ความรู้เกี่ยวกับโรงงานสกัดน้ำมันปาล์ม

โรงงานสกัดน้ำมันปาล์มวิธีการผลิตน้ำมันปาล์ม ทะลายปาล์มประกอบด้วยผลปาล์มน้ำมันจำนวนมากติดอยู่กับก้านทะลาย ผลปาล์มน้ำมันประกอบด้วยน้ำมัน 2...
อ่านบทความเต็ม

บทความอื่น
พิมพ์ อีเมล์
วิทยาศาสตร์ก็มาจากอภิปรัชญากับจินตนาการนั่นแหละ

จิตกับพฤติกรรม
ความทรงจำ นอกมิติ

น.พ.ประสาน ต่างใจ

รัชญาเป็นภาษาสันสกฤตแปลว่าปัญญา ในภาษาบาลีและไทยเราเอามาใช้ให้มีความหมายต่างกัน ลึกกับตื้นจิตกับสมอง ทั้งสองก็มาจากความรู้กับความคิดเหมือน ๆ กัน เราเอามาใช้ต่างกันตรงที่ปรัชญานั้น มันเกี่ยวข้องกับความรู้ที่คิดว่าเป็นความจริง ส่วนที่เติมอภิ-ซึ่งแปลว่าเหนือ ที่หมายถึงไกลเกิน มันก็หมายถึงความจริงที่มองไม่เห็นหรือเร้นลับส่วนคำว่าจินตนาการ เรามักใช้กันผิด ๆ มักไปเน้นกับ “ฝันหวาน” จินตนาการแปลว่าคิด คิดไปเรื่อย ๆ ในทางที่ตนปรารถนาต้องการอยากให้เป็นจริง แต่ไม่คิดร้ายต่อใคร ไอน์สไตน์บอกว่าวิทยาศาสตร์ – แปลว่าความรู้ที่เป็นจริงพิสูจน์ได้จริง – มาจากจินตนาการก่อน แต่ผู้เขียนเชื่อว่าจินตนาการเองน่าจะมีที่มา มีตัวกระตุ้นเพื่อต้องการรู้ความจริงให้ได้ ทำให้มันเป็นความรู้เป็นวิทยาศาสตร์ให้ได้ฉะนั้น จินตนาการย่อมมีสิ่งกระตุ้นเร้าเสมอ และสิ่งนั้นน่าจะมีอภิปรัชญาเมตาฟิสิกส์เป็นส่วนร่วมด้วย นั่นคือสาระของบทความวันนี้

