ลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก “พันธกรณี” ที่ “ไทย” ต้องเผชิญ
“ในสภาพการเจรจาปัจจุบัน โอกาสที่จีนจะรอดพ้นพันธกรณีลดการปล่อยก๊าซมีโอกาสน้อยมาก ไทยก็ไม่น่าจะพ้นเช่นกัน” นี่คือข้อความส่วนหนึ่งที่ระบุในผลงานวิจัยของโครงการจัดสรรพันธกรณี ระหว่างประเทศในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภายหลังพิธีสารเกียวโต โดย ดร.ชโลทร แก่นสันติสุข นักเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นักวิจัยชุดโครงการพัฒนาความรู้และยุทธศาสตร์ความตกลงพหุภาคีด้านสิ่งแวดล้อมและยุทธศาสตร์โลกร้อนสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ฝ่ายสวัสดิภาพสาธารณะ ซึ่งนักวิชาการผู้นี้ ได้คาดการณ์บนพื้นฐานข้อมูลทางวิชาการว่า มีความจำเป็นไปได้ที่ประเทศไทยจะต้องมีพันธกรณีลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกซึ่งเดิมไทยไม่ได้จัดอยู่ในกลุ่มประเทศภาคผนวกที่ 1 ต้องลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามที่พิธีสารเกียวโตกำหนด
ดร.ชโลทร กล่าวว่า ปัญหาการเปลี่ยนสภาพภูมิอากาศเป็นปัญหาที่มีความเร่งด่วนและรุนแรงสูงกว่าที่สาธารณชนรับรู้อย่างมาก เมื่อพิจารณาอันตรายที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงในเชิงกายภาพ ระบบนิเวศ สังคม จะเห็นว่าการควบคุมอุณหภูมิโลกไม่ให้เพิ่มขึ้น 2 องศาเซลเซียส เป็นขีดจำกัดที่ไม่ได้เข้มงวดเกินไป โดยข้อมูลปัจจุบัน กำหนดให้ระดับก๊าซเรือนกระจกคงที่ที่ 450 ppm-eq จะให้โอกาสที่เราจะไม่เกิน 2 องศาเซลเซียส แค่ประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์ แต่ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่โลกจะต้องลดลงเพื่อรักษาระดับที่ 450 pp-eq มีปริมาณที่สูงมาก ๆ
“ในสภาพการเจรจาปัจจุบัน ความเคลื่อนไหวของประเทศพัฒนาแล้วอย่างสหรัฐอเมริกา ไม่ยอมให้จีนหลุดพ้นจากพันธกรณีได้นานนัก และถ้าเปรียบกับเศรษฐกิจของประเทศไทยและอัตราการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของบ้านเรา คงไม่อาจปฏิเสธได้ว่า ไทยปล่อยก๊าซเรือนกระจกอยู่ในระดับสูงที่เดียว มากเป็นอันดับ 3 ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และมากเป็นอันดับ 26 จาก 186 ประเทศที่เป็นภาคี UNFCCC ถ้าจีนต้องรับพันธกรณี ไทยหลุดได้ยาก อีกประการจากข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ ถ้าจะควบคุมการปล่อยก๊าซไม่ให้ถึงระดับ 450 ppm พันธกรณีต้องมีความเข้มงวด ประเทศพัฒนาแล้วลดฝ่ายเดียวไม่ได้ ประเทศนอกภาคผนวกที่ 1 ต้องทำด้วย” ดร.ชโลทรกล่าว
เป็นที่รู้กันว่า ที่ประชุมของประเทศภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ COP 13 ที่บาหลี รู้จักกันว่า “บาหลีโรดแม็พ” ได้กำหนดให้รัฐภาคีดำเนินการเจรจาเพื่อกำหนดข้อตกลงร่วมกันเกี่ยวกับแนวทางการจัดการสภาพภูมิอากาศในช่วงหลังปี 2555 ให้สำเร็จภายในการประชุม COP 15 ที่กรุงโคเปนเฮเกนในปลายปี 2552 นี้
