ความรู้เกี่ยวกับโรงงานสกัดน้ำมันปาล์ม

โรงงานสกัดน้ำมันปาล์มวิธีการผลิตน้ำมันปาล์ม ทะลายปาล์มประกอบด้วยผลปาล์มน้ำมันจำนวนมากติดอยู่กับก้านทะลาย ผลปาล์มน้ำมันประกอบด้วยน้ำมัน 2...
อ่านบทความเต็ม

บทความอื่น
พิมพ์ อีเมล์
คาร์บอนเครดิตสมัครใจ
...เราจะโต!


คําว่า “โลกร้อน” กับ “โลกทุนนิยม” กลายเป็นสิ่งคู่กันราวกับฝาแฝด เมื่ออนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) และพิธีสารเกียวโตได้มีการกำหนดให้มี “ตลาดซื้อขายก๊าซคาร์บอนฯ” หรือที่เรียกว่า “ตลาดคาร์บอนฯ” หรือ Carbon Market มาเป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งในการแก้ปัญหาโลกร้อน และเรียกกันเชิงวิชาการว่า “กลไกพัฒนาที่สะอาด” หรือเรียกย่อ ๆ ว่า CDM

        ด้วยเหตุนี้ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาจึงมีการทำ CDM กันคับคั่ง โดยเฉพาะชาติอุตสาหกรรมใหญ่ ที่ยอมรับในพิธีสารเกียวโตและอยู่ในกลุ่ม Annex 1 ถูกบังคับให้ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ต่างพากันใช้ “ทางออก” จากตลาดคาร์บอนฯ หรือการทำซีดีเอ็ม เพื่อแก้ปัญหาให้กับตนเอง และทำให้ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอยู่ในกรอบข้อตกลง

        สำหรับประเทศไทย ถือว่ามีความตื่นตัวพอสมควร แม้ไทยจะอยู่ในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งในการประชุมภาวะโลกร้อนที่จัดโดยยูเอ็นจะจัดให้ไทยและประเทศกำลังพัฒนาอื่น ๆ ที่ไม่ถูกบังคับลดปล่อยก๊าซคาร์บอนเหมือนชาติพัฒนาแล้ว อยู่ในกลุ่ม G77 แต่ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาไทยก็จัดตั้งหน่วยงาน “องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.)” ขึ้น เพื่อรองรับกับธุรกรรมการซื้อขายก๊าซคาร์บอน ที่ส่วนใหญ่รองรับ “ผู้ซื้อ” จากต่างประเทศ ซึ่งที่ผ่านมากิจการในไทยก็มีการขายคาร์บอนเครดิตในรูปของการทำซีดีเอ็มไปหลายรายพอสมควร

        อย่างไรก็ตาม การซื้อขายก๊าซคาร์บอนกำลังจะเปลี่ยนโฉมหน้าไปอีกรูปแบบ เมื่อมีผู้คิดขึ้นมาว่า การซื้อขายคาร์บอน มาร์เก็ต ในรูปแบบซีดีเอ็ม ค่อนข้างมีข้อกำหนดที่เข้มงวด และกว่าที่จะมีการซีดีเอ็มได้ในแต่ละรายจะต้องผ่านกระบวนการรับรองจากประเทศผู้ซื้อและผู้ขายตลอดจนจะต้องผ่านความเห็นชอบจากองค์กรกลางที่ทำหน้าที่ดูแลตลาด CDM ของยูเอ็นอีกด้วย ขั้นตอนที่หลายขั้นดังกล่าวจึงมีความยุ่งยากแสนสาหัส ในการเข้าสู่ตลาดและการทำให้เกิดธุรกรรมที่เป็นจริงจึงมีนักคิดหัวใสเสนอแนวความคิดขึ้นมาว่า ควรจะมีการทำตลาดคาร์บอนเครดิตแบบสมัครใจ ตลาดคาร์บอนฯ แบบสมัครใจ (Voluntary Carbon Market : VCM) และเริ่มต้นโดยความร่วมมือระหว่างผู้ประกอบการ ในปี ค.ศ.1989 และมีการเติบโตอย่างรวดเร็วนับตั้งแต่ปี ค.ศ.2002 เป็นต้นมา ต่อมา Voluntary Carbone Exchange (VCX) ถูกเรียกกันง่าย ๆ ว่า “Carbon Offset”

