ความรู้เกี่ยวกับโรงงานสกัดน้ำมันปาล์ม

โรงงานสกัดน้ำมันปาล์มวิธีการผลิตน้ำมันปาล์ม ทะลายปาล์มประกอบด้วยผลปาล์มน้ำมันจำนวนมากติดอยู่กับก้านทะลาย ผลปาล์มน้ำมันประกอบด้วยน้ำมัน 2...
อ่านบทความเต็ม

บทความอื่น
พิมพ์ อีเมล์
เพราะเป็นเด็กกับความรู้ผิดที่คิดว่าถูก-โลกจึงยุ่ง

จับพฤติกรรมความทรงจำนอกมิติ

นพ.ประสาน ต่างใจ

ห็นด้วยหนึ่งร้อยเปอร์เซ็นต์กับ เดวน เอลยิน และนักจิตวิทยากับนักปรัชญาใหญ่ ๆ ไม่ว่าสาขาไหนแทบทุกคนที่ต่างล้วนกล่าวเหมือน ๆ กันว่าหากเทียบวัยของมนุษยชาติเท่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบันก็อาจเทียบได้ว่าเราทุกคน – ทั้งที่หัวหงอกใกล้จะตายอยู่รอมร่อเช่นผู้เขียน – ต่างล้วนยังอยู่ในวัยเด็กหรือวัยรุ่นที่เพิ่งแตกพานใหม่ ๆ กันทั้งนั้น คือมีวิถีชีวิตที่ตั้งบนโครงสร้างของสังคมวัฒนธรรมของเผ่าพันธุ์ (สายพันธุ์) และสิ่งแวดล้อมที่อยู่ล้อมรอบตนในช่วงเวลานั้นรวมถึงปัจจุบันนอกจากนั้นความรู้ที่เรามีทั้งหมดที่ได้วิวัฒนาการมาเป็นวิทยาศาสตร์กายภาพ (physical science) ประกอบเป็นความรู้ที่สอดคล้องกับการรับรู้แยกส่วนของตนจากภายนอก ทั้งสองก่อประกอบเป็นความรู้เบ็ดเสร็จที่ตนเข้าใจว่าเป็นความจริงที่ถูก แถมยังยืนกอดอกเถียงอย่างคอเป็นเอ็นว่า “กูถูก” นั่นคือความรู้สึกผิด ๆ ที่เรานำไปประยุกต์ใช้กับ ระบบทุก ๆ ระบบ ของสังคม ทำให้สังคมโลกโดยรวมมีโครงสร้างที่ผิดธรรมชาติหรือพิกลพิการอย่างที่สุดจนจักรวาลต้อง “ล้างไพ่” กันใหม่ ด้วยมหาภัยธรรมชาตินานัปการที่กำลังเกิดขึ้น อันจะทวีความหนักหน่วงรุนแรงขึ้นยิ่งกว่านี้ไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งหลักจากการ “ล้างไพ่” เสร็จที่จะพอดีกับการเติบโตเป็นผู้ใหญ่ของประชาคมโลก ทั้งหมดไม่มีทางเป็นอื่นจริง ๆ บทความวันนี้จะชี้บางประเด็นที่พูดมานั้นที่คนใจกว้างและคิดเป็นทุกคนจะมองเห็น