ล่าสุดในการประชุม COP 14 ที่ประเทศโปแลนด์ เรื่องการจัดสรรพันธกรณีระหว่างประเทศในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เป็นอีกประเด็นร้อนที่มีการเจรจาต่อรองกัน เพื่อหาแนวทางการทำข้อตกลงในการลดภาวะโลกร้อนฉบับใหม่แทนที่ “พิธีสารเกียวโต” ที่กำลังจะหมดอายุลง ดร.ชโลทร ซึ่งอยู่ในทีมเจรจาของประเทศไทยบอกว่า ในการกำหนดเป้าหมายในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ฝ่ายสหภาพยุโรปที่ให้ความสำคัญกับเรื่องสิ่งแวดล้อมและสภาพภูมิอากาศของโลกก็เสนอพันธกรณีที่เข้มข้น เป้าหมายสูง ขั้วประเทศพัฒนาแล้วที่มีแนวโน้มเป็นผู้รับภาระมีท่าทีขัดขวางการสร้างพันธกรณีที่เข้มงวด เรียกร้องให้มีการสร้างพันธกรณีที่มีความยืดหยุ่นได้ในอนาคต ใช้สถานภาพหลักของแต่ละประเทศในการกำหนด ประเทศอุตสาหกรรมมีโรงงานอุตสาหกรรมจำนวนมาก จะให้การปล่อยก๊าซลดลงเร็วไม่ได้ เช่นเดียวกับประเทศขนาดใหญ่ มีการเดินทางระหว่างรัฐต้องใช้พลังงานในภาคขนส่งมาก
ขณะที่ประเทศกำลังพัฒนาส่วนหนึ่งก็โยนภาระดังกล่าวให้ประเทศร่ำรวย และมีแนวโน้มระวังตัว ไม่ให้ประเทศตนเองมีพันธกรณี ในการประชุมยังเสนอให้แยกการปลดปล่อยที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตขั้นพื้นฐานกับการปลดปล่อยฟุ่มเฟือยออกจากกันด้วยเพื่อความยุติธรรม ข้อเสนออีกประการคือ ประเทศกำลังพัฒนาเรียกร้องให้ประเทศร่ำรวยช่วยเหลือทางด้านเทคโนโลยีที่ใช้ลดการปล่อยก๊าซการสนับสนุนทางการเงิน ส่วนประเทศที่มีที่ตั้งบนเกาะแก่งต่าง ๆ ก็พยายามผลักดันให้มีการลดการปล่อยก๊าซให้ได้มากที่สุด เพราะกลัวผลกระทบจากการที่ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น และอาจทำให้น้ำท่วมเกาะ
นอกจากนี้ ที่ผ่านมาได้มีกลุ่มนักวิจัย นักวิชาการ องค์กรพัฒนาเอกชน รวมถึงประเทศภาคี UNFCCC บางส่วน ได้นำเสนอโครงร่างในการจัดการสภาพภูมิอากาศในช่วงหลังปี 2555 ในลักษณะที่แตกต่างกันจำนวนมาก นักเศรษฐศาสตร์ธรรมศาสตร์ อธิบายว่า มีกระบวนการสร้างพันธกรณีหายรูปแบบ
ตั้งแต่ “Top-down Approach” มีลักษณะเป็นการเจรจาหาข้อตกลงร่วมกันในระดับนานาชาติ แล้วนำข้อตกลงนั้นไปบังคับใช้กับประเทศสมาชิกต่าง ๆ ทั้งหมด เช่นในกรณีของพิธีสารเกียวโตในปัจจุบัน
อีกรูปแบบ “Bottom-up Approach” แบบนี้เปิดกว้างให้ประเทศสมาชิกเลือกสร้างพันธกรณีของตนเองได้ในแบบที่เหมาะสมกับประเทศของตน
“ในทัศนะส่วนตัว ผมเห็นว่าการสร้างพันธกรณี Top-down ที่พิจารณาการจัดสรรในเชิงหลักการน่าจะเหมาะสมกว่า” ดร.ชโลทรกล่าว
ด้านกรอบของเวลาระยะสั้น เน้นสร้างระบบพันธกรณีที่สามารถทำให้ประเทศกำลังพัฒนามีแรงจูงใจในการเข้าร่วม เพื่อให้เกิดพันธกรณีที่มีขนาดใหญ่และครอบคลุมในอนาคต ระยะกลางเน้นกระบวนการขั้นตอนและเชื่อมโยงเป้าหมายระยะสั้นไปสู่เป้าหมายระยะยาว ที่ต้องการควบคุมระดับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ลดลงสู่ระดับที่จะไม่ก่อให้เกิดผลกระทบที่เป็นอันตราย รวมถึงจัดสรรภาระหน้าที่ระหว่างประเทศสมาชิกอย่างเท่าเทียม
