ใคร ๆ ก้อยอมรับว่าในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา “กระแสโลกร้อน” มาแรงแซงทางโค้งกว่าประเด็นอื่น ๆ และที่ติดสอยห้อยตามประเด็นโลกร้อน ฮอตฮิตไม่แพ้กันก็คือ กระแสนิยม “ถุงผ้า” มีทั้งแจก ทั้งขาย ทั้งแถมกันทั้งบ้านทั้งเมือง เรียกว่า “เกร่อ” กันจริง แต่ถ้าถามว่าทุกวันนี้มีใครสะพายถุงผ้าไปจ่ายตลาด ไปช็อปปิ้ง เพื่อจะได้ไม่ต้องใช้ถุงพลาสติกกันหรือเปล่า ก็พอจะตอบได้ว่ายังไม่เห็นกันจริง ๆ จัง ๆ ถุงผ้าเพื่อลดโลกร้อน ลดระดับตัวเอง กลายเป็นแค่เเฟชั่นถุงผ้าไปซะแล้ว
ก็เลยเกิดคำถามว่าจริง ๆ แล้ว “ถุงผ้า” จะลดโลกร้อนได้หรือเปล่า หรือเป็นแค่เรื่องแห่ตามกันไปอย่างนั้นเอง วันนี้จะมาลองฟังหลายความคิดเห็นเกี่ยวกับ “ถุงผ้า” ว่ามีประโยชน์ต่อ “โลก” มากน้อยแค่ไหน
ใช้ “ถุงผ้า” เพื่ออนาคต
รศ.ดร.นิรมล สุธรรมกิจ นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และเป็นนักวิชาการที่เป็นตัวแทนประเทศไทยในการเข้าร่วมประชุมปัญหาโลกร้อน หรือการประชุม Cop14 เมื่อเร็ว ๆ นี้ที่ประเทศโปแลนด์ ให้ความเห็นว่า จำได้ว่าการใช้ถุงผ้าเริ่มจากต่างประเทศ ในซูเปอร์มาเก็ตต่าง ๆ ที่รณรงค์ไม่ใช้ถุงพลาสติก แล้วบูมมาถึงเมืองไทย ต่อมาหลุยส์ วิคตอง ทำถุงผ้าออกมาแล้วมีตัวหนังสือเขียนว่า I am not Plastic ซึ่งต่อมาเมืองไทยก็เห็นมีถุงผ้าที่เขียนคำนี้
“การรณรงค์ในต่างประเทศเข้มแข็งมาก เพราะหวังเปลี่ยนพฤติกรรมคนเลิกใช้ถุงพลาสติก แต่เขาแตกต่างจากบ้านเรา ถุงผ้าที่ขายราคาถูกมาก แค่ 1 เหรียญ หรือบางทีไม่ถึงเหรียญ ก็เพื่อดึงดูดให้คนใช้ และถุงนี้ก็สามารถนำมาใช้ได้เรื่อย ๆ และเขาทำจนเป็นกระแสเวลาไปซื้อของถ้าหากคนไทยไม่เอาถุงผ้าไปเอง ไม่ทำ จะถูกมอง”
สำหรับในเมืองไทยยังไม่เห็นพฤติกรรมนี้จริงจัง ห้างฯ ดัง ๆ ยังไม่สนับสนุนให้คนเลิกใช้ถุงพลาสติก และใช้ถุงผ้าจริง ๆ แม้ว่าการที่นักเรียน แม่บ้าน คนทำงาน ถือถุงผ้าไปซื้อของ ถ้าไม่คิดเรื่องแฟชั่น เบื่อแล้วไปซื้อถุงใหม่ ถ้าใช้ถุงเดิมเป็นประจำ เป็นเรื่องดีถ้าคนไม่ยึดติดกับแฟชั่น การใช้ถุงผ้าอาจลดโลกร้อนได้ในอนาคตเพราะต่อไปถุงพลาสติกที่มาจากปิโตรเลียมอาจไม่มีให้ใช้ และการที่เราไม่เพิ่มการใช้ถุงพลาสติกในวันนี้ ย่อมมีผลดีในวันหน้า เท่ากับช่วยลดปริมาณขยะพลาสติก ไม่ไปเพิ่มขยะพวกนี้ในอนาคต เพราะรู้กันดีว่าถ้าขยะพวกนี้มีมาก ๆ เกิดการหมักหมม ก็จะทำให้เกิดก๊าซมีเทน และเป็นตัวการทำให้เกิดก๊าซเรือนกระจก