        ประเทศไทยเองก็กำลังจะมีการซื้อขายคาร์บอนแบบสมัครใจอย่างเป็นทางการ แม้ว่าที่ผ่านมาจะมีการนำร่องไปก่อน โดยมีบริษัทแห่งหนึ่งจากสหรัฐอเมริกาได้เข้ามาซื้อคาร์บอนแบบสมัครใจจากโครงการปลูกป่าแห่งหนึ่งในจังหวัดสกลนคร 675 ไร่ไปแล้ว

        สำหรับโครงการซื้อขายคาร์บอนแบบสมัครใจที่จะทำกันอย่างเป็นทางการและมีระบบขั้นตอนเป็นรูปเป็นร่างที่ชัดเจนนั้น ทาง อบก.องค์กรบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก จะทำหน้าที่หัวหอกนำร่องเป็นผู้ดำเนินการ และเชิญชวนให้ประชาชนในประเทศหันมาสนใจเข้ามาในระบบการซื้อขายดังกล่าวมากขึ้น

        ดร.ประเสริฐสุข จามรมาน รองผู้อำนวยการ อบก. กล่าวว่าปกติการซื้อขายก๊าซคาร์บอนแบบสมัครใจแบบนี้ใช้เป็นเครดิตประเทศไม่ได้ ในข้อตกลงลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกในพิธีสารเกียวโตจะอนุญาตให้คิดได้เฉพาะโครงการประเภท CDM เท่านั้น ไม่นับรวมโครงการรูปแบบอื่น ๆ แต่การที่มีโครงการคาร์บอนแบบสมัครใจ ย่อมส่งผลดีอย่างแน่นอน แม้ว่าขณะนี้ประเทศไทยจะไม่อยู่ในกลุ่มประเทศที่ถูกบังคับให้ลดปริมาณปล่อยก๊าซเรือนกระจกเหมือนชาติพัฒนาแล้วแต่การที่เรามีเครดิตคาร์บอนสะสมไว้ก็ย่อมจะเป็นผลดีในวันหน้า ซึ่งไม่แน่ว่าต่อไปในอนาคต UNPCCC อาจจะระบุให้ประเทศกลุ่ม G77 ต้องมีส่วนร่วมในการลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกด้วยก็ได้ และอีกแง่หนึ่งการที่ภาคเอกชนต่าง ๆ เริ่มทำโครงการลดก๊าซคาร์บอน และมีการซื้อขายกัน ภาคธุรกิจที่เข้ามาซื้อก๊าซคาร์บอนเก็บไว้ ก็ถือว่าเป็นการตอบแทนต่อสังคม หรือที่เรียกว่า CSR ให้กับองค์กรตัวเองได้

        “ในสหรัฐอเมริกา มีการจัดตั้งตลาดซื้อขายก๊าซคาร์บอนกันเป็นเรื่องราว ในชิคาโกเรียกว่า Chicago Climate Exchange เพราะอเมริกาเขาไม่รับพิธีสารเกียวโต จึงมาเล่นตัวนี้แทน ซึ่งมันมีผลดีเพราะจะทำให้เกิดผู้ขาย หมายความว่ามีแรงจูงใจให้คนหันมาทำโครงการลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกมากขึ้น ในด้านของราคาที่ซื้อขายกันก็เป็นไปอย่างอิสรเสรี รัฐจะไม่เข้ามาแทรกแซงราคา ขึ้นอยู่กับการตกลงระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขาย”