ส่วนเรื่องความเข้มงวดต่อเป้าหมายของพันธกรณีมีความขัดแย้งเห็นได้ชัด พันธกรณีที่เข้มงวด เป้าหมายสูง ถ้าทำสำเร็จ เป็นไปได้มากที่จะบรรลุเป้าหมายลดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เป็นอันตราย แต่ประเทศต่าง ๆ ไม่เกิดแรงจูงใจที่จะเข้าร่วม ส่วนพันธกรณีที่มีความเข้มงวดของเป้าหมายต่ำ ย่อมสร้างแรงจูงใจได้มากกว่า แต่บรรลุเป้าหมายทางสิ่งแวดล้อมได้ยากขึ้น ประเภทของพันธกรณีเห็นว่ามีแนวโน้มใช้แบบ National emission targets (Cap-and-Trade) คือ ประเทศใดสามารถลดการปล่อยได้ต่ำกว่าระดับที่กำหนดจะสามารถขายสิทธิการปล่อยที่เหลือได้ แต่ถ้าไม่สามารถลดได้ถึงระดับที่กำหนดไว้ ก็ไม่มีบทลงโทษ
ดร.ชโลทร ยังให้ข้อมูลแนวคิดที่ปรากฏในการประชุมเกี่ยวกับการจัดสรรพันธกรณีด้วยว่า มีทั้งจัดสรรตามปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปัจจุบัน ที่แยกเป็นปริมาณการปล่อยรวม หรือปริมาณการปล่อยต่อหัวประชากร จัดสรรตามความสามารถที่จะจ่ายหรือความมั่งคั่ง อีกแนวคิดจัดสรรตามความรับผิดชอบโดยเปรียบเทียบ และจัดสรรโดยำคำนึงถึงความต้องการพื้นฐานของมนุษย์
สำหรับประเทศไทย นักวิชาการผู้นี้ชี้ว่า วิธีการจัดสรรพันธกรณีที่เป็นประโยชน์และมีความเป็นธรรมต่อไทย เป็นการจัดสรรตามปริมาณการปล่อยต่อหัวประชาการ หรือจะเป็นการปล่อยสะสมในอดีตจนถึงปัจจุบันก็ได้
หากการกำหนดเป้าหมายในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมีผลกับประเทศไทย นักวิชาการผู้นี้ชี้ว่า ภาครัฐและภาคธุรกิจที่มีการปล่อยก๊าซปริมาณมาก ต้องมีการเตรียมแผนการรองรับพันธกรณีที่อาจจะเกิดขึ้น เพราะเราจะไม่สามารถปล่อยก๊าซได้อย่างสบายใจเหมือนที่ผ่านมา ฉะนั้น ต้องมองทางเลือกในการปรับตัวและลดก๊าซเรือนกระจก เทคโนโลยีแบบใดแบบหนึ่งไม่สามารถตอบสนองการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ รัฐบาลมีเครื่องมือมากมายที่จะใช้ ไม่ว่านโยบายการประหยัดพลังงาน การออกแบบผังเมืองที่เอื้อต่อการดำรงชีวิตของผู้คน ซึ่งจะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การส่งเสริมระบบขนส่งสาธารณะ ลดการใช้พลังงานในภาคขนส่ง การใช้พลังงานสะอาดและพลังงานหมุนเวียนอย่างมีประสิทธิภาพทดแทนการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงฟอสซิล ที่สำคัญคือต้องไม่เพิกเฉย เร่งจัดทำแผนระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาวของประเทศให้เร็วที่สุด
“เราต้องยอมรับความเป็นจริงว่า ประเทศพัฒนาแล้วลดการปล่อยก๊าซฝ่ายเดียวไม่ได้ ประเทศกำลังพัฒนาแล้วลดการปล่อยก๊าซฝ่ายเดียวไม่ได้ ประเทศกำลังพัฒนาไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้อีกต่อไปแล้ว การแก้ปัญหาโลกร้อนอย่างจริงจังต้องอาศัยความรับผิดชอบร่วมกัน ในทางกลับกัน ประเทศกำลังพัฒนา รวมทั้งประเทศไทยที่มีการขยายตัวทางเศรษฐกิจในอัตราสูง ถ้าปรับเปลี่ยนวิถีการผลิตให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและสภาพภูมิอากาศ ด้วยการใช้พลังงานสะอาดและมีประสิทธิภาพ การลดก๊าซเรือนกระจกนำมาสู่ประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ประชาชนคนไทยก็มีสุขภาพดีต้นทุนในการลดของประเทศกำลังพัฒนาก็ต่ำกว่าประเทศอุตสาหกรรม ศักยภาพตรงนี้เองทำให้เป้าหมายในการลดก๊าซของประเทศกำลังพัฒนามีความเป็นไปได้มาก” ดร.ชโลทรกล่าว
หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ฉบับวันจันทร์ที่ 2 ภุมภาพันธ์ พ.ศ.2552 หน้า 4 |
|