“ถ้าการใช้ถุงผ้าเป็นไปตามกระแสแฟชั่น เบื่อแล้วทิ้ง เปลี่ยนหรือซื้อมาใช้ของใหม่เป็นประจำ ก็จะทำให้เกิดขบวนการผลิตซ้ำ ผลิตเพิ่ม หักกลบลบหนี้แล้ว ไม่ต่างอะไรจากการที่เราใช้ถุงพลาสติกใช้แล้วทิ้ง ต้องผลิตออกมาเรื่อย ๆ”
ว่าไปแล้วการใช้ถุงผ้าเพื่อลดโลกร้อนในบ้านเรา เหมือนเริ่มนับ 1 ไว้แล้ว แต่ก็หยุดชะงัก ไม่มีก้าวต่อไป 2, 3, 4, 5 หรือไปถึง 10 ที่จะมีส่วนช่วยลดโลกร้อนได้จริง รศ.ดร.นิรมลเห็นด้วยกับมุมมองนี้ และเห็นว่าต้องมี “ผู้นำ” กระแสเปลี่ยนพฤติกรรมคน ให้ใช้ประโยชน์ถุงผ้าจริง ๆ ไว้ใส่ข้าวของเวลาไปช็อปปิ้ง ไม่ใช่แค่หิ้วเท่ ๆ แค่ใส่กระเป๋าสตางค์ เครื่องสำอาง หรือสมุดเท่านั้น โดยคนที่น่าจะเป็นผู้นำกระแสให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้ น่าจะมาจากภาคเอกชนโดยเฉพาะห้างสรรพสินค้า ซึ่งเชื่อว่าถ้าห้างฯ เอาจริงเอาจังประกาศเลิกใช้ถุงพลาสติก ใครอยากได้ถุงพลาสติกต้องจ่ายสตางค์เองเหมือนในประเทศจีน ก็เชื่อว่าน่าจะเปลี่ยนพฤติกรรมของคนมาใช้ถุงผ้ามากขึ้นได้
“อย่างตัวดิฉัน ได้ถุงผ้าเยอะมาก แต่เวลาไปซื้อของที่ห้างฯ ก็ลืมเอาถุงผ้าที่อยู่ในรถไปด้วย เพราะไม่ชิน อีกอย่างถ้าเอาถุงผ้าเข้าห้างฯ ไปด้วย อาจทำให้ทางห้างฯ กังวลว่าของเขาจะหายซึ่งตรงนี้ต้องมีการทำความเข้าใจซึ่งกันและกันก่อน ถึงจะทำให้คนเปลี่ยนพฤติกรรมได้”
รศ.ดร.นิรมลย้ำอีกว่า เรื่องนี้คนนำกระแสอาจไม่ใช่รัฐ ต้องเป็นเอกชน เพราะรัฐคงจัดลำดับความสำคัญเรื่องนี้อยู่ท้าย ๆ แถวคนที่จะทำได้คือภาคเอกชน ที่ต้องหาวิธีทำอย่างไรที่จะให้ประชาชนร่วมมือด้วย
บทเรียนเรื่องถุงผ้า
ดร.อานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ผู้อำนวยการศูนย์เครือข่ายงานวิเคราะห์ วิจัย และฝึกอบรมการเปลี่ยนแปลงของโลกแห่งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (START) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้เชี่ยวชาญเรื่องโลกร้อนอันดับต้น ๆ ของสังคมไทย ให้ความเห็นว่าถุงผ้าเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้คนตระหนักเรื่องโลกร้อน แต่ยังไม่ประสบความสำเร็จในทางปฏิบัติ ที่ผ่านมาเวลาตนเองไปซื้อของจะติดถุงผ้าไปด้วย