พิมพ์ อีเมล์
เขียนโดย mummy   
ปัจจุบัน และ (อาจจะ)
อนาคตของพืชพลังงาน
ลัง งานชีวภาพทั้งเอทานอลและไบโอดีเซลมีบทบาทสำคัญมากในภาวะที่ราคาน้ำมันถีบ ตัวอย่างบ้าคลั่งมาเป็นระยะเวลานาน ปริมาณการใช้เชื้อเพลิงทั้งสองชนิดที่เพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวในชั่วเวลาเพียง 1 ปี ส่งผลให้พื้นที่ปลูกพืชพลังงานทั้งอ้อย มันสำปะหลังและปาล์มน้ำมัน ลามไปทั่วประเทศ สนองราคาที่กำลังดีวันดีคืน

        แต่เมื่อราคาน้ำมันปรับลดลง ราคาพืชพลังงานเริ่มส่อเค้ามืดมน เพราะมีส่วนต่างกับราคาน้ำมันปิโตรเลียมไม่มากนัก ความต้องการใช้พืชพลังงานในปีหน้าก็อาจลดลงไปด้วย

        ถึงอย่างนั้น ภาครัฐยังคงหนุนการปลูกพืชพลังงานอย่างต่อเนื่องเพื่อเป็นแผนรองรับในระยะ ยาว นั่นหมายถึงการขยายพื้นที่ปลูกพืชพลังงานอีกนับล้านไร่ ในขณะที่มีข้อถกเถียงถึงด้านมืดของพลังงานชีวภาพ เพราะความต้องการใช้ที่ดินจำนวนมากอาจแย่งชิงแหล่งเพาะปลูกพืชอาหาร ซึ่งยังรอคอยการจัดการที่มีระบบชัดเจน

        เดชรัตน์ สุขกำเนิด มองว่า แม้ทิศทางของพลังงานชีวภาพทั้งเอทานอลและไบโอดีเซลต่างต้องขึ้นอยู่กับราคา น้ำมันที่ไม่แน่ว่าจะลดลงไปเมื่อใด คงจะมองเห็นเค้าลางของพืชพลังงานในปีหน้ามากขึ้น หากพิจารณาถึงสถานการณ์ปัจจุบันของเชื้อเพลิงทั้งสองกลุ่มซึ่งกำลังเดินสวน ทางกันอยู่

        แล้วค่อยมาว่ากันว่า จะดึงหรือจะดันพืชพลังงานในคราวต่อไป

สถานการณ์เอทานอล : ศักยภาพพร้อม ราคาไม่พร้อม

        วัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตเอทานอลคือ อ้อยและมันสำปะหลัง โดยใช้กากน้ำตาลจากอ้อยซึ่งเป็นผลพลอยได้ของการผลิตน้ำตาลเป็นตัวหลัก

        ปัจจุบัน ศักยภาพในการผลิตเอทานอลของประเทศไทยมีให้ใช้เหลือเฟือ แต่กลับมีเพียงส่วนน้อยของปริมาณวัตถุดิบทั้งหมดเท่านั้นที่ถูกนำมาใช้

        ในส่วนของอ้อย มีกากน้ำตาลแค่ประมาณ 1.58 ล้านตัน จาก 3.4 ล้านตันเท่านั้นที่ถูกนำมาใช้ผลิตเอทานอล ในขณะที่ผลผลิตอ้อยส่วนใหญ่กลับถูกส่งออกต่างประเทศ รวมถึงยังไม่ได้ใช้น้ำอ้อยมาผลิตเอทานอลโดยตรง เช่นเดียวกับในกรณีของมันสำปะหลัง ที่เน้นการแปรรูปเพื่อส่งออก ทั้งในรูปของแป้งมันและอาหารสัตว์ ส่วนที่เหลือเกือบ 2 ล้านตันสามารถนำมาใช้ผลิตเอทานอลได้

        ด้วยวัตถุดิบที่มีมากอยู่แล้ว หากปริมาณการใช้จะเพิ่มขึ้นในอนาคต แต่การขยายพื้นที่เพาะปลูกอ้อยและมันสำปะหลังก็ไม่มีความจำเป็น เอทานอลจึงไม่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการแย่งชิงพื้นที่เพาะปลูกพืชอาหาร

        ปัญหากลับมาตกอยู่ที่โครงการสร้างราคาเอทานอลที่ต่ำมาโดยตลอด แม้จะเริ่มมีราคาสูงเมื่อปลายปี 2551 ซึ่งอาทำให้เกิดข้อสงสัยและอาจมีเสียงเรียกร้องให้ทบทวนนโยบายการพัฒนา พลังงานชีวภาพในอนาคตได้ แต่การสนับสนุนให้ใช้และการจัดการราคาที่เหมาะสมกับผู้ผลิตยังไม่ดีเท่าที่ ควร ชะตาของเอทานอลในปีหน้าจึงอาจเป็นการจัดการให้ราคาได้เป็นไปอย่างที่ควรเป็น มากกว่าจะกังวลเรื่องพื้นที่เพาะปลูกหรือปริมาณผลผลิต