        วิทยาศาสตร์ที่เราใช้กัน จริง ๆ คือวิทยาศาสตร์กายภาพ (physical sciene) ว่าด้วยสิ่งที่มองเห็น มีเหตุผลหรือหรือชี้วัดเอาไปชั่งหาปริมาตรได้ ก้อนหิน งู จระเข้ เรารู้ได้และเอาตัวรอดได้เพราะมองเห็นหรือรับรู้ได้ เราตั้งแต่อยู่บนต้นไม้ลงจากดินไม้มาอยู่ถ้ำ กระทั่งถึงวันนี้ส่วนใหญ่มาก ๆ ก็รู้อยู่แค่นั้น ส่วนอะไรที่มองไม่เห็นหรือชี้วัดไม่ได้ เราไม่แน่ว่าจะเอาตัวรอดได้ เราจึงกลัวและพยายามเห็นมัน เช่นรู้ว่าเป็นเชื้อโรคก็อาศัยกล้องจุลทรรศน์ หรือรู้ว่าไม่ใช่อสูรไม่ใช่ราหู แต่เป็นโลกเองที่กินดวงจันทร์โดยอาศัยกล้องดูดาวส่อง ฉะนั้น เราเอาประสาทรับรู้หรือตาของเราเป็นเกณฑ์ อะไรที่รับรู้ได้มองเห็น มีเหตุผลก็กลายเป็นพระเจ้า จิต วิญญาณ ผี และตายแล้วจบกันหรือไปไหน ฯลฯ สิ่งเหล่านี้บางคนที่ขี้เกียจคิดเพราะไม่เกี่ยวอะไรกับตน จึงไม่สนใจว่ามันจะมีหรือไม่มี แต่คนอีกส่วนหนึ่งจะใช้ปัญญากับปรัชญาคิดเอา และพบว่าหรือคิดว่าอภิปรัชญาเมตาฟิสิกส์จะใกล้ชิดกับพระเจ้าจิตวิญญาณอันเป็นเรื่องของศาสนานอก จากนี้ ส่วนหนึ่งของอะไรที่วิทยาศาสตร์กายภาพเก่าไม่รู้ เดี๋ยวนี้วิทยาศาสตร์ใหม่แควนตัมฟิสิกส์บอกเราดังที่นักฟิสิกส์ใหญ่ ๆ เช่น จอห์น วิลเลอร์ อังเดร ลินดิ มิคาเอล เมนสกี ฯลฯ บอก ไม่นับฟริตจอฟ แคปรา ที่นักวิชาการบ้านเรารู้จัก กับแน่นอนต้องไม่นับผู้เขียนที่ไม่ได้เป็นอะไรแม้แต่นักวิทยาศาสตร์สายหลัก แต่กลับไปเชื่อตามกับเขาด้วย ให้เข้าไปใกล้ ๆ กับความจริงในเรื่องของจิตในระดับที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน (self-rational) มากขึ้นกว่าแต่ก่อนมากรวมทั้งเรื่องของ มายากับความเป็นสอง (dualism) คือหนึ่งความจริงทางโลกซึ่งไม่จริงแท้ที่ต้องอาศัยจิตของสัตว์โลก – ของมนุษย์มี “ส่วน” ในการสร้างมันขึ้นมา (participatory) มายาหรือความเป็นภาพลวงซึ่งไม่ใช่ความจริงแท้นั้น ได้อยู่คู่กับจิตของมนุษย์มาตั้งแต่การตั้งถิ่นฐานบ้านช่องแห่งยุคเกษตรกรรมนานกว่าหนึ่งหมื่นปีมาแล้ว ดังที่ นีลส์ บอห์ร เจ้าพ่อคนหนึ่งของแควนตัมฟิสิกส์กล่าวว่า โลกเรามีความจริงอยู่สองความจริง คือหนึ่ง ความจริงที่เราหรือคนทั่วไปรับรู้ เช่น ที่ตาเห็นหรือมือคลำได้กับ สอง ความจริงที่อยู่ลึกล้ำที่ตาก็มองไม่เห็นและมือคลำก็ไม่รู้ (quoted by B.Alan Wallace: Hidden Dimensions, 2007) ตามที่ผู้เขียนได้เอามาเขียนและเอามาสอนนักศึกษามหาวิทยาลัยต่าง ๆ มานานนับสิบ ๆ ปี โดยได้เน้นคำสอนในพุทธศาสนาในทุก ๆ นิกายที่กล่าวไว้เหมือนกันเปี๊ยบ โดยหลักการ (Teitaro Suzuki: The Awakening of Faith, 1900) ทั้งกับในทฤษฎีแควนตัมฟิสิกส์ที่นีลส์บอห์ร ได้พูดไว้นั่นก็คือจักรวาลประกอบวาลประกอบด้วยความจริงสองความจริง หรือมีเพียงสิ่งอยู่สองสิ่งเท่านั้น คือสิ่งที่มองเห็นกับมองไม่เห็น ที่เห็นหรือไม่เห็นนั้นหมายถึงการตรวจวัดชั่งด้วยเครื่องมือที่ใช้ตรวจวัด (measurement) ทุก ๆ ชนิดประเภทเลย – ด้วยเครื่องมือวิทยาศาสตร์ซึ่งเติบโตและซับซ้อนไปพร้อมกับการเจริญเติบโตของวิชาวิทยาศาสตร์นั้นไปตามกาลเวลา – ทั้งนี้ รวมทั้งการจับวัดร่องรอยของโมเมนตัมของอนุภาคในห้องเมฆ (cloud chamber) สิ่งที่มองเห็นหรือรับรู้ได้ด้วยเครื่องมือนั้น ๆ ก็กลายเป็นเมตตาฟิสิกส์ไป เมื่อฟิสิกส์เจริญเติบโตด้วยกาลเวลาที่ผ่านไปได้ เมตาฟิสิกส์หรือเรื่องที่เกี่ยวกับจิตก็เจริญเติบโตละเอียดขึ้นตามไปเหมือนเงาตามตัว ตามหลังฟิสิกส์ตลอดไปได้เหมือนกัน นั่นคือในความเห็นของผู้เขียนนั้น เรื่องของจิตหรือเรื่องของเมตตาฟิสิกส์นั้น ที่จริงก็ไม่ใช่เรื่องของแควนตัมทีเดียว แต่แควนตัมก็ละเอียดพอที่ทำให้เราเข้าใจเรื่องของจิตมากขึ้นและมากขึ้นเรื่อย ๆ อย่างไรก็ตามมนุษย์เราไม่มีทางเรียนรู้หรือตรวจจับวัดหรือจับเวลา (measurement) เรื่องของจิตได้จริง ๆ ตราบใดที่เราใช้เครื่องมือที่เราใช้ตรวจวัด หรือใช้นาฬิกาจับสสารวัตถุใด ๆ ได้ เพราะว่าจิตเป็นประสบการณ์ตรงส่วนตัวของบุคคลที่หนึ่งได้จากสมาธิเท่านั้น ฉะนั้น จึงเลิกทำให้จิตกลายเป็นกายเสียที