พนักงานขายก็ยังใส่ของในถุงพลาสติกให้ เราต้องบอกทุกครั้งว่าเอาถุงผ้ามาเอง เป็นความเคยชินของพนักงาน เขาต้องได้รับการฝึกอบรม แต่ผู้ประกอบการส่วนหนึ่งทำเรื่องถุงผ้าเป็นแฟชั่นถ้าไม่ทำตกกระแส ภาพพจน์บริษัทไม่ดี ในทางกลับกัน บางครั้งมีการรณรงค์เรื่องถุงผ้าที่สุดขั้วจนเกินไป ต้องไม่เอาถุงพลาสติกเลยมองว่าควรจะลดการใช้ถุงพลาสติกเท่าที่จะทำได้มากกว่า ตนก็ยังทำไม่ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ บางครั้งก็ต้องรับถุงพลาสติกบ้าง แล้วก็สอนลูกและหลานให้พวกเขาทำตาม เป็นการปลูกฝังนิสัยแต่เด็ก ๆ
“การรณรงค์ใช้ถุงผ้าไม่ใช่ว่าทำแค่ 1-2 ปีแล้วก็หยุด ต้องทำต่อเนื่อง ที่ผ่านมาก็มีส่วนช่วย ดีกว่าไม่ทำอะไรเลย เชื่อว่าชะลอการเติบโตการใช้พลังงานไปได้บ้าง เราได้บทเรียนจากการรณรงค์เรื่องถุงผ้าที่ผ่านมาแล้ว ก้าวต่อไปจะต้องเป็นระบบมากกว่านี้ คิดว่าผู้ประกอบการต้องมีบทบาทสำคัญ ทั้งสร้างจิตสำนึกให้แก่พนักงาน รวมถึงหามาตรการจูงใจให้ลูกค้าใช้ถุงผ้า มีห้างหนึ่งรณรงค์ใครพกถุงผ้ามาช็อปปิ้งจะได้รับส่วนลด รวมถึงหน่วยที่เกี่ยวข้องต้องส่งเสริมการใช้ถุงผ้าให้มากยิ่งขึ้น สร้างความเคยชินใหม่ นโยบายรัฐบาลเองก็ต้องเสนอมาตรการในการปรับตัวและลดก๊าซเรือนกระจก”
ซึ่ง ดร.อานนท์มองว่า ถ้าคนอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดี มีระบบที่ช่วยให้เรานำไปใช้ได้จริง คนส่วนใหญ่ในสังคมเห็นคุณค่าของการลดภาวะโลกร้อน เดี๋ยวคนก็จะปรับตัว ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ก็ต้องค่อย ๆ ทำกันไป
ในฐานะนักวิทยาศาสตร์ที่มีส่วนร่วมในคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ หรือไอพีซีซี และติดตามการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศในประเทศไทยและในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ดร.อานนท์ให้ข้อมูลว่า ตอนนี้เฉลี่ยต่อหัวคนไทยปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ปีละ 5 ตัน เราเกินค่าเฉลี่ยของโลกที่ 3.7 ไปแล้ว มองว่าเป็นการใช้พลังงานต่อหัวที่ค่อนข้างสูง ยิ่งมองตัวเลขการปลดปล่อยต่อจีดีพีของไทยยิ่งแย่ติดอันดับท้าย ๆ ผลจากขบวนการสร้างจีดีพีเรายังไม่เป็นมิตรต่อชั้นบรรยากาศ โดยาจากอุตสาหกรรมหนัก เทียบกับหลายประเทศ แม้แต่จีนปล่อยต่ำกว่าเรามาก ถ้าในเวทีระดับโลกมีการนำตัวเลขนี้มาใช้เจรจาต่อรอง เราเสียเปรียบแน่นอน