สถานการณ์ไบโอดีเซล : ราคาดี ศักยภาพน่าเป็นห่วง

        เป็นภาคตรงข้ามกับเอทานอล เพราะโครงสร้างราคาไบโอดีเซลได้รับการโอบอุ้มจากภาครัฐทำให้ผู้ผลิตไบโอ ดีเซลจึงไม่ต้องแบกรับความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาน้ำมันปาล์มและไบโอ ดีเซลในตลาดโลก ราคาและธุรกิจการผลิตไบโอดีเซลจึงดูค่อนข้างมีอนาคตสดใสแต่ปัญหาอยู่ที่ ศักยภาพการผลิตวัตถุดิบต่างหาก

        ตามแผนยุทธศาสตร์ไบโอดีเซล ภายในปี พ.ศ.2554 ปริมาณการผลิตไบโอดีเซลจะเพิ่มขึ้นเป็น 2.75 ล้านลิตต่อวัน เท่ากับปาล์มน้ำมันไม่ต่ำกว่า 1 ล้านตันต่อปี แต่ปัจจุบันปริมาณมีปาล์มน้ำมันเพียง 0.45 ล้านตันหรือเท่ากับไบโอดีเซลเพียง 1.215 ล้านลิตรต่อวันเท่านั้น

        เมื่อมีแนวโน้มว่าวัตถุดิบอาจไม่เพียงพอ จึงได้กำหนดแนวทางว่าจะมีการปลูกปาล์มน้ำมันเพิ่มขึ้น 2.5 ล้านไร่

        คำถามคือพื้นที่ดังกล่าวจะมาจากไหน เกิดความกังวลว่าจะเป็นการเปลี่ยนพื้นที่นาข้าวหรือพื้นที่ป่ามาปลูกปาล์ม น้ำมันแทน ในขณะที่ การจัดการหาพื้นที่ของภาครัฐยังไม่ดีพอรวมถึงข้อมูลความเหมาะสมของแต่ละ พื้นที่ที่คัดเลือกไว้ให้เป็นแหล่งเพาะปลูกปาล์มน้ำมัน

พื้นที่ปลูกพืชพลังงาน และพืชอาหารในประเทศไทย

  • ภาคเหนือ

(พื้นที่ทั้งหมด 106,027,680 ไร่)

พืชพลังงาน

- มันสำปะหลัง

1,155,594 ไร่

- อ้อย

1,796,980 ไร่

- รวม

2,952,574 ไร่

(ประมาณร้อยละ 2.78)

พืชอาหาร

- ข้าวนาปรัง

4,476,226 ไร่

- ข้าวนาปี

12,779,212 ไร่

- ข้าวโพด

3,577,340 ไร่

- ข้าวฟ่าง

100,115 ไร่

- ถั่วเขียว

927,095 ไร่

- รวม

21,859,988 ไร่

(ประมาณร้อยละ 20.62)

  • ภาคกลาง

(พื้นที่ทั้งหมด 64,938,253 ไร่)

พืชพลังงาน

- ปาล์มน้ำมัน

290,954 ไร่

- มันสำปะหลัง

2,352,684 ไร่

- อ้อย

2,271,809 ไร่

- รวม

4,915,447 ไร่

(ประมาณร้อยละ 7.57)

พืชอาหาร

- ข้าวนาปรัง

6,725,838 ไร่

- ข้าวนาปี

9,814,339 ไร่

- ข้าวโพด

1,122,277 ไร่

- ข้าวฟ่าง

108,333 ไร่

- ถั่วเขียว

48,330 ไร่

- รวม

17,819,117 ไร่

(ประมาณร้อยละ 27.44)

  • ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

(พื้นที่ทั้งหมด 105,533,963 ไร่)

พืชพลังงาน

- มันสำปะหลัง

4,242,134 ไร่

- อ้อย

2,521,455 ไร่

- รวม

6,763,589 ไร่

(ประมาณร้อยละ 6.41)

พืชอาหาร

- ข้าวนาปรัง

1,263,292 ไร่

- ข้าวนาปี

32,773,544 ไร่

- ข้าวโพด

1,261,482 ไร่

- ถั่วเขียว

43,940 ไร่

- รวม

35,342,258 ไร่

(ประมาณร้อยละ 33.49)

  • ภาคใต้

(พื้นที่ทั้งหมด 44,196,992 ไร่)

พืชพลังงาน

- ปาล์มน้ำมัน

2,906,671 ไร่

(ประมาณร้อยละ 6.58)

พืชอาหาร

- ข้าวนาปรัง

335,870 ไร่

- ข้าวนาปี

2,018,826 ไร่

- ถั่วเขียว

1,902 ไร่

- รวม

2,356,933 ไร่

(ประมาณร้อยละ 5.33)

(ที่มา : สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร, 2551)

นิตยสาร Way
ปีที่ 2 ฉบับที่ 21 หน้า 28-29
 
ถัดไป >
mod_vvisit_counterวันนี้838
mod_vvisit_counterเมื่อวานนี้836
mod_vvisit_counterรายเดือน4549
mod_vvisit_counterทั้งหมด144297