สวนยางยางไอที รับมือโลกร้อน ด้วย “เซนเซอร์”
นอกจากความพยายามช่วยโลกให้พ้นวิกฤติจากภาวะ “โลกร้อน” ที่หลายคนพยายามทำไม่ว่าจะถือถุงผ้า หันมาพึ่งบริการรถสาธารณะ ปิดไฟเมื่อไม่ใช้ เหล่านี้แล้ว การปรับตัวให้เข้ากับภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงอันเนื่องจากภาวะโลกร้อนก็เป็นสิ่งที่เราควรจะเตรียมตัวไว้บ้าง
ทั้งนี้ข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญระบุว่า แม้เราจะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งหมดในตอนนี้ แต่อุณหภูมิโลกก็ยังคงเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จากผลที่เราทำไว้ในอดีตเข้าทำนองกรรมตามทันนั่นเอง
ตัวอย่างการปรับตัวให้อยู่ได้ในภาวะที่โลกได้เปลี่ยนไปแล้ว ซึ่ง “รียูสเซอร์” ได้เห็นแล้วอยากบอกต่อนั่นคือ สวนยางพาราไฮเทค ที่สร้างระบบเพื่อรับมือกับภาวะโลกร้อนของทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ภายใต้การสนับสนุนของศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) โดยสวนยางนี้ใช้เซนเซอร์ที่อาศัยสัญญาณไร้สาย ส่งข้อมูลเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมภายในสวนยาง เพื่อให้เราวิเคราะห์ว่าจะได้ผลผลิตมากน้อยแค่ไหน รวมถึงทำนายการเกิดโรคของต้นยางพาราซึ่งนำไปสู่การหาทางป้องกันได้
นายสาโรช พัฒนไตรวัฒน์ นักศึกษาปริญญาโทภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ซึ่งร่วมในการพัฒนาระบบอิเล็กทรอนิกส์เพื่อใช้ในสวนยาง กล่าวว่า ตามรายงานการวิจัยนั้น อุณหภูมิที่เปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะเพิ่มขึ้นหรือลดลงมีผลต่อปริมาณน้ำยาง และยังมีงานวิจัยที่ชี้ว่า ความชื้นในดินก็มีผลต่อปริมาณน้ำยางเช่นกัน
ดังนั้นทีมวิจัยของเขาจึงได้นำระบบ Wireless sensor network มาประยุกต์ใช้เพื่อเก็บข้อมูลสภาพแวดล้อมภายในสวนยาง อาทิ อุณหภูมิ แสงและความชื้นในดิน เป็นต้น ซึ่งนอกจากนำข้อมูลเหล่านี้ไปทำนายการเกิดโรคของต้นยางพาราได้แล้ว ยังนำไปวิเคราะห์เพื่อปรับวิธีการดูแลสวนยางพาราที่เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมนั้น ๆ เช่น การรดน้ำต้นยางพาราให้เหมาะสมกับความชื้นในดินเป็นต้น โดยจะติดตั้งเซนเซอร์บนต้นยางพาราให้มีระยะห่างระหว่างเซนเซอร์ด้วยกันประมาณ 100 เมตร
“เซนเซอร์ที่ใช้เก็บข้อมูลต่าง ๆ ภายในสวนยางนั้นประกอบด้วยชิปสำหรับบันทึกอุณหภูมิ แสงสว่างและความชื้นแยกกัน ทำงานได้ด้วยพลังงานจากแบตเตอรี 2A จำนวน 2 ก้อน ซึ่งใช้งานได้นานแค่ไหนขึ้นอยู่กับความถี่ในการส่งข้อมูล ยกตัวอย่างถ้าส่งข้อมูลทุก ๆ 1 นาทีจะใช้งานได้นาน 1 เดือน สำหรับเซนเซอร์นี้ สั่งซื้อจากต่างประเทศได้ในราคาตัวละ 6,000 บาท ขณะเดียวกันทางมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ได้ทำวิจัยเพื่อพัฒนาเซนเซอร์ขึ้นมาเอง โดยทำได้ราคาถูกลงเหลือตัวละ 5,000 บาท และมีคุณสมบัติดีกว่าเซนเซอร์ที่นำเข้า เพราะเราเพิ่ม memory ให้เซนเซอร์ และต่อเสาสัญญาณให้ทำงานได้ดีขึ้น” สาโรชอธิบาย
งานวิจัยนี้ทีมจากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ได้เริ่มมาประมาณ 1 ปี โดยได้ทำระบบเก็บข้อมูลสมบูรณ์แล้วเหลือทดสอบการทำงานของเซนเซอร์ที่พัฒนาเอง และคาดว่าจะใช้งานได้จริงหลังสิ้นเดือน พ.ย. นี้
นับว่าการประยุกต์ใช้เซนเซอร์ในสวนยางพารานี้เป็นตัวอย่างหนึ่งของการใช้ไอทีเพื่อรับมือการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศโลก และน่าจะจุดประกายให้เราหันมาสนใจประเด็นการปรับตัวให้อยู่ได้ในภาวะที่โลกเปลี่ยนแปลง ซึ่งเป็นสิ่งที่ควรจะทำควบคู่ไปกับความพยายามลดสาเหตุการเกิดภาวะโลกร้อน
นิตยสาร Software Issue 01 December 2008 หน้า 112 - 113 |
|