“ตัวเลขอย่างไม่เป็นทางการ ตอนนี้ไทยมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเกิน 350 ล้านตัน เราปล่อยเกิน 1% จากเดิมการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 0.7% ขยับขึ้นนิดนึง แต่ถ้าไปดูการจัดอันดับเราขึ้นมาเยอะ ถ้าภายใน 10 ปีข้างหน้าเราไม่ทำอะไรเลย ยังไม่ตระหนักปรับเปลี่ยนวิธีการผลิต การใช้ และการบริโภค ค่าเฉลี่ยต่อหัวคนไทยจะเพิ่มขึ้นเป็นปีละ 6 ตัน ไทยจะเป็นส่วนหนึ่งทำให้ภาวะโลกร้อนเลวร้ายกว่าเดิม” ผู้เชี่ยวชาญด้านโลกร้อนกล่าว
ปี 52 เปลี่ยนเทรนด์ใหม่
กิตติชัย งามชัยพิสิฐ ผู้อำนวยการสถาบันต้นกล้าและสมาชิกกลุ่ม we change มองว่า การรณรงค์เรื่องถุงผ้าเป็นเรื่องที่ดี น่าสนใจ ทำให้คนมีส่วนร่วมได้ง่าย ๆ อย่างน้อยทุกคนได้มีส่วนในการรักษาสิ่งแวดล้อม แก้โลกร้อนได้บ้าง ชอบการรณรงค์แบบนี้ และกระแสถุงผ้ายังบ่อบอกถึงธุรกิจกับสิ่งแวดล้อมขยับเข้าใกล้กันมากขึ้น แต่ตอนนี้ตนมีถุงผ้าอยู่ 8 ใบ ได้รับแจกบ้าง เป็นของแถมบ้างหลัง ๆ เริ่มไม่จำเป็นแล้ว ถ้าเป็นไปได้ปี 2552 อยากให้เพิ่มประเด็นรณรงค์ จากถุงผ้าเปลี่ยนเป็นแจกปิ่นโต กระบอกน้ำ หรือเมล็ดพันธุ์ต้นไม้สร้างเทรนด์ใหม่ ภาคธุรกิจต้องสื่อเรื่องเหล่านี้ ที่ผ่านมามีปัญหาองค์กรพัฒนาเอกชนรู้ข้อมูลเยอะ แต่สื่อสารกับคนไม่เป็น นำเสนอแบบเกรี้ยวกราดกับคนมากเกินไป บทบาทนี้ภาคธุรกิจช่วยได้ ส่งสารเรื่องโลกร้อนเป็นการกระตุ้นให้กับสังคม
เขาเห็นว่าถุงผ้ากลายเป็นแค่แฟชั่น แค่ทำให้คนรู้สึกผิดน้อยลง ธุรกิจรู้สึกผิดน้อยลง ผู้ผลิตรู้สึกผิดน้อยลง ขอให้ภาคธุรกิจ นักครีเอทีฟ เพิ่มประเด็นมากกว่าแค่ถุงผ้า เพราะถึงจุดหนึ่งถุงผ้าเป็นปัญหาเล็ก ๆ เท่านั้น แต่ที่ใหญ่ไปกว่านั้นคือ การบริโภคที่มากเกินความจำเป็น กลายเป็นว่าถุงผ้าเป็นตัวการก่อปัญหาเองถ้าบริโภคถุงผ้ามากเกินไป หากปัญหาโลกร้อนมาจากการบริโภคมากไป ต้องแก้ปัญหาที่ผู้ผลิตและผู้บริโภค ทุกวันนี้ระบบเศรษฐกิจที่มุ่งเน้นการซื้อขาย ส่งให้ผู้ผลิตสินค้าจำนวนมาก เร่งระบายของ ขณะที่ผู้บริโภคก็สนุกสนานกับการซื้อ
“สิ่งสำคัญก็คือการลดการผลิต ลดการบริโภค อย่ามองการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจมากเกินไป มองที่สิ่งแวดล้อมให้มากขึ้น”
