ความรู้เกี่ยวกับโรงงานสกัดน้ำมันปาล์ม

โรงงานสกัดน้ำมันปาล์มวิธีการผลิตน้ำมันปาล์ม ทะลายปาล์มประกอบด้วยผลปาล์มน้ำมันจำนวนมากติดอยู่กับก้านทะลาย ผลปาล์มน้ำมันประกอบด้วยน้ำมัน 2...
อ่านบทความเต็ม

บทความอื่น
พิมพ์ อีเมล์
'หยุดเผา'
ก่อนเชียงใหม่ 'หยุดหายใจ'
การขจัดหมอกควันของกลุ่ม 'แร็บบิทฮูด'

ากยังจำกันได้...

        เมื่อต้นเดือนมีนาคม ปี 2550 นับรวมได้ 2 ปีพอดิบพอดี เป็นช่วงที่ฤดูกาลล่วงเข้าสู่ปลายฤดูหนาว เมืองเชียงใหม่ทั้งเมืองโดนวิกฤตปัญหาหมอกควันเล่นงานจนผู้คนพากันล้มป่วยด้วยโลกทางเดินหายใจ

        ผ้าคาดจมูกในเวลานั้นขายดีเป็นเทน้ำเทท่าทัศนวิสัยเลวร้ายจนรัฐบาลต้องประกาศภัยพิบัติฉุกเฉิน

        นอกจากผลกระทบโดยตรงต่อคนในเมืองเชียงใหม่แล้ว ยังส่งผลต่อการท่องเที่ยวที่ย่ำแย่ไปนานนับเดือน

        ปัญหาในครั้งนั้นสรุปว่าเกิดจากพฤติกรรมการเผา ตั้งแต่เผาใบไม้ เผาป่า หรือเผาขยะของชาวบ้าน จนต้องสั่งห้ามเผาทุกอย่างจนกว่าปัญหาจะคลี่คลาย เวลานั้นคอหมูกระทะ ก็ต้องตัดใจไปกินเมนูอื่น เว้นวรรคอาหารปิ้งย่างไปพักใหญ่

        ล่าสุด ดร.สุรัตน์ บัวเลิศ อาจารย์ประจำคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยหัวหน้าวิจัยโครงการลักษณะของชั้นบรรยากาศและผลต่อการเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบมลสารทางอากาศสำหรับประเทศไทย หรือ CAPE ซึ่งเป็นโครงการร่วมระหว่างจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยได้รับทุนจากสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ให้ศึกษาวิจัยเกี่ยวกับปัญหานี้ และเวลานี้ได้ส่งผลสรุปงานวิจัย พร้อมข้อเสนอแนะต่อสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติเรียบร้อยแล้ว

        ดร.สุรัตน์อธิบายว่า ปัญหาหมอกควันเกิดจากการเผาต่าง ๆ อีกทั้งลักษณะเมืองเชียงใหม่ที่เป็นแอ่งกระทะ จึงมีโอกาสเกิดปัญหาหมอกควันได้ง่ายโดยเฉพาะช่วงภาวะที่อากาศปิด

        ประกอบกับบรรยากาศเหนือภูมิประเทศในขณะนั้นเกิดอุณหภูมิผกผัน (Temperature inversion) บรรยากาศด้านบนถูกปิดทับทำให้ควันไม่สามารถไปไหนได้ เปรียบเหมือนมีฝามาครอบแอ่งนั้นไว้ และหากเกิดอุณหภูมิผกผันติดต่อกันหลายวันก็จะเกิดวิกฤตหมอกควันอย่างเช่นปี 2550 ที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว

        สำหรับการแก้ปัญหานั้น ดร.สุรัตน์บอกว่านอกจากจะรณรงค์ไม่ให้มีการเผาต่าง ๆ แล้ว เราได้ร่วมกับกรมอุตุนิยมวิทยาทำการติดตามเรื่องเกี่ยวกับอุตุนิยมวิทยาชั้นบน เพื่อจะทำนายว่าช่วงนั้นจะมีการเกิดอุณหภูมิผกผันหรือไม่

        “เราจะปล่อยบัลลูนขนาดใหญ่ที่จะลอยขึ้นไปสูงจากพื้นดินประมาณ 40 กิโลเมตร เซ็นเซอร์ที่ติดกับตัวบัลลูนก็จะวัดอุณหภูมิความชื้น ความกดอากาศ ความเร็วลม ทิศทางลม แล้วจะส่งสัญญาณวิทยุกลับมาที่สถานีภาคพื้นดินข้อมูลที่มาจะนำไปคำนวณในโมเดลที่สร้างขึ้นมา เพื่อทำนายการเกิดอุณหภูมิผกผัน” ดร.สุรัตน์อธิบาย