        ประเด็นที่จะพูด เป็นประเด็นเฉพาะบางประเด็น – โดยหน้ากระดาษไม่อำนวย - ที่ทำให้มนุษย์มีทิฐิและทะเลาะกันจนมีความแตกแยกขัดแย้ง เหมือนเด็กวัยรุ่นปกติธรรมดาที่ไม่กลัวและไม่รู้อะไร ความบ้าคลั่งบ้าภาพลวงตาฟันดาเมนทัลลิสม์ บ้าศักดิ์ศรีและอารมณ์หมู่ จนลืมตัวลืมตนกลายเป็นสัตว์เดรัจเช่นลิงกอริลลาดุร้ายไป จากนั้นอะไร ๆ ที่ “ตัวกูพวกของกู” มองเห็นก็จะกลายเป็นจริง มีเหตุผลที่ต้องเอาชนะให้ได้แม้ตัวตายก็ยอม ซึ่งพอถึงจุดที่จิตใต้สำนึกนอนแนบเนื่องกับสัญชาตญาณสัตว์ เช่น งูหรือตะกวด (R-complex) ก็จะไม่ยอมฟังเหตุผลหรือข้อพิสูจน์ใด ๆ ทั้งนั้น เพราะตอนนั้นจิตของมนุษย์ผู้นั้นที่อยู่ในวัยรุ่นเช่นนั้น (self) ได้ถูกควบคุมด้วยจิตของสัตว์ เช่น งูหรือตะกวดไปเรียบร้อยแล้ว ถ้ามึงไม่ตาย กูก็ตาย นอกเสียจากเราจะมีการเติบโตทางจิต หรือจิตของมนุษย์ผู้นั้นจะได้มีวิวัฒนาการสูงถึงระดับผ่านพ้นตัวตน (self-transcendence) อันเป็นระดับที่สูงถัดขึ้นไปของสเปกตรัมของวิวัฒนาการธรรมชาติของจิต (Ken Wiber: Up From Eden, 1981) ตามที่นักจิตวิทยาใหญ่แทบจะทุกคนว่าไว้เหมือน ๆ กัน รวมทั้งพระพุทธองค์ที่นักวิชาการทุก ๆ คนในโลกถือว่าเป็นยอดของยอดนักจิตวิทยาและนักปรัชญาเชิงลึก (deep psychology)

        อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่ที่เรามีแควนตัมฟิสิกส์หรือตั้งแต่ปี 1927 เป็นต้นมา นักวิชาการว่าด้วยการรู้กับความจำ (cognitive science) รวมทั้งนักประสาทวิทยาศาสตร์และแพทย์ทางด้านนี้ส่วนมาก มักจะคิดหรือเรียนกันว่า แควนตัมฟิสิกส์เป็นเพียงทฤษฎีหนึ่งของวิทยาศาสตร์กายภาพ (physical science) ว่าด้วยเรื่องที่เล็กละเอียดหรือในระดับอะตอมหรือต่ำจากอะตอมลงมา ทั้งยังเป็นเรื่องของการตรวจวัดจับเวลา (measurement) จึงไม่ได้ประโยชน์อะไรที่คนทั่วไปจะรู้หรือเรียน ซึ่งนั่น – เป็นการคิดแบบนักเศรษฐกิจ และนักการเมืองที่มองวิทยาศาสตร์เป็นเรื่องเดียวกันกับเทคโนโลยีเรื่องคุณภาพชีวิตมนุษย์ที่ดีกว่า หรือความสุขสนุกสะดวกสบายกับความมั่นคงปลอดภัยของคน อันเป็นเรื่องทางกายกับจิตรู้บนกิเลสตัณหาและความเห็นแก่ตัวของเรา ที่เราคิดตื้น ๆ อย่างผิด ๆ ว่าแก้ไขไม่ได้ ซึ่งไม่จริงเลย แม้แต่แควนตัมฟิสิกส์ทำให้เราเข้าใจเรื่องของจิตได้มากขึ้น หรือว่าจะเป็นความจริงเพียงใด เราส่วนใหญ่ก็ไม่รู้หรือไม่อ่าน เราคิดว่ามันไม่สำคัญกับการ “อยู่รอด” ของเราอยู่วันยังค่ำ แต่ถ้าเราที่คิดอย่างนั้นก็ชี้ชัดว่าเราไม่ได้คิดอย่างมนุษย์ “ผู้ประเสริฐ” และเจริญแล้ว ที่ต้องคิดว่าชีวิตมีทั้งคุณค่าและความหมายนำ ไม่ใช่กิเลสหรือเงิน มนุษย์นั้นได้มีวิวัฒนาการผ่านพ้นจากความเป็นสัตว์หรือเป็นลิงกอริลลา, ชิมแปนซีไปแล้ว มนุษย์นั้นได้มีวิวัฒนาการทางจิตและการรู้ว่าตัวเองคือผู้รู้หรือ “รู้ว่ารู้” แล้ว ซึ่งแน่นอนในสัตว์นั้น แม้แต่ลิงกอริลลา ชิมแปนซี ก็ไม่รู้ว่าตัวเองคือผู้รู้ ที่สำคัญยิ่งกว่านั้น มนุษย์ยังจะต้องวิวัฒนาการสู่ “รู้แจ้ง” หรือภาวะจิตวิญญาณ (spirituality) ไล่สูง ขึ้นไป ที่สำคัญอย่างที่สุด เราต้องรู้และเข้าใจว่ามนุษย์นั้นประกอบด้วยนามกับรูป และนามนั้นเป็นทั้งจิตรู้ (จิตสำนึกหรือวิญญาณขันธ์) กับทั้งเป็นจิตที่ไม่รู้หรือจิตไร้สำนึกด้วย ถ้าหากว่ารูปกายสามารถมีวิวัฒนาการได้ สามารถมีวิวัฒนาการผ่านพ้นความเป็นสัตว์ได้ จิตก็จะต้องมีวิวัฒนาการได้ ผ่านพ้นจากความเป็นสัตว์ได้เพราะต่างก็เป็นธรรมชาติหรือธรรมะเหมือนกัน พระพุทธเจ้า – ในยุคสมัยที่ยังไม่มีวิทยาศาสตร์ทั้งไม่มีเหตุผลอย่างเป็นระบบ (rational) – จึงสอนให้มนุษย์ “ปฏิบัติ” เพื่อเรียนรู้การวิวัฒนาการทางจิตนั่นคือ การภาวนาและวิปัสสนาโดยอาศัยการอนุมานอุปมาน และการยกตัวอย่าง (Inference and metaphors) – ที่พระสงฆ์บางรูปเข้าใจว่าเป็นเรื่องเดียวกับเหตุผล – โดยมีศรัทธาเป็นหัวหอก แต่เราส่วนใหญ่เอามาเรื่องของพุทธศาสนาและวิวัฒนาการอันเป็นธรรมชาติแท้ ๆ ของจักรวาล – ที่คนไม่เข้าใจ – ให้เป็นเรื่องของปาฏิหาริย์พิสดารกลายเป็นความงมงายไสยศาสตร์ไป ทั้งที่พระพุทธองค์นั้นทรงเป็นทั้งผู้ประกาศหรือเป็นศาสดาในศาสนาพุทธก็จริงอยู่ แต่อย่าลืมว่าพระองค์ทรงเป็นอัจฉริยะในเรื่องของปรัชญาธรรมชาติและจิตวิทยาเชิงลึกอีกด้วย การเป็นอัจฉริยะ (genius) นั้น ย่อมไม่ใช่ไสยศาสตร์เช่นเดียวกันกับอภิปรัชญา หรือเมตาฟิสิกส์ที่ก็ไม่ใช่ไสยศาสตร์ แท้จริงแล้วพุทธศาสนาที่พระองค์ทรงสอน กับวิทยาศาสตร์ว่าด้วยวิวัฒนการทางจิตที่เป็นธรรมชาติแท้ ๆ ของจักรวาลทั้งสองนั้น จะว่าไม่เกี่ยวกันก็ได้ หากคิดในด้านวัตถุนิยมเก่า ๆ เดิม ๆ หรือเกี่ยวกันก็ได้ หากคิดในด้านของความเป็นองค์รวมที่ใหม่กว่า เป็นความจริงกว่า แต่ในปัจจุบันในด้านวิชาการว่าด้วยเรื่องวิวัฒนาการทางจิตนั้น มีผู้ที่ศึกษาวิจัยไว้มากโดยเฉพาะเรื่องของความสัมพันธ์กันระหว่างจิตกับสมองว่ามีหรือไม่ ? หรือว่าจิตเป็นแต่เพียงผลของการทำงานที่ซับซ้อนของสมอง (epiphenomenon) ที่นักวิทยาศาสตร์แห่งชีวิตส่วนมากเชื่อ แต่การศึกษาวิจัยที่มากมายนั้น ก็ยังไม่มีข้อพิสูจน์ที่เด่นชัดพอที่จะสรุปได้อย่างไม่มีข้อสงสัยกังขา สำหรับนักฟิสิกส์แห่งยุคใหม่จำนวนมาก - เท่าที่ผู้เขียนได้อ่านหรือได้ผ่านตามาจนถึงปัจจุบันวันนี้ ปลายปี ค.ศ.2008 มีแนวโน้มที่ปราศจากข้อสงสัยว่า ประชาคมที่เป็นนักวิทยาศาสตร์ระดับนำของโลกแทบจะทุกคนต่างมีความเห็นสอดคล้องต้องกันว่า จิตนั้นทั้งไม่ใช่สมองและทั้งไม่ใช่เป็นผลผลิตของสมองอย่างแน่นอนมากขึ้นและมากขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่ทั้งสองมีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด (2007 and 2008 Shift Report, Institute of Noetic Science)

