เมื่อโลกร้อน...เศรษฐกิจก็ยิ่งร้อน
• ทีมข่าวต่างประเทศ
ความหนาวเย็น จนทำให้เกิดหิมะตกหนักที่สุดในรอบ 15 ปี ทั่วอังกฤษ และประเทศในกลุ่มสหภาพยุโรป จนทำให้การคมนาคมขนส่งทั้งในเขตเมืองหลวง และพื้นที่ใกล้เคียงกลายเป็นอัมพาต ตั้งแต่ต้นเดือน ก.พ. เป็นต้นมา
บ้านเรือนประชาชนมากกว่า 3,000 หลังคาเรือน ในรัฐควีนส์แลนด์ ตอนเหนือของออสเตรเลีย ต้องจมอยู่ใต้บาดาล เพราะฤทธิ์ของพายุไซโคลน ขณะที่ในรัฐออสเตรเลียตอนใต้ต้องประสบกับคลื่นความร้อนที่เข้าถล่ม จนทำให้เกิดไฟป่า บ้านเรือนประชาชนต้องย่อยยับไปกับเปลวเพลิงมากกว่า 3,000 หลัง
ความหายนะเหล่านี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่ผิดธรรมชาติ โดยสืบเนื่องที่มาจากวิกฤตโลกร้อน (Global Warming) ที่เริ่มทวีความรุนแรงและส่งผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตทุกชีวิตในโลกใบนี้มากขึ้นเรื่อย ๆ ทุกที
บันทึกข้อมูลของคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (ไอพีซีซี) ชี้ให้เห็นว่า นับย้อนหลังตั้งแต่ปี 2548 ลงไปราวประมาณ 100 ปีที่ผ่านมา อุณหภูมิพื้นผิวโลกได้เพิ่มสูงขึ้นแล้วถึง 0.75 องศาเซลเซียส และยังมีแนวโน้มว่าอุณหภูมิดังกล่าวนี้ก็จะยังเพิ่มสูงขึ้นต่อไปอีกในศตวรรษที่ 21 ซึ่งเป็นไปได้ว่าอุณหภูมิของโลกจะสูงขึ้นมาอยู่ระหว่าง 1.1-6.4 องศาเซลเซียส
การแปรปรวนทางสภาพอากาศที่รวดเร็วและรุนแรงมากขึ้นนั้น ไม่ได้ส่งผลกระทบเพียงแค่การดำรงชีวิตของมนุษย์สัตว์ หรือพืชนานาพันธุ์บนโลกเท่านั้น ทว่าวิกฤตอากาศที่เลวร้ายได้ขยายวงรอบของความหายนะเข้าไปถึงระบบเศรษฐกิจของโลกใบนี้แล้ว
ท่ามกลางการดิ้นทุรนทุรายจากพิษการเงินที่แทรกซึมเข้าไปในทุกอณูของระบบเศรษฐกิจของบรรดาประเทศพัฒนาแล้วอย่างสหรัฐ ยุโรป และญี่ปุ่น
“วิกฤตโลกร้อน” ถือเป็นมหันตภัยที่ซ้ำเติมเศรษฐกิจโลกป่วยหนักในขั้นโคม่าอยู่แล้วให้ทรุดหนักมากขึ้น
หิมะที่ตกลงมาปกคลุมจนขาวโพลนไปทั่วทั้งทวีปยุโรป ตั้งแต่ต้นเดือนที่ผ่านมา แค่ในกรุงลอนดอน เมืองหลวงของอังกฤษเพียงแห่งเดียวก็มีหิมะทับถมกันหนามากกว่า 21 เซนติเมตร ซึ่งเหตุการณ์นี้ส่งผลให้รถโดยสาร ทั้งรถธรรมดา และรถเมล์สองชั้นที่มีชื่อเสียงที่สุดของประเทศ รถไฟบนดิน และรถไฟใต้ดิน รวมไปถึง บริการด้านขนส่งสาธารณะทุกประเภทต้องหยุดชะงัก ขณะที่โรงเรียนหลายพันแห่งในเขตภาคใต้ของอังกฤษก็พลอยประกาศปิดการเรียนการสอนชั่วคราวไปด้วยเช่นกัน
ไม่ใช่แค่ภาคบริการสาธารณะเท่านั้นที่ได้รับผลกระทบความหนาของหิมะที่ตกลงมาปกคลุมประเทศอังกฤษ แต่ภาคธุรกิจต่าง ๆ ก็ต้องถูกดึงเข้าไปติดบ่วงกรรมที่ว่านี้ด้วย
เมื่อพนักงานราว 1 ใน 5 ของทั้งประเทศต้องถูกตัดขาดจากโลกภายนอก หลังจากที่บ้านเรือนของพวกเขาต้องจมอยู่ใต้กองหิมะที่ทับถมหนาเป็นกองพะเนินจนมองหาทางออกไม่มี ซึ่งก็ส่งผลกระทบถึงบรรดานายจ้างทันที
เจ้าของธุรกิจ ห้างร้านต่าง ๆ ในกรุงลอนดอน ต้องสูญเสียเงินค่าใช้จ่ายด้านแรงงานไปโดยไม่มีผลตอบแทนกลับมาแม้แต่ปอนด์เดียว ไม่มากถึง 1,200 ล้านปอนด์ (ราว 5.95 หมื่นล้านบาท)
สตีเฟน อลัมบริทิส โฆษกศูนย์ส่งเสริมธุรกิจขนาดย่อมของอังกฤษให้สัมภาษณ์กับซีเอ็นเอ็นว่า หากสภาพอากาศที่หนาวเย็นนี้ยังคงปกคลุมอังกฤษต่อไปตลอดทั้งสัปดาห์ท่ามกลางการรายงานว่าอังกฤษจะยังต้องเผชิญกับพายุหิมะอีกระรอกในไม่กี่วันนี้ ก็จะทำให้ความเสียหายทางด้านเศรษฐกิจของประเทศมีมูลค่าพุ่งสูงขึ้นไปถึง 3,500 ล้านปอนด์ (1.75 แสนล้านบาท) ทีเดียว