        ดร.สุรัตน์ บอกว่า โมเดลในการคำนวณที่จะสามารถทราบผลล่วงหน้าได้ก่อนอย่างน้อย 24 ชั่วโมง ซึ่งลักษณะแบบนี้จะทำให้เราคำนวณและเตือนภัยได้ล่วงหน้าก่อนที่มันจะเกิดขึ้น

        นั่นคือ หากเรารู้วันที่จะเกิด Temperature inversion เราก็จะสามารถประกาศเตือนให้ทุกคนหยุดเผาในวันดังกล่าวนั้นได้ถือเป็นการบรรเทาปัญหา

        ขณะที่ยังไม่เห็นการแก้ปัญหาอย่างเป็นรูปธรรมจากภาครัฐ ก็มีคนรุ่นใหม่กลุ่มหนึ่ง เรียกตัวเองว่า “แร็บบิทฮูด” (rabbithood) นำโดย โจ้-วชิรา รุธิรกนก ที่ไม่อยากนั่งรอความหวังที่ยังมองไม่เห็น

        พวกเขาคิดโครงการบรีทเลส Breathless หรือ ใจหายซึ่งเป็นโครงการศิลปะเพื่อสิ่งแวดล้อม ขึ้นมาโดยจับมือกับภาคีคนฮักเจียงใหม่ และ บริติช เคานซิล เชียงใหม่ พร้อมกับทุนก้อนหนึ่งจากสถานทูตอังกฤษเพื่อ ใช้ทำงานในการรณรงค์เรื่องการไม่เผาสิ่งต่าง ๆ โดยเป็นโครงการระยะสั้น 3 เดือน เริ่มกิจกรรมตั้งแต่พฤศจิกายน 51-มกราคม 52

        ชื่อโจ้ – วชิรา หลายคนอาจไม่รู้จัก แต่ถ้าบอกว่าเขาคนนี้เป็นอดีตบรรณาธิการอะเดย์แล้วละก็ ทั้งเด็กแนวและไม่แนวทั้งหลายคงร้องอ๋อ

        การที่วชิราลุกขึ้นมาทำโครงกานี้ เพราะเหตุผลสุดสามัญที่ว่าถ้าไม่มีอากาศมนุษย์ก็อยู่ไม่ได้

        กระจกเจ็ดบานขนาดใหญ่พอที่คนทั่วไปจะสะดุดตาเมื่อพบเห็น ถูกอาสาสมัครกว่า 20 คน แบกหามกันไปวางไว้ตามจุดต่าง ๆ ที่สำคัญทั่วเมืองเชียงใหม่

        สัญลักษณ์อย่างแรกนี้ ถือเป็นการสะท้อนให้ทุกคนตระหนักว่าทุกคนล้วนแต่มีส่วนร่วมด้วยช่วยกันทำลายสิ่งแวดล้อมกันคนละไม้ละมือทั้งสิ้น

        เมื่อแต่ละคนเปิดใจว่าเป็นส่วนหนึ่งของการทำลายไม่มากก็น้อยแล้ว อาสาสมัครส่วนหนึ่งจึงให้ทำแบบสอบถามเป็นการตรวจสอบอีกครั้งว่าเรามีส่วนในเรื่องไหนบ้าง

        ตัวอย่างแบบสอบถาม เช่น คุณนอนเปิดแอร์หรือไม่ คุณเผาใบไม้ที่บ้านหรือไม่ คุณอกหักบ่อยหรือไม่ (เพราะต้องใช้ทิชชูเยอะ) คุณนิยมกินของปิ้งย่างหรือไม่ คุณชอบช็อปปิ้งหรือไม่ คุณบริโภคผักผลไม้นำเข้าหรือไม่ คุณเสียบชาร์จแบตเตอรี่ค้างไว้หรือไม่ เป็นต้น