        เพราะฉะนั้น จึงสามารถพูดได้อย่างสบายใจว่าจิตนั้นมีจริงทั้งยังเป็นผู้ที่ควบคุมบังคับบัญชาพฤติกรรมทั้งกาย วจี และจิตใจหรือมโนกรรมทั้งผอง และจิตก็เป็นเช่นเดียวกับรูปกายที่จำเป็นต้องมีวิวัฒนาการไปตามขั้นตอน หรือระดับของสเปกตรัมของมันนั้น ๆ สเปกตรัมหรือระดับของวิวัฒนาการของรูปกายเป็นเผ่าพันธุ์ต่าง ๆ จนถึงมนุษย์ – ที่เรียกว่าวิวัฒนาการทางชีววิทยา – นั้นได้สิ้นสุดลงแล้วที่มนุษย์ แต่เรายังมีวิวัฒนาการทางจิตยังไม่จบ นั่นคือมนุษย์เราจะต้องมีวิวัฒนาการทางจิตไล่สูงต่อไปจนถึงขั้นผ่านพ้นตัวตน (self – transcendence) หรือสภาวะจิตวิญญาณ (spirituality) จนกระทั่งถึงนิพพาน ตามที่ผู้เขียนได้เขียนย้ำที่นี่แล้วหลายหน แต่มนุษย์เรา (ส่วนใหญ่มาก ๆๆ) ยังคงมีวิวัฒนาการทางจิตอยู่ที่ระดับ “ตัวกูของกู” หรือระดับตัวตนเหตุผล (self-egoic rational) ซึ่งมีน้อยคนที่วิวัฒนาการทางจิตต่ำกว่าหรือสูงกว่านั้น (ดู spiral dynamic ที่ผู้เขียนได้เขียน) ฉะนั้น มนุษยชาติทั้งเผ่าพันธุ์ไม่ว่าเป็นที่ไหนในโลก - ด้วยสองเหตุผลที่ยกมาเป็นหัวข้อของบทความของวันนี้ คือเป็นเด็กวัยรุ่นกับมีองค์ความรู้ที่ผิดธรรมชาติมานานกว่า 400 ปี จนธรรมชาติสิ่งแวดล้อมทั่วทั้งโลกต้องล่มสลายติดลบลงไป – ซึ่งในความคิดของผู้เขียน ทุกสิ่งทุกอย่างจะเริ่มที่สิ่งแวดล้อมธรรมชาติก่อน ถัดต่อไปจะเป็นชีวิต เป็นพืชพันธุ์ต้นไม้กับป่าฝนก่อนซึ่งผู้เขียนเห็นมากับตาของตัวเองว่า ได้เริ่มมีการตัดไม้ทำลายป่าอย่างหนักหน่วงมาตั้งแต่ทศวรรษที่ 1960 เป็นต้นมา ต่อมาก็ถึงสัตว์ป่าที่ค่อย ๆ สูญพันธุ์ไปทีละน้อย ๆ เป็นสัตว์ที่โชคร้ายแล้วก็ถึงมนุษย์ มีการกำจัดล้างฆ่าอนุและสายพันธุ์ของมนุษย์ระหว่างประเทศก่อนจะถึงสังคมภายในของมนุษย์ รวมทั้งระบบเศรษฐกิจซึ่งกำลังเพิ่มที่จะพังลงไปทั่วทั้งโลก ความขัดแย้งแตกแยกที่เริ่มระหว่างประเทศก่อน โดยเริ่มจากวัฒนธรรม – ไม่ว่าจะเป็นการบ้าคลั่งด้านของเชื้อชาติ ศาสนา ลัทธิอุดมการณ์ ฯลฯ – ก่อนถึงจะมาถึงสังคมภายในชุมชน สถาบันและครอบครัวที่แยกย่อยลงมาทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้และป้องกันไม่ได้ เพียงใครขอร้องท่านผู้อ่านว่าจงอย่าคิดมาก ไม่เครียดและไม่โทษใคร เพราะว่าทั้งหมดนั้นเป็นความคิดและพฤติกรรมของเผ่าพันธุ์มนุษยชาติของเราเอง นั่นคือความสุขสนุกสบายปลอดภัยโดยเทคโนโลยีกับเศรษฐกิจทุนนิยมการตลาดเสรีของเด็กวัยรุ่นที่รู้ผิด ๆ แต่คิดว่าถูก และแก้ไขอะไรไม่ได้ มันต้องเป็นแบบนี้เท่านั้น

