สมเด็จพระเทพฯ ทรงบรรยาย ประสบการณ์ช่วยสตรีถิ่นทุรกันดาร
หมายเหตุ – สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จทรงฯเป็นประธานและมีพระราชดำรัสเปิดการสัมมนาความสัมพันธ์ไทย – จีน เรื่อง “สตรีกับการแก้ไขปัญหาความยากจน และการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม” และทรงบรรยายเรื่อง “ประสบการณ์ในการสร้างเสริมศักยภาพของสตรีในถิ่นทุรกันดาร” ที่ธนาคารกสิกรไทย สำนักงานใหญ่ราษฎร์บูรณะ เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 11 กุมภาพันธ์ โดยธนาคารกสิกรไทยร่วมกับสำนักงานโครงการสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี
สตรีมีบทบาทที่สำคัญอย่างยิ่งต่อการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมที่ดีในชุมชน เช่น การดูแลป่าไม้และแหล่งน้ำของชุมชนให้มีความอุดมสมบูรณ์จนสามารถเป็นแหล่งทรัพยากรในการสร้างอาชีพและรายได้ให้กับคนในชุมชน ช่วยบรรเทาปัญหาความยากจนสร้างความมั่นคงให้แก่ชีวิตทั้งในปัจจุบันและคนรุ่นต่อไปเรียกว่าเป็นการพัฒนาอย่างยั่งยืน
(ในช่วงบ่ายพระองค์ทรงบรรยายเรื่อง “ประสบการณ์ในการสร้างเสริมศักยภาพของสตรีในถิ่นทุรกันดาร”)
พื้นที่ทรงงานเป็นพื้นที่ทุรกันดาร บริเวณเขตชายแดน ภูเขา แม่น้ำต่าง ๆ ซึ่งแต่ละที่มีอุปสรรคในการเดินทาง การติดต่อสื่อสารลำบาก โดยเฉพาะพื้นที่บริเวณภูเขา ตอนเป็นเด็กเคยตามเสด็จฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จย่าไปทำงาน ทั้งสองพระองค์ทรงเล่าวิธีการช่วยเหลือว่าต้องทำอย่างไร
ชาวบ้านที่มักถูกลืมคือ ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ตามเกาะในทะเลในช่วงฤดูมรสุมไม่สามารถเดินทางไปไหนมาไหนได้ ลำบากมากเวลาเจ็บไข้ได้ป่วย สมเด็จย่าแนะนำให้ใช้วิทยุสื่อสารกับแพทย์บนแผ่นดินใหญ่ อีกทั้งเมืองไทยมีหลายเชื้อชาติ เรื่องนี้เป็นปัญหาในการพัฒนา เพราะคนไม่มีสัญชาติได้รับการบริการน้อยกว่าคนมีสัญชาติ แม้ตอนนี้จะเปิดกว้างมากขึ้น แต่ก็ไม่ทั้งหมด ซึ่งเรื่องวัฒนธรรมมีความสำคัญมาก ทั้งความเชื่อ ศาสนา เพราะฉะนั้นการพัฒนาต้องระวัง
การพัฒนาในเขตทุรกันดารจะดำเนินนโยบายอย่างไรนั้น มีประเด็นที่อาจารย์สายสุรี จุติกุล ได้กล่าวไว้ เป็นนโยบายอย่างไร เพราะรัฐบาลจะตัดสินใจไปสู่ที่ทุรกันดาร หรือลงไปสู่กิจการไปช่วยผู้มีฐานะดีอยู่แล้วให้ดียิ่งขึ้น อันนี้เป็นการดึงจีดีพี ดูความเติบโตทางเศรษฐกิจ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ฉบับที่ 4-5 ก็เริ่มมีคนคิดที่จะดึงเรื่องความเติบโตทางเศรษฐกิจขึ้นไป คือ ขึ้นในทางสูงแต่ว่าการกระจายรายได้ของเรายังมีปัญหาอยู่มาก เพราะฉะนั้น นโยบายต่อจากนั้นยังมีการให้ความสำคัญต่อการกระจายรายได้อันนี้เป็นเรื่องนโยบายทางการเมืองว่าจะเอาตรงไหน
ที่น่าสนใจอีกประเด็นคือ ประเด็นของเส้นความยากจน คือ ไปดูเอกสารของธนาคารพัฒนาเอเชียก็มีวิธีคำนวณรวมเปอร์เซ็นต์ของการใช้จ่ายเงินเรื่องค่าอาหาร อีกเรื่องหนึ่งที่เกี่ยวกับนโยบายรัฐบาล อาจารย์สายสุรีเรียกว่าเกาไม่ถูกที่คัน โดยสมัยก่อนเจ้าหน้าที่จะลงพื้นที่ไปช่วยแก้ปัญหา แต่สมัยก่อนเจ้าหน้าที่จะลงพื้นที่ไปช่วยแก้ปัญหา แต่สมัยนี้เมื่อระบบการทำงานใหญ่ขึ้น ทำให้ชาวบ้านส่วนหนึ่งได้รับความช่วยเหลือไม่ตรงจุด แต่ก็ยังดีที่มีกลุ่มเอ็นจีโอ กลุ่มคนใจบุญ รวมทั้งกลุ่มคนที่เล่นอินเตอร์เน็ตรวมกลุ่มกันทำประโยชน์ให้คนในถิ่นทุรกันดารได้ไม่น้อยนับเป็นสิ่งดีที่เกิดขึ้นในสังคม