        เรื่องของอภิปรัชญาเมตาฟิสิกส์ ซึ่งเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องใกล้ชิดกับจิตไร้สำนึกที่สุดนั้น ก็เป็นสิ่งเดียวกับพระเจ้าในสายตาของนักศาสนาและคนทั่วไป แต่กระนั้นสำหรับนักวิชาการ เมตาฟิสิกส์ซึ่งเป็นปรัชญาธรรมชาติ กับพระเจ้า (God) ก็มีความแตกต่างกันมากในด้านที่มาของคำอธิบาย คำว่าพระเจ้า เทวดาหรือนางฟ้านั้น สาธารณชนคนทั่วไปมักจะคิดเหมือนมนุษย์โบราณดึกดำบรรพ์ที่คิดเข้าข้างตัวเองคืออะไรที่ดีงามสวยสง่าแล้วจะต้องมีกายหรือรูปร่างเหมือนคน ไม่ใช่สัตว์ร้าย อีกอย่างหนึ่ง และเพราะว่าคนหรือมนุษย์โลกล้วนได้รับความรู้ “สมัยใหม่” มาจากตะวันตกซึ่งมักยะโส คิดว่าตัวคือเจ้าโลก (Ptolemy conceit ที่เป็น anthropocentric ถือมนุษย์ว่าเป็นศูนย์ของทุกสิ่งในจักรวาล) ตามคำแปลคัมภีร์ของคริสต์ศาสนา (เราจึงสร้างสรรค์มนุษย์เป็นเสมือนภาพลักษณ์ของเรา – พระเจ้า) เมตตาฟิสิกส์นั้นเป็นปรัชญา และเมื่อเป็นปรัชญาก็เป็นองค์ความรู้ และปรัชญาธรรมชาติคือความรู้ในเรื่องของธรรมชาติของมนุษย์หรือชีวิต เพราะมนุษย์คิดอย่างมีปัญญา (หรือมีเหตุผล) ได้และคิดเป็น ตามที่ได้โสเครติสเคยพูดว่า “มนุษย์ต้องรู้เรื่องชีวิต หาไม่แล้วจะมีชีวิตไปทำไม?” ส่วนศาสนาที่มีพระเจ้านั้น นักศาสนามักห้ามใช้ปัญญา เหตุผลหรือคำถาม แต่จะให้เชื่อและศรัทธาอย่างย่องเหนือคำว่าจงรักภักดียิ่งหนัก เพราะฉะนั้น อภิปรัชญาหรือเมตาฟิสิกส์ซึ่งเป็นเรื่องที่เหนือปรัชญาเสียอีก จึงต้องลึกลับไปกว่านั้น อริสโตเติลที่เขียนเรื่องธรรมชาติของปรัชญาจัดว่าเป็นหนังสือที่มีคุณค่าอย่างยิ่ง หรือประหนึ่งเป็นพระคัมภีร์ ถึงได้จัดให้อภิปรัชญาเป็นปรัชญาที่สำคัญที่สุด โดยจัดให้เป็นภาคพิเศษเหนือปรัชญาใด ๆ ไว้ในตำราของเขาเล่มนั้น จริง ๆ แล้วนักวิทยาศาสตร์จำนวนไม่น้อยได้แรงบันดาลใจ หรือได้ความคิดเพื่อทำงานวิจัยของตนจากอภิปรัชญา หรือเมตตาฟิสิกส์มากมายยิ่งนัก (Willis Harman ed,: Metaphysics Foundation of Modern Science, 1994) รวมทั้งนักวิทยาศาสตร์รางวัลโนเบลหลาย ๆ คน