        ดังที่ได้กล่าวมาทั้งหมดข้างบนนั้น โดยเฉพาะในส่วนที่เป็นความคิดเห็นของผู้เขียน ที่บอกว่าทุกอย่างจะเริ่มจากสิ่งแวดล้อมธรรมชาติก่อนนั้น ไม่ต้องชี้ให้ชัดก็เชื่อว่าทุกคนในโลก ต่อให้ตาบอด หูหนวก พิกลพิการอย่างไรย่อมรับรู้ได้ทั้งนั้น ความขัดแย้งแตกแยกภายในของประเทศ แม้ในประเทศไทยก็เกิดจากมิจฉาทิฐิในระบบการเมือง ที่ต่างก็อ้างประชาชนกับประชาธิปไตยเป็นสาระ – ระหว่างศักดินานิยมข้าราชการเกษียณ กับประชาธิปไตยคือรัฐสภาที่ส่วนหนึ่งผูกขาดจับจองโดยเจ้าพ่อนักเลงหัวพนันไม่กี่ครอบครัวของคนเพียงประมาณ 3,000 คนพลัดกันปกครองบ้านปกครองเมืองสลับกับเผด็จการทหารที่ทำเป็นแต่รัฐประการแต่ปฏิวัติประชาธิปไตยไม่เป็นตั้งกว่าค่อนศตวรรษแล้ว - โทษกันไปโทษกันมาว่า “กูถูก-มึงผิด” ซึ่งความแตกแยกวันนี้ได้จบลงชั่วคราวหลังจากมีการบาดเจ็บล้มตายไปหลายคน ซึ่งเป็นเพียงกระจ้อยร่อยน้อยนิดของการบาดเจ็บล้มตายจากภัยธรรมชาติที่ถล่มทลายโลกมากขึ้นทุกวัน น่าแปลกใจที่คนไทย ไม่ยักกะกลัวกัน ดังที่ เจมส์ ลัฟล็อก นักวิทยาศาสตร์ที่ดังที่สุดในเครือจักรภพ อังกฤษได้เขียนไว้ในหนังสือ (James Lovelock: The Revenge of Gaia, 2006) ว่า “โลกพรุ่งนี้จะร้อนยิ่งกว่านรก....เมื่อพลวัตที่คุ้มครองระบบต่าง ๆ ของโลกล่มสลาย เพราะโลกร้อน (ที่เป็นผลของความสนุกสะดวกสบายของเรา) โลกก็ต้องพินาศและเราก็ต้องฉิบหายกันไปถ้วนหน้า” อย่างนี้แล้วจะกล่าวโทษใครไปทำไม? “ช่วยกันคิดหาทางรอดของแต่ละคนจะดีกว่า” เพราะโดยส่วนรวมกับความรู้ความคิดที่เรามีเก่า ๆ เดิม ๆ นั้น ไม่ว่าเราจะคิดอย่างไรหรือทำอะไรแบบเก่าแบบเดิมของเรานั้น นอกจากไม่มีทางช่วยอะไรได้แล้ว ยังทำให้ปัญหาความเลวร้ายต่าง ๆ กลายเป็นวิกฤตที่เลวร้ายยิ่งกว่าที่มันเป็นอยู่เสียอีก

