อีก 5 ปีไทยจะมีพลังงานลมใช้
แม้ว่าราคาน้ำมัน แหล่งพลังงานสำคัญที่ประเทศไทยต้องนำเข้าจากต่างประเทศเป็นหลัก จะปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่องเหลือเพียง 40 เหรียญต้น ๆ ต่อมาบาร์เรลในปัจจุบัน หลังจากเคยทะยานขึ้นสูงเกือบ 150 บาทต่อ 1 บาร์เรล แต่นั่นไม่ได้ทำให้สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ หรือ วช. นิ่งนอนใจกับปัญหาการใช้พลังงานภายในประเทศด้วยเล็งเห็นว่าไทยควรมีแนวทางเลือกในเรื่องพลังงาน โดยเฉพาะพลังงานทดแทนสำรองไว้ให้คนในประเทศได้ใช้อย่างเสถียรภาพ
“พลังงานลม” จึงกลับมาเป็นทางเลือกอีกครั้งหลังจากที่พูดถึงกันมานาน แต่ไม่ได้ลงมือศึกษากันอย่างจริงจัง เพราะไม่มีการสำรวจว่ามีพลังงานลมที่มีศักยภาพเพียงพอในระดับ 40 และ 80 เมตร ที่สามารถผลิตกระแสไฟฟ้าอยู่ที่ใดบ้างมีเพียงข้อมูลความเร็วลมจากระดับพื้นดิน 10 เมตรของกรมอุตุนิยมวิทยาเท่านั้น มาวันนี้ วช.ได้ร่วมกับศูนย์วิจัยพลังงาน มหาวิทยาลัยแม่โจ้ นำโดย ผศ.ดร.ณัฐวุฒิ ดุษฎีหัวหน้าโครงการนำร่องดำเนินการศึกษา “ศักยภาพการผลิตไฟฟ้าพลังงานลมในเขตภาคเหนือตอนบน”
เบื้องต้นคณะผู้วิจัยได้ติดตั้งเสาวัดความเร็วลม เพื่อวัดกระแสลมเทือกเขาภาคเหนือตอนบน พบว่ามีศักยภาพเทียงเท่ากับลมทะเลทางใต้ เพราะเป็นพื้นที่ภูเขาสลับกับช่องเขาจึงได้รับอิทธิพลจากลมภูเขาและลมหุบเขา คล้าย ๆ กับปรากฏการณ์ลมบก ลมทะเลเหมาะแก่การสร้างฟาร์มกังหันลม (Wind Farm) ผลิตไฟฟ้าขนาดใหญ่ไว้ใช้งานในอนาคต อีกทั้งเมื่อเทียบกับการติดตั้งโรงไฟฟ้าพลังงานโซลาร์เซลล์แล้ว พลังงานลมใช้เงินลงทุนที่ต่ำกว่า วช.จึงทุ่มงบกว่า 10 ล้านบาท (ระยะเวลาการศึกษา 2551-2553) เพื่อการค้นคว้าความเป็นไปได้
ระยะเวลาในการเก็บข้อมูลตลอดปี 2551 ผศ.ดร.ณัฐวุฒิเปิดเผยว่า การติดตั้งอุปกรณ์ตรวจวัดความเร็วลมบนความสูง 40, 60 และ 80 เมตร (1,00-2,000 เมตรจากระดับน้ำทะเล) 18 จุดในจังหวัดภาคเหนือตอนบน มีอยู่ 3 สถานีที่มีความเร็วลมเฉลี่ยทั้งปีสูงกว่า 5 เมตรต่อวินาที เหมาะแก่การสร้างกังหันลมผลิตกระแสไฟฟ้ารวมถึงพัฒนาเป็นวินด์ฟาร์ม ได้แก่ ดอยม่อนล้าน และโครงการหลวงบ้านแม่แฮ จ.เชียงใหม่ มีความเร็วลม 5.24 เมตรต่อวินาทีและ 5.41 เมตรต่อวินาที ตามลำดับ และที่บ้านกิ่วลม อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน 6.24 เมตรต่อวินาที
เมื่อประเมินศักยภาพในการผลิตพลังงานไฟฟ้า หากติดตั้งกังหันลมขนาด 1 เมกะวัตต์ จะสามารถผลิตพลังงานไฟฟ้าได้ถึง 1,642,367 และ 1,524,269 กิโลวัตต์ชั่วโมงต่อปี (1,000 กิโลวัตต์ = 1 เมกะวัตต์) สำหรับสถานีโครงการบ้านแม่แฮ และบ้านกิ่วลมตามลำดับ โดยผลวิเคราะห์ทางด้านเศรษฐศาสตร์พบว่ามีต้นทุนการผลิตไฟฟ้าเพียง 3-4 บาทต่อกิโลวัตต์ชั่วโมง