ขณะที่รายงานคาดการณ์ทางเศรษฐกิจของสถาบันเพื่อการวิจัยสังคมและเศรษฐกิจแห่งชาติ (เอ็นไออีเอสอาร์) ของอังกฤษ ที่เปิดเผยเมื่อวันที่ 4 ก.พ. ที่ผ่านมา ชี้ให้เห็นว่า เศรษฐกิจของเมืองผู้ดีปีนี้มีความเป็นไปได้ว่าจะหดตัวถึง 2.7% ซึ่งนับว่าเป็นการหดตัวรุนแรงที่สุดในรอบ 60 ปี
“อังกฤษต้องเจอสภาพอากาศเลวร้ายเล่นงานทำให้เศรษฐกิจของประเทศต้องชะงักงัน” อลัมบริทิส กล่าว
ดักลาส แมกวิลเลียมส์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหาร (ซีอีโอ) ของศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจอังกฤษ ยังตอกย้ำถึงสถานการณ์เลวร้ายที่อาจเกิดขึ้นกับเศรษฐกิจของประเทศให้ทรุดหนักลงไปอีกว่าสภาพอากาศหนาวเย็นมากกว่าทุกปีเช่นนี้ ยังทำให้เศรษฐกิจของประเทศไม่สามารถขยับตัวขึ้นมาได้ในเร็ววัน พร้อมกันนี้ยังเชื่อมั่นด้วยว่า จะมีบริษัทหลายพันแห่งทั่วประเทศต้องประสบกับภาวะล้มละลายอย่างแน่นอนโดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจค้าปลีกและการก่อสร้าง
ซีอีโอคนเดิมบอกด้วยว่า ยิ่งสภาพอากาศหนาวเย็นนี้รุนแรงมากขึ้น ก็จะทำให้เกิดอุปสรรคต่อการทำธุรกรรมทางการเงิน อาทิ ก่อให้เกิดความล่าช้าต่อการชำระหนี้ที่มีผลกระทบต่อกำไร รวมไปถึงขาดสภาพคล่องทางการเงิน อาจจะถึงขั้นทำให้ปิดตัวไปจนถึงขั้นล้มละลาย
“ร้านค้าปลีกมากมาย และบริษัทก่อสร้าง ดูเหมือนจะได้รับผลกระทบมากที่สุดจากเหตุการณ์หิมะที่ถล่มเมืองหลวง” แมกวิลเลียมส์ กล่าว
นอกจากนี้ ผลการศึกษาทางด้านสภาพอากาศในเขตอาร์กติก ที่เป็นความร่วมมือกันระหว่างนักวิทยาศาสตร์นอร์เวย์ และสหราชอาณาจักร ยังเปิดเผยรายงานใหม่ล่าสุดด้วยว่า ความเลวร้ายและความรุนแรงที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ของวิกฤตโลกร้อน โดยเฉพาะในบริเวณแถบมหาสมุทรอาร์กติกที่มีส่วนเชื่อมต่อไปยังเขตทะเลบาเรนต์ เบอริง และบัวฟอร์ต ยังอาจทำให้กลุ่มธุรกิจใหม่ ๆ อาทิ การสำรวจค้นหาแหล่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ การประมง และการเดินเรือทางทะเล พลอยได้รับความหายนะตามไปด้วย
อิรัก โคลสแตด นักวิจัยจากศูนย์ตรวจสอบการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศของนอร์เวย์ บอกว่า สภาพของน้ำทะเลในบริเวณมหาสมุทรแถบขั้วโลกเหนือที่มีอุณหภูมิสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ได้กลายเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดพายุกำลังแรงหลายลูกขึ้นในช่วงฤดูร้อน
ผลพวงที่เกิดจากวิกฤตสภาพอากาศเหล่านี้ คือสาเหตุที่ทำให้บรรดาบริษัทที่ดำเนินกิจการต่าง ๆ ด้านการค้นหาแหล่งพลังงานธรรมชาติ การประมง หรือแม้แต่การเดินเรือทางทะเล ต้องประสบกับอุปสรรคในการดำเนินกิจการต่าง ๆ
สุดท้ายแล้วผลร้ายตามมาก็คือ ความเสียหายมูลค่ามหาศาล
ต่อแต่นี้เป็นต้นไป คำว่า “โลกร้อน” คงไม่ได้บัญญัติความหมายไว้เฉพาะเพียงแค่การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกอีกต่อไปเท่านั้น แต่ยังคงทำให้อุณหภูมิของเศรษฐกิจโลกที่บอบซ้ำอยู่แล้ว ต้องเดือนพล่านมากขึ้นด้วย
หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2552 หน้า B4 |
|