        แล้วที่ว่า เราช่วยหาทางรอดแต่ละคนดีกว่าจะว่าอย่างไร? บางทีเราอาจลืมไปว่า มนุษย์เรานั้นใช่จะเป็นสัตว์ร้ายแต่อย่างเดียวแต่เราก็เป็นเทวดาด้วย ความล่มสลายของสิ่งแวดล้อมกับพลวัตนานัปการของระบบธรรมชาติที่คุ้มครองโลก ทำให้โลกต้องฉิบหายวายวอดเกิดขึ้นมาได้นั้น กระตุ้นเร้าความเป็น “ผู้ประเสริฐ” หรือความเป็นเทวดาของเราให้มีพฤติกรรมไปอีกทางก็ได้ นึกถึงกรณีสึนามิที่ถล่มทะเลอันดามันเมื่อสี่ปีก่อนที่คร่าชีวิตมนุษย์ไปร่วม 300,000 คนแล้ว เราจะเห็นความเป็นเทวดาของเรา ทันทีที่เราหายจากความตกตะลึง มนุษยชาติทั่วโลกพร้อมใจกันหลั่งไหลความช่วยเหลืออย่างพร้อมเพรียงกันอย่างไร? นึกถึงคนไทยที่เพิ่งสูญเสียครอบครัวของตัวเองไปจากภัยครั้งนี้ แต่ยังอาสาไปช่วยชาวต่างชาติที่ประสบชะตากรรมอย่างเดียวกันด้วยความเต็มใจและเข้าใจผู้เขียนเชื่อว่าเมื่อเราไปใกล้จุดนั้นจริง จุดที่ระบบพลวัตที่คุ้มครองโลกทุกระบบใกล้ล่มสลายจริง ๆ เมื่อมวลอันวิกฤติมาถึง กลไก “ผีเสื้อกระพือปีก” (butterfly effect) ก็จะทำงาน มนุษยชาติก็จะวิวัฒนาการทางจิตสู่ภาวะจิตวิญญาณแต่ละคนได้ส่วนหนึ่ง – พอที่จะรักษ์เผ่าพันธุ์ - ให้อยู่รอดต่อไปอีกนานเท่านาน

หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์
ฉบับวันจันทร์ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2551
 
< ก่อนหน้า   ถัดไป >
mod_vvisit_counterวันนี้940
mod_vvisit_counterเมื่อวานนี้1144
mod_vvisit_counterรายเดือน6814
mod_vvisit_counterทั้งหมด560929