        หัวค่ำเมื่อวันที่ 19 มกราคม 2552 ปาร์ตี้ We are still the destroyer ซึ่งถือว่าเป็นปาร์ตี้ปิดงานของโครงการนี้ถูกจัดขึ้น ซึ่งก่อนหน้านี้ไม่นานได้จัดปาร์ตี้เปิดโครงการที่ชื่อ We are the destroyer ไปแล้ว ปาร์ตี้ในครั้งนั้นทุกคนสามารถปาร์ตี้ดื่ม – กินกันได้สุดเหวี่ยงเหมือนปาร์ตี้ทั่วไป เพียงแต่ในงานนั้น วชิราได้นำกลุ่มงานจัดการคุณภาพอากาศและเสียง ส่วนช่างสุขาภิบาล สำนักการช่าง เทศบาลเชียงใหม่มาร่วมประเมินความเสียหายจากปาร์ตี้ในคืนนั้นด้วย

        ค่าเสียหายจากการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ไปปาร์ตี้ครั้งนั้นได้ข้อสรุปว่าต้องปลูกต้นไม้เพื่อดูดซับถึง 518 ต้น

        ลองคิดเล่น ๆ อีกทีว่าถ้าหากในคืนหนึ่งมีปาร์ตี้อย่าง We are the destroyer เพียงแค่ 1,000 งาน ตัวเลขที่เราจะต้องปลูกต้นไม้เพื่อดูดซับคาร์บอนจำนวนมากถึง 518,000 ต้น

        ก่อนเข้างานมีการแจกกล่องไม่ขีดไฟ พิมพ์ลายบนกล่องเป็นรูปกระต่ายสีดำ และคำเตือนบนกล่อง เช่น ไม่เผาขยะ ไม่เผาหญ้าข้างถนน ไม่ขับรถควันดำ เป็นต้น

        วิราอธิบายว่า กล่องไม้ขีดจะเป็นสัญลักษณ์ของอำนาจการตัดสินใจที่จะดูแลสิ่งแวดล้อมที่อยู่ในมือเรา โดยบนกล่องจะมีสิ่งที่ไม่ควรเผาบอกเอาไว้ พร้อมเบอร์โทรศัพท์ฉุกเฉินสำหรับแจ้งเหตุเพื่อพบการเผาที่ลุกลาม

        “ภาพกระต่ายป่าถูกไฟป่าเผาตายดำเป็นตอตะโก เขากลับมาบอกเรา” วชิราว่า

        โปสต์เตอร์แผ่นใหญ่ที่พิมพ์เป็นแผนที่ต้นไม้ใหญ่ เป็นอีกอย่างหนึ่งที่ผู้ที่มาปาร์ตี้ได้รับกลับบ้าน

        “คือ..หลังจากเดินทางมาทั้งหมด ผมคิดว่าสิ่งที่ง่ายที่สุดในเวลานี้ คือการรักษาต้นไม้ใหญ่ไว้ก่อน ก็เลยมีการรวบรวมอาศัยอ้างอิงข้อมูลจากการประกวดต้นไม้ใหญ่ของจังหวัด และการออกสำรวจเองด้วย เราพิมพ์ 10,000 ชุด จะกระจายทั่วเชียงใหม่เท่าที่จะทำได้”

        ในส่วนของงานเว็บไซต์จะเป็นงานสุดท้ายที่กลุ่มแร็บบิทฮูดทิ้งไว้ โดยจะนำกิจกรรมทั้งหมดที่ทำมาเข้าไปอยู่เว็บไซต์ www.beautifulbreathless.com เพื่อให้มีการพูดถึงกันอย่างต่อเนื่อง

        “ผมคิดว่างานสิ่งแวดล้อมไม่ใช่เรื่องทำครั้งเดียวแล้วหาย แต่ต้องทำอย่างต่อเนื่อง นี่ผมยังมีโปรเจ็คต์เล็ก ๆ อีก 2 อย่างคือ ภาพยนตร์ใจหาย กับนิทรรศการภาพถ่าย ผมอาจจะไม่ใช่คนเชียงใหม่นะครับ แต่ผมรักเมืองนี้ และตั้งใจจะอยู่ที่นี่ อยากจะให้เมืองนี้น่าอยู่สำหรับผมและคนที่นี่” วชิราบอกด้วยน้ำเสียงมุ่งมั่น

        แม้ว่าจะมีบางเสียงตั้งคำถามในทำนองว่าโครงการนี้หน่อมแน้มไปหรือไม่ หรือ มันจะทำประโยชน์ให้เชียงใหม่ได้เพียงใด คิดในทางบวกอาจเป็นหนึ่งเสียงแห่งความปรารถนาดี

        หากแต่ว่าการเปลี่ยนแปลงใด ๆ ที่เกิดขึ้นในโลกนี้มักเกิดจากคนกลุ่มเล็ก ๆ เสมอ มิใช่หรือ?