        อภิปรัชญาหรือเมตตาฟิสิกส์นั้น อาจจะนิยามได้ว่า เป็นปรากฏการณ์หรือองค์ความรู้อันได้มาจากประสบการณ์ส่วนตัว หรืออาจจะเรียกว่าความคิดที่ฉลาดเฉลียวจากภายในก็ได้ ซึ่งจะมีความสัมพันธ์กับ “การรับรู้” (perception) ของผู้นั้นต่อสิ่งที่ตนกำลังรู้ (cognize) อยู่ในขณะนั้น ๆ ดังนั้น แม้ว่าปรัชญาทั่วไปจะไม่ใช่วิทยาศาสตร์ แต่อภิปรัชญาก็คือ สิ่งหรือคำอธิบายธรรมชาติของความคิดจิตใจที่ก็เป็นธรรมชาติภายใน – ทว่าไปแล้ว – ก็เป็นธรรมชาติเหมือนกันกับวัตถุ ไม่ว่าจะเป็นช้างม้าหรือดอกไม้ที่ตั้งอยู่ข้างนอกหรือภายนอกนั่น เพียงแต่แตกต่างกันอย่างเดียวคือ มองไม่เห็นกับมองเห็นเท่านั้นเมื่อมองไม่เห็นก็ต้องคิดเอาอย่างมีเหตุผล โดยที่สาธารณชนคนอื่น ๆ เขาสามารถจะเข้าใจได้เหมือน ๆ กัน เช่นเทียบ (frame of reference) กับความคิดจิตปัญญาตนเองที่ใครก็อาจจะคิดได้ – อย่างน้อยโดยหลักการ – เหมือน ๆ กัน

        ผู้เขียนเคยได้รับเชิญให้ไปอภิปรายร่วมกับหัวหน้าภาควิชาปรัชญา และนักวิทยาศาสตร์ทางงด้านเคมีฟิสิกส์ของมหาวิทยาลัยศิลปากรเมื่อประมาณสี่หรือห้าปีก่อน และเพิ่งได้รู้ว่ามีคนแปลหนังสือของสตีเฟน ฮอว์กิง (Brief History of Time) เป็นภาษาไทย ซึ่งผู้เขียนก็มีหนังสือฉบับภาษาอังกฤษเล่มนั้นหลายปีแล้ว ทั้งได้เคยเขียนเรื่องราวเกี่ยวกับสตีเฟน ฮอว์กิง - นักฟิสิกส์รางวัลโนเบลที่คงจะเป็นนักฟิสิกส์ที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลกผู้หนึ่ง – กับภรรยาคนแรกของเขาสองสามบทความลงที่นี่สำหรับผู้อ่านหลาย ๆ คน ที่ลืมหรือไม่ได้อ่านเรื่องราวที่ยิ่งใหญ่ของคนผู้นี้ก็ขอเล่าสั้น ๆ จึงต้องขอโทษที่เอามาเล่าซ้ำอีก ดังนี้ สตีเฟน ฮอว์กิง นั้น แม้จะจบที่ออกช์ฟอร์ด – แต่กลับเป็นนายกสภาของมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ที่สำคัญมาก ๆ สำหรับผู้เขียนคือเขาเป็นโรคอะไมโลโทรปิค แลตเตอรัล สเคลอโรสิส หรือที่อเมริกาเรียกว่าโรคลูเกอริค อันเป็นโรคเซลล์ประสาทของไขสันหลังกับก้านสมองบางส่วน (bulba) เสื่อมสลายไปเรื่อย ๆ อย่างรวดเร็วชนิดที่ผู้ป่วยต้องตายแน่ ๆ ภายในไม่เกินสี่หรือห้าปี ในโลกนี้ตั้งแต่มีบันทึกมา มีผู้ป่วยที่อยู่ได้เกินสิบปีน้อยแสนน้อยไม่ถึงสี่หรือห้าเปอร์เซ็นต์ของคนเป็นโรค แต่ไม่เคยมีประวัติทางการแพทย์ที่ระบุว่า มีผู้ป่วยด้วยโรคนี้คนใดที่มีอายุเกินกว่ายี่สิบปี แล้วสตีเฟน ฮอว์กิง ที่เป็นโรคนี้ตั้งแต่อายุ 21 ปี และตอนนี้ – นอกจากยังไม่ตายแล้วยังได้แต่งงานใหม่เมื่อสามสี่ปีก่อน – เขามีอายุถึง 67 ปี (เกิดปี 1942) อยู่ได้มากกว่า 45 ปีเหมือนปาฏิหาริย์ นั่นคือ ความทุกข์ทรมานแสนปวดร้าวของนักฟิสิกส์ผู้นี้ที่เป็นอัมพาตทั้งตัว รวมทั้งพูดก็ไม่ได้แสดงว่าเซลล์ประสาทที่มาจากสมองเส้นสุดท้ายอาจเสื่อมและได้แตกสลายเสียไปบางส่วน (เขาพูดได้ด้วยการใช้เสียงที่สร้างเทียมขึ้นผ่านคอมพิวเตอร์ ซึ่งควบคุมโดยนิ้วเพียงสองนิ้วของมือซ้ายให้รอดพ้นจากการเป็นอัมพาตราวกับปาฏิหาริย์) สรุปได้ว่า สตีเฟน ฮอว์กิงนักฟิสิกส์เอกที่แท้จริงเพียงคนเดียวของโลกเป็นอัมพาตทั่วทั้งตัวจากโรค (ALF) ลามไปถึงสมอง จนพูดด้วยรูปกายจากสมองของตัวเองไม่ได้ แต่ก็ไม่ตายและคงมีชีวิตได้อีกนานเสียด้วย ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น?