กิตติชัยเล่าว่า ที่ผ่านมากลุ่ม we change รณรงค์ให้มี “สัปดาห์ปิดทีวี” “สัปดาห์ใช้ชีวิตช้า ๆ” และ “สัปดาห์ฉลาดไม่ซื้อ” สื่อกับคนในสังคมเพื่อเป็นแนวทางแก้ปัญหาโลกร้อนที่เริ่มต้นจากตัวเอง ที่ต้องปิดทีวี เพราะนอกจากทีวีจะเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการบริโภคมากขึ้นแล้วยังทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ถูกแย่งไป ที่สำคัญรายการทีวีถูกควบคุมโดยผู้มีอำนาจจำนวนหยิบมือหนึ่งที่ต้องการส่งสารวัฒนธรรมบริโภค ค่านิยม ความเชื่อผ่านทีวี เราปฏิเสธคนที่มีอำนาจมากเกินไปเชื่อมโยงมาถึงแนวคิดสัปดาห์ไม่ซื้อ รณรงค์ไม่ซื้อสินค้าฟุ่มเฟือย ไม่ซื้อสินค้าบริษัทข้ามชาติ เหตุผลที่ไม่ซื้อก็เพราะกระบวนการผลิตกดขี่แรงงานและทำลายสิ่งแวดล้อม
เขายังบอกอีกว่า ปี 2552 ทางกลุ่มจะรณรงค์ “กินเปลี่ยนโลก” แนวคิดนี้เป็นการให้คนหันมากินอาการที่ผลิตในท้องถิ่น มองว่าจะช่วยลดการใช้พลังงานในภาคขนส่ง ลดของเสียที่มาจากกระบวนการผลิต แถมช่วยเศรษฐกิจชุมชน ถ้าเราใส่ใจกับเรื่องวิถีชีวิตอาหารกิน จะช่วยลดโลกร้อน และเชื่อมโยงประเด็นอื่น ๆ ในชีวิต ไม่คิดแยกส่วน “การซื้อ การกินของเรา คือการโหวตและการส่งส่วย ยิ่งซื้อจากบริษัทยักษ์ใหญ่เท่ากับโหวตให้อยู่ได้และส่งส่วยให้เติบโต แล้วก็เข้ามาควบคุมเรา ถึงเวลาที่ต้องเลือกจะโหวตให้ใคร ระหว่างบรรษัทข้ามชาติที่เข้ามาครอบงำ ทำให้โลกเลวร้าย หรือเกษตรกรรายย่อยที่ผลิตด้วยภูมิปัญญาและเครื่องมือที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม” กิตติชัยฝากทิ้งท้าย
แค่เครื่องมือ
ฟากกลุ่มธุรกิจพลังงาน สรัญ รังคสิริ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่สื่อสารองค์กร และกิจการเพื่อสังคมบริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) มีความเห็นต่างว่า การใช้ถุงผ้าในงานกิจกรรมต่าง ๆ ของ ปตท. เป็นมาตรการหนึ่งในการเชิญชวนให้คนในสังคมมีพฤติกรรมใช้ซ้ำ ลดการสิ้นเปลืองทรัพยากรธรรมชาติ เพราะการผลิตอะไรสักชิ้นหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นถุงพลาสติกหรือถุงผ้าเราได้ใช้ทรัพยากรที่มีอย่างจำกัดบนโลกไปแล้ว แถมกระบวนการผลิตยังก่อเกิดก๊าซพิษส่งผลต่อภาวะโลกร้อนมากน้อยต่างกันไป อย่างไรก็ตาม เห็นว่าการใช้ถุงผ้าไม่ใช่วิธีการที่ทำให้โลกหายร้อน หรือหยุดปัญหาภาวะโลกร้อนได้อย่างที่เข้าใจ และถุงผ้าเป็นเพียงเครื่องมือในการกระตุ้นพฤติกรรม ไม่ว่าพฤติกรรมนั้นจะเป็นการลอกเลียนแบบแห่ใช้ตามเทรนด์ หรือใช้เพราะรักษ์โลก ต้องการประหยัดพลังงานจริง ๆ