• ชมพูนุท นำภา •


ปัญหาหมอกวันในเชียงใหม่

ควินทัน เควลย์
ทูตอังกฤษประจำประเทศไทย

        “รู้สึกว่าการทำลายสิ่งแวดล้อมเป็นอันตรายต่อมนุษย์ทุกคน ทั้งโลกไม่เฉพาะแต่ที่จังหวัดเชียงใหม่ เราจึงพยายามชักชวนโน้มน้าวให้รัฐบาลทุกชุดรับมือกับปัญหานี้ลดการใช้พลังงานประหยัดไฟฟ้า ในประเทศไทยเรามีโครงการลักษณะนี้หลายอย่าง เช่น การประกวดโปสต์เตอร์ลดคาร์บอนหรือให้ทุนอย่างโครงการนี้....

        “... ผมคิดว่าปัญหาหมอกควันที่เชียงใหม่เป็นหนักที่จะต้องแก้ไข เพราะมีการเผาป่าเยอะ ผมเคยเรียนที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่เป็นเวลา 3 เดือนก่อนรับตำแหน่งเอกอัครราชทูตที่กรุงเทพฯ จึงพบปัญหามลพิษเยอะชาวนาชาวไร่ยังใช้เทคนิคการเผาป่าอยู่ เขาไม่เข้าใจผลกระทบที่เกิดขึ้น เราต้องสร้างความเข้าใจให้เขา จึงตัดสินใจว่าจะสนับสนุนโครงการที่เชียงใหม่......

        “... หากจะถามว่าโครงการเล็ก ๆ แบบนี้คุ้มไหมกับเงินที่จ่ายไป ก็คิดว่าคุ้มนะ.....เพราะถ้าไม่ทำอะไรก็เหมือนนั่งตบยุงเฉย ๆ อย่างน้อยต้องทำอะไรสักอย่าง ผมเชื่อว่า......คุณเปลี่ยนได้ ผมเปลี่ยนได้...”

อัคนี มูลเมฆ อายุ 50 ปี
กรรมการภาคีฮักเจียงใหม่

        “เรื่องของมลภาวะในเชียงใหม่มีมานานแล้ว แต่ไม่มีใครสนใจอย่างจริงจัง รวมทั้งส่วนราชการที่ปล่อยปละละเลยมาตลอด ยิ่งลักษณะเมืองเชียงใหม่เป็นแอ่งที่ราบขนาดใหญ่ เปรียบเป็นแอ่งกระทะ ถ้าเราไม่ช่วยกันดูแล จะกลายเป็นกระทะทองแดงในไม่ช้า

        ... ยิ่งมีการบูมเรื่องการปลูกยางพาราก็พากันแผ้วถางที่ดิน กำจัดขยะโดยการเผา บางครั้งลมหนาวจากทางเหนือก็พัดเอามลภาวะมาด้วย คนเชียงใหม่ก็ยังเผากันอย่างมโหฬาร ภาคีฮักเจียงใหม่เราเป็นกลุ่มแรกที่บุกถึงศาลากลางจังหวัด ถือป้ายประท้วง รณรงค์ ทำทุกทาง เราไปถึงรัฐบาลตอนนั้นคือ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ มีไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม รองนายกฯ เป็นประธานกรรมการชุดนี้ พิจารณางบฯ 5,000 ล้านบาท เป็นงบฯผูกพัน 5 ปี แต่ตอนนี้ไม่ทราบว่าถึงไหนแล้ว เราเองพยายามเป็นเฟืองตัวหนึ่งเพื่อหมุนให้ตัวอื่นเริ่มเคลื่อน......

        ... เราเข้าไปคุยกับหลายองค์กร รวมทั้งเทศบาล เพื่อจะผลักดันให้เกิดการแก้ปัญหาเรื่องนี้อย่างจริงจังเสียที”


หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน
ฉบับประจำวันพุธที่ 28 มกราคม พุทธศักราช 2552 หน้า 20
 
< ก่อนหน้า   ถัดไป >
mod_vvisit_counterวันนี้928
mod_vvisit_counterเมื่อวานนี้1144
mod_vvisit_counterรายเดือน6802
mod_vvisit_counterทั้งหมด560916