“ทางทีมวิจัยจะต้องเก็บข้อมูลให้มีความเสถียรมากกว่านี้พร้อมเสาะหาพื้นที่อื่น ๆ ที่มีคุณสมบัติเหมาะสมต่อไป เพื่อเป็นฐานข้อมูลในการพัฒนาพลังงานทดแทนจากลมทั่วประเทศ และดูเรื่องผลกระทบต่อชุมชนหากมีการติดตั้งจริงควบคู่ไปด้วย”
“การวิจัยระยะที่ 2 ที่ทีมวิจัยจะทำต่อไปก็คือ ศึกษาความเป็นไปได้ว่าในสถานีที่มีความเร็วลมสูงทั้ง 3 แห่งจะสามารถขยายพื้นที่ในการติดตั้งกังหันลมขนาด 1 เมกะวัตต์ได้กี่ตัวเพราะราคากังหันลม 1 ตัวตกอยู่ที่ 80-100 ล้านบาท หากติดตั้งจำนวน 7-8 ตัวต่อสถานี กลายเป็นวินด์ฟาร์มจะมีความคุ้มทุนในระยะยาวมากกว่า คิดดูเล่น ๆ หากติดตั้งกังหันลมใน 3 สถานี สถานีละ 7 ตัว 1 ปีจะผลิตกระแสไฟฟ้าได้ราว 20 เมกะวัตต์ แค่ 1 เมกะวัตต์ ทดแทนการใช้กระแสไฟฟ้าปกติได้นับหมื่นครัวเรือน”
ด้านกฤษณ์ธวัช นพนาคีพงษ์ รองเลขาธิการ วช. ให้ความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า เรื่องพลังงานทดแทน วช.จะทำอย่างยั่งยืนและขณะนี้ได้บรรจุเป็นแผนนโยบายสำคัญเร่งด่วน ส่วนประโยชน์ที่จะได้จากโครงการวิจัยครั้งนี้แบ่งเป็น 2 ระดับคือ ระดับประเทศโดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศ (กฟผ.) ขอรับซื้อกระแสไฟฟ้าทั้งหมดที่กังหันลมผลิตได้ จะช่วยให้ภาคเหนือตอนบนของประเทศมีไฟฟ้าใช้อย่างพอเพียง
ระดับที่ 2 คือลงสู่ชุมชน จากผลวัยจะมีการพัฒนาต่อยอดเป็นต้นแบบการติดตั้งกังหันลมขนาดเล็ก เหมาะแก่การที่ชุมชนจะนำไปประยุกต์ผลิตไฟฟ้าไว้ใช้เองในหมู่บ้าน ซึ่งถ้าชุมชนใดสนใจก็ติดต่อโดยตรงมาที่ศูนย์วิจัยพลังงาน ม.แม่โจ้ และที่ วช.ได้เลย
“เราคาดว่าภายใน 5 ปี หรือในปี 2555 โครงการติดตั้งกังหันลมเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าน่าจะเป็นรูปธรรมได้พอสมควร หากงบประมาณมีเพียงพอ”
ความพิเศษของพลังงานลมที่จะนำมาผลิตกระแสไฟฟ้ายังไม่หมดแค่นี้ เสรี กังวานกิจ เจ้าหน้าที่สำนักงานพลังงานภูมิภาคที่ 10 หนึ่งในทีมผู้วิจัยฯ กล่าวว่า จากตัวเลขการผลิตไฟฟ้าแบบปกติในปัจจุบัน 1,000 กิโลวัตต์ชั่วโมง จะปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ราว 598 กิโลกรัม ถ้าสถานีบ้านกิ่วลมมีกังหันลมขนาด 1 เมกะวัตต์ ผลิตไฟฟ้าได้จริง 1,642 ล้านกิโลวัตต์ต่อปี จะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 981,916 กิโลกรัมต่อปี
“งานวิจัยชิ้นนี้จึงเป็นต้นแบบที่พิสูจน์และสร้างความน่าเชื่อถือว่าในประเทศไทยสามารถทำพลังงานลมได้จริง ถ้าภาคเอกชนสนใจเข้าร่วมจริงรัฐก็พร้อมสนับสนุนในเบื้องต้น โดยรัฐช่วยอุ้มต้นทุนการผลิตกระแสไฟฟ้ายูนิตละ 6 บาทเป็นระยะเวลา 7 ปี นอกจากนี้การใช้พลังงานลมยังสามารถขายเป็นคาร์บอนเครดิต ที่ช่วยสร้างกำไรให้กับธุรกิจได้อีกทางหนึ่งด้วย”
หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ฉบับวันจันทร์ที่ 12 มกราคม พ.ศ.2551 หน้า 4 |
|