“การรณรงค์ให้คนตระหนักเรื่องภาวะโลกร้อนหรือช่วยลดโลกร้อน แค่การใช้ถุงผ้าคงไม่เกิดผลอะไรมากนัก เพราะถุงผ้าเป็นเครื่องมือที่ทำให้คนฉุกคิดเรื่องภาวะโลกร้อน แต่ผลสำเร็จที่คาดหวังว่าจะเกิดขึ้นอยู่ที่จิตสำนึกและพฤติกรรมของคนในสังคมว่าเขาเหล่านั้นจะใช้ถุงผ้าด้วยวัตถุประสงค์อย่างไร ถ้ามีแล้วนำไปใช้ซ้ำ ใช้จริงประโยชน์เกิดแน่นอน แต่ถ้าใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้งขว้างก็คงไม่ต่างอะไรกับการใช้ถุงพลาสติกหรือของที่ใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้ง ที่สร้างขยะให้ล้นโลก”
ผู้บริหาร ปตท.กล่าวอีกว่า ส่วนข้อกังวลที่หลายคนออกมาติงถึงเทรนด์การซื้อหรือมีถุงผ้าหลาย ๆ ใบเป็นการสิ้นเปลืองพลังงานมากกว่าการใช้ถุงพลาสติก ตนอยากให้มองแบบระยะยาว และมองในแง่ดีว่าการมีถุงผ้าหลายใบเป็นเรื่องที่ดี แต่ก็ไม่ใช่แบบฟุ่มเฟือยเกินเหตุเพราะการมีถุงเพียงใบเดียวแต่ไม่ได้ใช้ประโยชน์อย่างคุ้มค่า ลืมไว้ในรถบ้าง ลืมไว้ที่บ้านบ้าง คงไม่มีความหมายเท่ากับการมีหลายใบแล้วนำไปวางไว้ในจุดที่หยิบใช้สะดวก เช่น ในรถ ที่ทำงาน ฯลฯ พอถึงเวลาต้องไปจับจ่ายซื้อสินค้า ก็หยิบใช้ได้เลยไม่ต้องรับถุงพลาสติก มองแล้วยังไง ๆ ก็เกิดประโยชน์กว่าแน่นอน
สำหรับ ปตท. การใช้ถุงผ้าในงานกิจกรรมคงมีต่อไป เพราะไม่เพียงแต่การประหยัดต้นทุนการผลิต ที่สามารถสั่งทำจำนวนน้อยชิ้นแบบพอเหมาะพอดีกับงานนั้น ๆ โดยไม่ต้องสั่งทีละมาก ๆ อย่างการผลิตถุง/แฟ้มพลาสติกหรือกระดาษกับโรงงาน เพื่อให้คุ้มทุนกับเงินที่เสียไปแถมของยังเหลือ แต่การสั่งทำถุงผ้ายังเป็นการกระจายรายได้ให้ชาวบ้าน ในหมู่บ้านที่ ปตท.เข้าไปดูแลสนับสนุน
การใช้ถุงผ้าเป็นจุดเริ่มต้นของการช่วยลดภาวะโลกร้อนในระยะยาว ถ้าจะรณรงค์การให้ได้ผล ผมคิดว่าจะเริ่มจากภาคปฏิบัติที่จับต้องได้ เช่น การใช้ถุงผ้าไปจับจ่ายซื้อสอยแล้วได้ส่วนลดหรือหากไม่นำถุงผ้าไปใส่สิ่งของ ต้องซื้อถุงที่ทางร้านค้าเตรียมไว้ให้ แม้ราคาจะไม่แพง แต่ถ้าซื้อของหลายอย่างก็ต้องเสียเงินหลายบาทในการซื้อถุง ฉะนั้นการเอาถุงไปเองประหยัดมากกว่า ซึ่งถ้าห้างสรรพสินค้า ซูเปอร์มาร์เก็ตใหญ่ ๆ ช่วยกันทำ ผมว่าจะทำให้ผู้คนเห็นถึงคุณค่าของการประหยัดพลังงานเพิ่มขึ้นมากทีเดียว” สรัญกล่าวทิ้งท้าย