        ความเคลื่อนไหวในประเทศไทย ดร.ประเสริฐสุข กล่าวว่า ถือได้ว่าขณะนี้ตลาดซื้อขายก๊าซคาร์บอนแบบสมัครใจกำลังขยับตัวอย่างรวดเร็วมาก มีสถาบันการเงินในประเทศไทยหลายแห่งที่สนใจ และกำลังทำหน้าที่เป็นโบรกเกอร์ หรือตัวกลางในการซื้อขายก๊าซคาร์บอน โดยโบรกเกอร์เหล่านี้จะทำหน้าที่รับซื้อปริมาณก๊าซคาร์บอน ซึ่งบางทีคนขายจะมีก๊าซฯ แค่หลักหมื่น หรือหลักพันตัน ซึ่งถือว่าน้อย หากคนซื้อจะซื้อโดยตรงกับคนขายรายเล็ก ๆ จะทำให้เสียเวลาในการทำสัญญา และมีค่าใช้จ่ายสูง ดังนั้น โบรกเกอร์จึงเข้ามาทำหน้าที่ “รับซื้อ” ก๊าซคาร์บอนจากรายเล็กรายน้อย เก็บรวบรวมสะสมไว้ และ “ขายต่อ” เมื่อมีคนต้องการซื้อ ซึ่งคนซื้อส่วนใหญ่ก็คือพวกชาติพัฒนาแล้วนั่นเอง และชาติเหล่านี้จะซื้อในปริมาณที่สูงเป็นหลักหมื่นหลักแสนตัน

        “เท่าที่ทราบมีสถาบันการเงินหลายแห่งที่สนใจเข้ามาทำธุรกิจนี้อย่างธนาคารทิสโก้ ดูจะสนใจธุรกิจนี้มากเป็นพิเศษ ไม่ว่าคนไทยหรือต่างชาติ หรือภาคธุรกิจไหนอยากซื้อก๊าซคาร์บอน ก็มาติดต่อจากโบรกเกอร์พวกนี้ได้ เขาจะขายให้ในปริมาณที่ต้องการ แต่ทราบมาว่าตอนนี้ราคาซื้อขายค่อนข้างตกลงไปมาก เป็นตามภาวะเศรษฐกิจที่มีปัญหา จาก 4-5 เหรียญสหรัฐต่อตันก็เหลือแค่ประมาณ 1 เหรียญกว่า ๆ ต่อตันเท่านั้น” รองผอ.อบก.กล่าว

        นายบัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ นักวิชาการจากกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ตัวแทนประเทศไทยที่เข้าร่วมประชุมประเทศภาคีสมาชิกอนุสัญญาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก ครั้งที่ 14 (Cop 14) และภาคีพิธีสารเกียวโตครั้งที่ 4 (COP/MOP 4) ที่มีขึ้นระหว่างวันที่ 2-20 ธ.ค.2551 ณ เมือง Poznan ประเทศโปแลนด์ ซึ่งเป็นการประชุมระดับโลกเกี่ยวกับเรื่องโลกร้อนครั้งล่าสุดกล่าวว่า ถึงแม้ว่าประเทศไทยจะไม่อยู่ในกลุ่มประเทศ Annex 1 หรือประเทศที่ต้องปฏิบัติการลดก๊าซคาร์บอนตามข้อตกลงพิธีสารเกียวโตแต่ไทยก็ต้องศึกษาและติดตามการเจรจาความตกลงพหุภาคีระหว่างประเทศด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อการวิเคราะห์ถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อประเทศไทย หรือเสนอจุดยืน ท่าทีเจรจาที่เหมาะสม

        สำหรับการประชุม COP 14 โดยภาพรวมการเจรจามีความคืบหน้าไม่มากนัก เนื้อหาของข้อสรุปในประเด็นการลดปริมาณก๊าซเรือนกระจก มีการพูดถึงข้อตกลงเดิมที่เวียนนา ที่ให้ประเทศกลุ่มชาติพัฒนาลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกให้ได้ถึง 20-40% ในปี ค.ศ.2020 แต่สิ่งที่เรียกว่าใหม่เพิ่มเติมจากข้อสรุปเดิมนั้นก็คือ การย้ำว่าก๊าซเรือนกระจกที่ลดลงควรเป็นไปอย่างมีคุณภาพ หรือที่ควรจะเป็นก็คือ การลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกควรคิดจากฐานกิจกรรมในประเทศไม่นับรวมการเข้ามาซื้อคาร์บอนในต่างประเทศไปได้ หรือการลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกก็ควรเป็นไปตามรายสาขาภาคอุตสาหกรรมแต่ข้อเสนอดังกล่าวที่มาจากชาติกำลังพัฒนา ก็ยังไม่ได้รับการตอบรับจากสมาชิกกลุ่มชาติพัฒนาแล้ว

