองค์ประกอบต่าง ๆ อาทิ Corporate Energy Management Standard, System Optimization Library and Training, ISO 9001:2000, ISO 14001 และ Energy Efficiency Target
เหตุที่ผู้เขียนได้เกริ่นนำเรื่องราวดังกล่าวก็เพื่อที่นำท่านผู้อ่านไปสู่แนวคิดใหม่ของพระราชบัญญัติการส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน พ.ศ.2535 ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.2550 ซึ่งมีสาระสำคัญที่เกี่ยวกับการจัดการพลังงาน กล่าวคือ รัฐโดยกระทรวงพลังงานได้ให้ความสำคัญต่อการจัดการพลังงานในโรงงานและอาคารควบคุม ซึ่งตามมาตรา 9 และมาตรา 21 ได้ให้อำนาจกับรัฐมนตรีในการออกกฎกระทรวงในการกำหนดมาตรฐาน หลักเกณฑ์ และวิธีการจัดการพลังงานให้เจ้าของโรงงานและอาคารควบคุม ตามลำดับ
ผู้เขียนทราบอย่างไม่เป็นทางการว่า ภาครัฐกำลังพยายามนำระบบการจัดการพลังงานของ ISO มาปรับใช้ให้เป็นแนวปฏิบัติ เพื่อให้การดำเนินงานด้านการอนุรักษ์พลังงานในประเทศไทยเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากยิ่งขึ้น โดยกำหนดให้โรงงานควบคุม และอาคารควบคุมต้องจัดให้มีวิธีการจัดการพลังงานเพื่อให้เกิดการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
วิธีการจัดการพลังงานนั้นต้องมีการปฏิบัติอย่างเป็นขั้นตอน รวมถึงมีการวางแผนดำเนินการที่รอบคอบเหมาะสมกับองค์กรหรือหน่วยงาน เพื่อให้บรรลุตามเป้าหมายของการจัดการพลังงาน โดยการดำเนินการจัดการพลังงานแบ่งออกได้เป็น 8 ขั้นตอนที่ต่อเนื่องและสัมพันธ์กัน ดังนี้
1.ตั้งคณะผู้รับผิดชอบในการจัดการพลังงาน 2.ประเมินสถานะการจัดการพลังงานเบื้องต้น 3.กำหนดนโยบายอนุรักษ์พลังงาน 4.ประเมินศักยภาพการอนุรักษ์พลังงาน 5.กำหนดเป้าหมายและแผนการอนุรักษ์พลังงาน 6.ดำเนินการตรวจสอบและวิเคราะห์การปฏิบัติตามเป้าหมายและแผนอนุรักษ์พลังงาน 7.ตรวจติดตามและประเมินการจัดการพลังงาน 8.ทบทวน วิเคราะห์ และแก้ไขข้อบกพร่องของการจัดการพลังงาน
แนวปฏิบัติที่ได้แสดง เป็นเรื่องราวที่มีความน่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง และองค์กรต่าง ๆ ควรเตรียมพร้อมกับสิ่งเหล่านี้
วิธีการดังที่ได้เรียนข้างต้น ท่านผู้อ่านอาจตระหนักได้ว่าไม่ใช่ของใหม่ และเป็นหลักการกว้าง ๆ ที่เราใช้เพื่อการประกันคุณภาพ หรือการเพิ่มผลผลิต หรือเพิ่มประสิทธิภาพ สุดแท้แต่จะเรียก และก็เป็นแนวทางที่ใช้ในวิธีการจัดการพลังงานรูปแบบต่าง ๆ อย่างเช่น Value Engineering ที่หลายโรงงานและอาคารกำลังดำเนินการกันอยู่
อย่างไรก็ตาม ด้วยกระแสโลกาภิวัตน์การนำระบบที่สากลยอมรับ ซึ่งเป็นระบบที่มีการบันทึกและสามารถตรวจสอบได้ย่อมเป็นผลดีหลาย ๆ ประการ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งอาคารใดหรือโรงงานใดที่มี ISO 9000 หรือ ISO 14000 อยู่แล้ว ก็จะยิ่งเติมเต็มระบบการจัดการที่ครอบคลุมทั้งด้านคุณภาพพลังงาน และสิ่งแวดล้อม ที่ผ่านมาการดำเนินขององค์กรต่าง ๆ อาจจะไม่เต็มหรือไม่เป็นระบบ หากมีการใช้ระบบการจัดการพลังงานที่เป็นมาตรฐาน ก็ช่วยแก้ปัญหาและสร้างความยั่งยืนได้
การที่รัฐให้ความสำคัญต่อการจัดการพลังงาน และมีดำริที่จะนำระบบการจัดการพลังงานมาใช้ในอาคาร และโรงงานควบคุม นับเป็นก้าวสำคัญของการเพิ่มประสิทธิภาพพลังงานของประเทศ
หมายเหตุ : บัณฑิตวิทยาลัยร่วมด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม ได้รับการสนับสนุนจากสำนักพัฒนาบัณฑิตศึกษาและวิจัยด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษาและจากสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน บทความนี้เป็นความเห็นของผู้เขียนซึ่งไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับความเห็นของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ ฉบับประจำวันจันทร์ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ.2551 หน้า B6 |
|