วัยรุ่นฮิต
แฟชั่นถุงผ้าแผ่ขยายอิทธิพลอย่างรวดเร็ว สังคมวัยรุ่นวัยเรียนก็ไม่เว้นจากอดีตคนไหนหิ้วถุงผ้าไปโรงเรียนเพื่อน ๆ ต้องยี้ใส่กับความเชยสะบัด เมื่อกาลเวลาเปลี่ยนถุง ผ้าเฉิ่ม ๆ กลับกลายเป็นของสารพัดประโยชน์แสนน่ารักที่เหล่านักเรียนต่างหลงใหล
ธนกร แจ่มจิตร์ หรือน้องแบงค์ นักเรียนชั้น ม.6 รร.มาเรียลัย กทม. ผู้ที่ได้รับรางวัลชนะเลิศประกวดเขียนเรียงความระดับประเทศ “อุ้มโลกให้หายร้อนจากเวที Young CDG Writer Awards ครั้งที่ 3 ไปครองหมาด ๆ ในฐานะผู้นำเทรนถุงผ้าไปใช้เป็นคนแรก ๆ ใน รร.ก่อนที่กระแสลดโลกร้อนจะเป็นที่นิยมด้วยซ้ำ
น้องแบงค์บอกอีกว่า แม้คนจะมองว่าการใช้ถุงผ้ากลายเป็นเทรนด์แฟชั่นที่คนใช้ไม่ได้ตระหนักถึงเรื่องรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง แต่ไม่ว่าจะเป็นการใช้ด้วยวัตถุประสงค์ใด ผลลัพธ์ที่ได้ก็คือช่วยลดปัญหาขยะพลาสติกได้มาก
ทุกวันนี้นักเรียนของ รร.มาเลียรัย กว่า 90% หันมาใช้ถุงผ้ากันหมด ผมเคยรู้มาว่าจำนวนการใช้ถุงพลาสติกมีมากขึ้นทุกปี ทั้งโลกมียอดการใช้ 5 แสนล้านถึงล้านล้านใบต่อปี เฉลี่ยทุก 1 นาที มนุษย์ใช้ถุงหิ้วอย่างน้อย 1 ล้านใบ เฉพาะแค่ประเทศไทย หากนำจำนวนถุงพลาสติกที่ใช้ใน 1 ปีมาต่อกัน ความยาวเป็นระยะทางเท่ากับการเดินทางไปกลับระหว่างโลกและดวงจันทร์ 7 รอบทีเดียว
อีกทั้งปริมาณถุงที่ใช้กันอยู่นี้ ต้องใช้พลังงานการผลิตจากน้ำมันสูงถึง 9,000 ล้านลิตร แต่ใช้เวลาในการย่อยสลายถึง 450 ปี แต่ถ้าเราหันมาใช้ถุงผ้าเพียงสัปดาห์ละ 1 วัน จะช่วยลดการใช้ถุงพลาสติกได้มากกว่า 100 ล้านถุงต่อปี”
ความหวังมากกว่าแฟชั่น
ฟังจากหลายความคิดเห็น ก็หวังว่าในปี 52 “ถุงผ้า” จะยังคงเป็นกระแสฮิตต่อไป แต่ที่หวังไปมากกว่านี้ก็คือ การได้เห็นถุงผ้าถูกใช้ประโยชน์ หิ้วไปใส่ข้าวของ ใช้แทนถุงพลาสติกอย่างจริง ๆ จัง ๆ ถ้าคนไทยเปลี่ยนพฤติกรรมเป็นอย่างนี้ได้เมื่อไหร่ เมื่อนั้น “ถุงผ้า” ก็คงจะมีส่วนช่วยลดโลกร้อนได้อย่างจริง ๆ ไม่ได้เป็นแค่กระแสที่ “เห่อ” ตาม ๆ กันไป
หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ฉบับประจำวันจันทร์ที่ 5 มกราคม พ.ศ.2552 หน้า 4 |
|