        การที่ไทยกำลังริเริ่มโครงการลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกแบบสมัครใจ บัณฑูรมองว่าเป็นเรื่องดี เพราะหากประเทศไทยไม่ทำอะไรเลย แต่มีต่างชาติเข้ามาซื้อสิทธิ์ก๊าซคาร์บอนป่าเมืองไทย เช่นกรณีสหรัฐอเมริกา ซื้อคาร์บอนจากป่าไม้เมืองไทย ถือว่าเป็นการเข้ามาเจาะฐานในประเทศไทย ทำให้ไทยสูญเสียโอกาสไป การได้คาร์บอนเครดิตไปอย่างน่าเสียดาย เนื่องจากเป็นที่รู้กันว่าคาร์บอนเครดิตจากผืนป่าเป็นสิ่งที่มีค่ามาก เป็นที่ต้องการของชาติร่ำรวยอย่างกลุ่มประเทศสหภาพยุโรป หรืออียูเองก็หันมาซื้อก๊าซคาร์บอนจากป่าที่เป็นรูปของภาคสมัครใจจากประเทศกำลังพัฒนา และถ้าเราไม่ทำอะไรสักอย่างเราก็จะเสียโอกาสไปอย่างน่าเสียดาย

        “ผมมองว่าโครงการคาร์บอนเครดิตแบบสมัครใจที่เกิดขึ้น เป็นเรื่องที่ดีมาก ๆ แน่นอนว่าเป็นการช่วยลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกในบ้านเราได้ แต่ถ้าเราทำแบบขายกันเองในประเทศ ไม่ขายให้ต่างชาติคนที่ทำจะได้รับการจดเครดิตไว้ ภาครัฐก็อาจให้แรงจูงใจด้วยการลดอย่างภาษีโรงเรือนให้ และการที่รัฐจดเครดิตคนที่ซื้อหรือทำคาร์บอนเครดิตแบบนี้ไว้ ก็จะมีประโยชน์วันหน้า ก็ไม่แน่ว่าวันหนึ่งเกิดไทยต้องมีพันธกรณีเหมือนชาติพัฒนา ต้องลดก๊าซเรือนกระจกเราก็เอาตรงนี้มาใช้ได้ แต่ที่สำคัญโครงการนี้จะเกิดได้ก็ต้องมีสิทธิประโยชน์ให้ภาคเอกชน เพราะจะทำให้ผู้ประกอบการเขาก็จะหันมาลดก๊าซคาร์บอนในกิจการผลิตของเขาจริงจัง”

        อย่างไรก็ตาม ได้มีบทวิจัยศึกษา ตลาดซื้อขายคาร์บอนเครดิตแบบสมัครใจ รศ.ดร.นิรมล สุธรรมกิจ อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ ภายใต้หัวข้อ “กลไกที่ยืดหยุ่นของพิธีสารเกียวโตหลัง ค.ศ.2012 ที่มีต่อนัยมาตรการด้านเศรษฐศาสตร์ของประเทศไทย” ที่ได้รับการสนับสนุนจากกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) โดย รศ.ดร.นิรมลชี้ให้เห็นว่า ตลาดคาร์บอนฯ แบบสมัครใจในต่างประเทศเติบโตมาก และควรส่งเสริมให้เกิดขึ้นในประเทศไทย แต่หากภาครัฐขาดข้อมูลส่วนนี้ ก็อาจจะเป็นผลเสียต่อประเทศไทยในระดับการเจรจาระหว่างประเทศได้ เนื่องจากไทยเองมีแนวโน้มในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากขึ้น (ทั้งในด้านปริมาณและอัตราการเพิ่ม) ซึ่งอาจกลายเป็นจุดเด่นที่อาจมีแรงกดดันจากภายนอกให้ประเทศไทยมีพันธะในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นทางการมากขึ้น หากประเทศไทยขาดข้อมูลส่วนของภาคสมัครใจ (ในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก) ก็จะทำให้อำนาจการต่อรองในการเจรจาระหว่างประเทศมีน้ำหนักน้อยลง