สมัยก่อนตามเสด็จฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ เสด็จฯ ทรงงานในถิ่นทุรกันดาร ก็ได้รู้ว่าทั้งสองพระองค์ทรงช่วยเหลืออย่างไร อย่างหนึ่งที่ใช้เป็นหลักพิจารณาคือ ดูเรื่องเสื้อผ้าว่าใครใส่มอมแมมซอมซ่อก็เข้าไปสัมภาษณ์ถามรายละเอียดทุกอย่าง สภาพครอบครัวเป็นอย่างไร พยายามช่วยแก้ปัญหาเป็นคน ๆ ไป พอทำอย่างนี้ก็มีคนบอกว่าอาจจะมีคนแกล้ง และพูดไม่จริง ก็มองว่าดูหน้า บางทีก็ทราบ เพราะเรื่องป่วยไข้เป็นเรื่องที่แก้ไม่ได้ ก็เอาเหล่านี้มาเป็นข้อมูลในการช่วยเหลือต่อไป
แรก ๆ ช่วยแค่หนึ่งถึงสองคน หลัง ๆ ช่วยมากขึ้น การช่วยก็ช่วยให้ครบวงจร มีกินไหม สุขภาพอนามัย การศึกษา อาชีพเสริมสมเด็จพระนางเจ้าฯ ทรงเด่นเรื่องนี้มากส่วนมากเป็นอาชีพสตรี แต่ก็มีผู้ชายด้วย พระองค์ไม่ได้เอาคนเก่งมาเรียน แต่เอาคนยากจนมาเรียนเพื่อให้มีอาชีพเสริม ไม่อยากช่วยคนจนแบบแจกอย่างเดียว แต่อยากสร้างอาชีพให้เขา
ประเทศไทยใช้การศึกษาเป็นหลักในการพัฒนา ทั้งการพัฒนาสุขภาพ วิชาการ สำคัญคือเรื่องหัตถศึกษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเน้นมาก ต้องทำอะไรให้ได้ด้วยมือ ด้วยความสามารถ เพราะถ้าใครทำอะไรไม่เป็น ชีวิตก็จะไม่ได้เท่าไร ต้องใช้มือสร้างได้ ทำได้ ไม่หวังใช้แต่อุปกรณ์ช่วยเหลือ เพราะถ้ามีวิชาแล้วไม่ว่าจะมีเชื้อชาติอะไรก็สมัครงานได้ดีกว่าเป็นแรงงานส่วนเรื่องส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมก็มีความสำคัญ
หลายคนมองว่าที่เศรษฐกิจล้มทุกวันนี้ เพราะผู้ชาย ถ้าให้ผู้หญิงบริหารอาจไม่เป็นเช่นนี้ แต่ก็มองว่าเท่าที่ทำงานมาผู้หญิงที่โกงก็มีเยอะ การศึกษาต้องมีคุณธรรม จริยธรรม เพราะคนโกงรวยแล้วเลิก แต่ในเมื่อส่วนรวมไม่ดีแล้ว ส่วนตัวจะดีได้อย่างไร ต้องมองยาว ๆ ฉะนั้น จึงต้องมีการพัฒนาสตรีควบคู่ไปกับการพัฒนาคุณธรรมด้วย
หมู่บ้านที่ได้เข้าไปช่วยเหลือในพื้นที่ทรงงานในถิ่นทุรกันดารมีอยู่ 1,411 แห่ง มีประชากรประมาณ 679,017 คน ในจำนวนนี้มีสตรี 340,000 คน จึงนำเรื่องของโภชนาการ สุขภาพอนามัย การศึกษา การส่งเสริมอาชีพมาพัฒนาก่อน ตอนนี้เริ่มงานใหม่ด้วยการให้โรงเรียนเป็นศูนย์กลางทำเรื่องแม่และเด็ก ฝึกครูให้สามารถทำงานด้านอนามัยได้ ให้ความรู้ประชาชน และตรวจครรภ์ เยี่ยมตามบ้านได้ เพื่อลดปัญหาการเสียชีวิตของแม่และเด็ก เชื่อว่าถ้าเราทำให้คนมีความรู้จะช่วยลดความเสี่ยงให้ลูกรอดแม่ปลอดภัยได้
ในส่วนของการศึกษานั้นก่อนหน้านี้ไม่เห็นด้วยกับการให้เด็กเรียนการศึกษานอกโรงเรียน แต่เมื่อเข้าไปในพื้นที่ก็เข้าใจว่าเด็กไม่มีทางเลี่ยงเนื่องจากมีปัญหาเรื่องการเดินทาง แม้มีสื่อที่ทันสมัย แต่บางพื้นที่ก็เข้าไม่ถึงเพราะไม่มีไฟฟ้า เห็นว่าการศึกษาไม่เพียงแค่อ่านออกเขียนได้อย่างเดียว แต่ต้องมีความรู้มากขึ้น จึงให้ทุนการศึกษาแก่เด็กยากจน เมื่อเด็กเรียนจบก็จะกลับมาเป็นกำลังพัฒนาชุมชนและสังคมต่อไป
พลังสตรีเพื่อการพัฒนาในท้องถิ่นทุรกันดารมีสูงมาก ถ้าเราให้เขาช่วยกันพัฒนา อีกทั้งผู้ทีทำงานพัฒนาสตรีนำการศึกษาจากประเทศอื่นมาเผยแพร่แนะนำแล้วเชื่อว่าจะช่วยให้การพัฒนาสตรีในถิ่นทุรกันดารมีการพัฒนาที่ดียิ่ง ๆ ขึ้นไป
หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับวันศุกร์ที่ 13 กุมภาพันธ์ พุทธศักราช 2552 หน้า 2 |
|