        ถึงได้มีคนที่คิดว่าการที่สตีเฟน ฮอว์กิง มีชีวิตรอดได้นานเหมือนเป็นเจตนาทำลายกฎทางการแพทย์ โดยทนทุกข์ทรมานอยู่บนรถเข็นช่วยตนเองไม่ได้เลยมานานแสนนาน ไม่ตายเสียทีเหมือนตกนรกทั้งเป็น ไม่ว่าจะพยายามทำเหมือนกับว่าเขาไม่มีทุกข์จึงมีภรรยาใหม่ (ที่ทำอะไรไม่ได้แม้แต่จะลูบคลำ) ทั้งหมดนั้นบางทีอาจเป็นเพราะสตีเฟน ฮอว์กิง มีเจตนาที่จะใช้วิทยาศาสตร์กายภาพพิสูจน์ “จิตของพระเจ้า” (mind of the God) ให้ได้ตั้งแต่ไหนแต่ไรเพราะคิดว่าไม่จำเป็นต้องมีพระเจ้าก็ได้ หากว่าจักรวาลไม่มีขอบเหมือนโลกที่ไม่มีขอบ ไม่มีวันที่ใครจะตกจากโลกไปได้ ดังนั้นจักรวาลก็ไม่จำเป็นต้องมีผู้สร้าง ไม่จำเป็นต้องมีจุดกำเนิด เพราะถ้าหากมีจุดกำเนิดหรือพระเจ้าสร้างขึ้นมาจริง พระเจ้าก็ต้องถือนาฬิกาหรือสร้างเวลาขึ้นมาด้วยตอนที่พระองค์สร้างจักรวาล เราก็จะรู้ได้ว่าตอนนั้นพระเจ้ากำลังคิดอะไรอยู่ ฉะนั้น พระเจ้าก็อาจตั้งใจให้ สตีเฟน ฮอว์กิง มีชีวิตอยู่เพื่อพิสูจน์เช่นนั้น ซึ่งจนบัดนี้ฮอว์กิงก็ยังไม่พบ และผู้เขียนเชื่อว่าไม่มีทางพบกฎธรรมชาติ (Grand unified theory) นี้ที่ (พระเจ้า) ใช้สร้างจักรวาลขึ้นมา เรื่องของพระเจ้าหรือเรื่องของจิตได้สำนึกของจักรวาล – ที่ไอน์สไตน์ก็เคยหาแต่ได้ล้มเลิกความตั้งใจก่อนตาย – จึงเป็นได้แค่เมตาฟิสิกส์ตลอดกาล

หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์
ฉบับวันจันทร์ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ.2552 หน้า 8
 
< ก่อนหน้า   ถัดไป >
mod_vvisit_counterวันนี้766
mod_vvisit_counterเมื่อวานนี้745
mod_vvisit_counterรายเดือน4547
mod_vvisit_counterทั้งหมด558662