        นอกจากนี้ หากภาครัฐกำหนดมาตรการบังคับในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยขาดข้อมูลของภาคสมัครใจก็อาจทำให้การบริหารจัดการไม่มีประสิทธิภาพหรือขัดขวางการดำเนินการของภาคสมัครใจก็ได้

        ข้อมูลจากงานวิจัยระบุว่าตลาดคาร์บอนเครดิตของภาคสมัครใจจะมีสัดส่วนที่น้อย เมื่อเปรียบเทียบกับตลาดคาร์บอนฯ ที่ทำจาก CDM ตามพันธกรณีของพิธีสารเกียวโตที่พยายามครอบคลุมทุกกิจกรรมและเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ แต่ความต้องการซื้อในตลาดคาร์บอนฯ แบบสมัครใจก็เพิ่มขึ้นอย่างช้า ๆ และในช่วงปี ค.ศ.2006-2007 อัตราการเติบโตของตลาดคาร์บอนฯ แบบสมัครใจอยู่ในระดับที่สูงมาก (ปริมาณการซื้อขายในปี ค.ศ.2007 มีมากกว่า 2 เท่าของปี ค.ศ.2006) นอกจากนี้ยังเป็นที่คาดกันว่าปริมาณการซื้อขาย carbon credit/carbon offset จะเติบโตในช่วงปี ค.ศ.2010-2012 เป็นจำนวน 400-500 ล้านตันเทียบเท่าคาร์บอนไดออกไซด์ (MtCO2e) ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ตลาดคาร์บอนฯ แบบสมัครใจกลายเป็นที่สนใจของบุคคลทั่วไปทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ประสิทธิผลของการจัดทำ Carbon Offset เพื่อชดเชยกับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรมปกติ

        “อย่างไรก็ตาม กำลังเป็นที่ถกเถียงในปัจจุบัน คือ Carbon Offset อาจจะไม่นำไปสู่ Low Carbon Economy เพราะเป็นการยากเกินกว่าที่จัดทำโครงการประเภท Carbon Offset มาชดเชยให้ครบทุกกิจกรรมในโลกนี้ได้ แต่อีกด้านหนึ่งก็มองว่า Carbon Offset นั้นเป็นการเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนได้เรียนรู้การลดปริมาณปล่อยก๊าซเรือนกระจก ที่อาจนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนในอนาคตได้” รศ.ดร.นิรมลกล่าว

        (ผู้สนในรายละเอียดงานวิจัยชิ้นนี้ สามารถดูได้ที่ www.MEAWatch.org.th)

        ในวันพฤหัสบดีที่ 15 ม.ค.2552 ทางโครงการศึกษากลไกที่ยืดหยุ่นของพิธีสารเกียวโต หลัง ค.ศ.2012 ที่มีนัยต่อการกำหนดมาตรการทางเศรษฐศาสตร์ภายในประเทศไทย ภายใต้การสนับสนุนของ สกว.จะจัดให้มีการสัมมนาเฉพาะกลุ่มหัวข้อ “Voluntary Approach : ผลกระทบที่มีต่อประเทศไทย” ณ ห้องประชุม 1 ชั้น 14 สกว อาคารเอส เอ็ม ทาวเวอร์ เวลา 13.30-16.30 น. โดยมีนักวิชาการที่มาเสวนา คือ สุปราณี จงดีไพศาล ผอ.ฝ่ายสวัสดิภาพสาธารณะ สกว., รศ.ดร.นิรมล สุธรรมกิจ หัวหน้าโครงการวิจัยฯ ที่จะนำเสนอบทความ Voluntary Approach : ผลกระทบที่มีต่อประเทศไทย พร้อมตอบข้อซักถามในประเด็นต่าง ๆ ผู้สนใจสามารถเข้าร่วมงานสัมมนาดังกล่าวได้

หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์
ฉบับวันจันทร์ที่ 12 มกราคม พ.ศ.2551 หน้า 4
 
< ก่อนหน้า   ถัดไป >
mod_vvisit_counterวันนี้751
mod_vvisit_counterเมื่อวานนี้745
mod_vvisit_counterรายเดือน4532
mod_vvisit_counterทั้งหมด558647