พิมพ์ อีเมล์
โรงไฟฟ้า-ถ่านหิน
ปลอดภัยสุดในกลุ่มพลังงาน

วิเคราะห์
บริษัทจดทะเบียน

•...เจียรนัย อุตะมะ

นักวิเคราะห์ประเมินภาพอุตสาหกรรมพลังงานและปิโตรเคมีจะยังคงมีแนวโน้มอ่อนตัวต่อเนื่องในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ ตามทิศทางราคาน้ำมันที่คาดยังอ่อนตัว ซึ่งจะเป็นแรงกดดันสำคัญต่อหุ้นในกลุ่มดังกล่าวในช่วง 6 เดือนแรก จึงเลือกลงทุนในหุ้นพลังงานที่เป็นหุ้นปลอดภัยอย่างกลุ่มไฟฟ้าและถ่าน

        สถาบันวิจัยนครหลวงไทย แนะนำหุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้าและถ่านหิน อย่าง บริษัท บ้านปู (BANPU) ที่คาดผลประกอบการจะดีกว่ากลุ่มรวมถึงมีเงินปันผลที่ดีในช่วงครึ่งแรกปี 2552

        อย่างไรก็ตาม ในช่วงครึ่งปีหลังสถาบันวิจัยนครหลวงไทย มีมุมมองต่อการลงทุนที่เชิงรุกมากขึ้น จากคาดการณ์ผ่านจุดต่ำสุดของราคาน้ำมันและการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ โดยหุ้นในกลุ่มที่กลับมาให้น้ำหนักมากขึ้น ได้แก่ น้ำมัน ต้นน้ำ และหุ้น ที่คาดกลับมาฟื้นจากภาพอุตสาหกรรมที่ดีขึ้นในไตรมาส 4 ปี 2552 เช่น บริษัท บริการน้ำมันเชื้อเพลิง (BAFS) ขณะที่กลับมาปรับลดการลงทุนในกลุ่มไฟฟ้าลงจากความน่าสนใจที่น้อยลงในเชิงการเติบโต

        สำหรับโรงกลั่นอาจมีการกลับมาเก็งกำไรในช่วงครึ่งแรกปี 2552 แนวโน้มการฟื้นตัวจากไตรมาส 3 ต่อเนื่อง อย่างไรก็ตามแนะนำเฉพาะตราสารดีอาร์ บริษัท บางจากปิโตรเลียม (BCP-DR1) ที่คาดมีแนวโน้มผลการดำเนินงานเสี่ยงต่ำกว่าอุตสาหกรรมจากประโยชน์ของการเริ่มโครงการ PQI และการทำสัญญาขายน้ำมันล่วงหน้าไว้สัดส่วนสูง ขณะที่โรงกลั่นอื่นและกลุ่มปิโตรเคมียังคงไม่เพิ่มน้ำหนักการลงทุนจากรอบวัฏจักรที่ยังคงอยู่ในขาลงจากปัจจัยการผลิต

        สถาบันวิจัยนครหลวงไทย ประเมินภาพอุตสาหกรรมพลังงานและปิโตรเคมีจะยังคงมีแนวโน้มที่อ่อนตัวต่อเนื่องในช่วงครึ่งแรกปี 2552 โดยความต้องการที่อ่อนตัวลง จะยังคงทำให้ราคาน้ำมันดิบดูไบเคลื่อนไหวอ่อนตัวในกรอบเพียง 30-50 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ในช่วงครึ่งแรกปี 2552

        ขณะที่ช่วงครึ่งหลังปี 2552 คาดจะเริ่มเห็นการฟื้นตัวจากผลของการดำเนินนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ

        ทั้งนี้ ครึ่งแรกปี 2552 คาดจะเห็นผลการดำเนินงานอ่อนตัวลง จากช่วงเดียวกันของปีก่อนชัดเจนในกลุ่มน้ำมัน โรงกลั่น และปิโตรเคมี ซึ่งมีผลประกอบการสูงสุดในช่วงครึ่งแรกปี 2551 ขณะที่การเติบโตโดดเด่นคาดจะอยู่ในกลุ่มถ่านหิน ซึ่งวงกำไรในช่วงครึ่งแรกปี 2551 ยังอยู่ในระดับค่อนข้างต่ำก่อนปรับขึ้นในครึ่งหลังปี 2551 สำหรับกลุ่มไฟฟ้าในช่วงครึ่งแรกปี 2552 คาดยังคงทรงตัวสูง ส่วน BAFS คาดภาพอุตสาหกรรมการบินที่ยังอ่อนตัวจะส่งผลกระทบให้อ่อนตัว เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อนต่อเนื่องในครึ่งแรกปี 2552

        การลงทุนเพื่อรับปันผลในช่วงครึ่งแรกปี 2552 มีความเสี่ยงสูงขึ้น : ประเด็นการลงทุนเพื่อรับเงินปันผลดูจะไม่น่าสนใจนักสำหรับหุ้นในกลุ่มพลังงานในครึ่งแรกปี 2552 โดยหากพิจารณาจากระดับเงินปันผลที่จูงใจในระดับ 6% ขึ้นไปสำหรับการจ่ายงวดครึ่งหลังปี 2551 มีเพียงบริษัทเอสโซ่ (ประเทศไทย) หรือ ESSO ที่คาดจะให้ผลตอบแทนได้ในระดับดังกล่าว

        ทั้งนี้ ประเด็นเงินปันผลของกลุ่มพลังงานเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้สถาบันวิจัยนครหลวงไทย กังวลว่าหุ้นในกลุ่มหลายบริษัทอาจทำให้นักลงทุนผิดหวังจากการปรับเปลี่ยนอัตราการจ่ายเงินปันผลซึ่งเดิมส่วนใหญ่อยู่ในระดับสูงกว่านโยบายการจ่ายเงินปันผลขั้นต่ำของบริษัท ซึ่งหากกลับมาอิงนโยบายการจ่ายเงินปันผลขั้นต่ำ

        สถาบันวิจัยนครหลวงไทย ประเมินอัตราการจ่ายเงินปันผลในปี 2552 ในกลุ่มอาจปรับตัวลงอยู่ในระดับเพียง 5.4% จากคาดการณ์เดิมที่ 7.0%

        ทั้งนี้ กลุ่มน้ำมัน โรงกลั่นและปิโตรเคมีมีแนวโน้มปรับเปลี่ยนนโยบายปันผลมากที่สุด ขณะที่กลุ่มไฟฟ้ามีแนวโน้มครึ่งแรกปี 2552 เน้นลงทุนอย่างระมัดระวัง แต่เชิงรุกมากขึ้นในครึ่งหลังปี 2552

        สถาบันวิจัยนครหลวง คาดว่าบริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม (PTTEP) บริษัท ปตท. (PTT) จะได้ประโยชน์จากจากฟื้นตัวในครึ่งหลังปี 2552 ทั้งนี้เริ่มปรับลดการลงทุนในกลุ่มไฟฟ้า ซึ่งราคาค่อนข้างเต็มมูลค่า และในเชิงการเติบโตช่วง 3-4 ปีข้างหน้าไม่ค่อยน่าสนใจ สำหรับช่วงไตรมาส 3 ปีนี้ ยังคงให้น้ำหนักลงทุนมากขึ้นกับกลุ่มน้ำมัน โดยเฉพาะ PTT ที่คาดผลประกอบการจะกลับมาฟื้นตัวเด่นชัดในไตรมาส 3-4 ปี 2552 โดยไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ คาดว่าจะเป็นไตรมาสที่ระบบเศรษฐกิจกลับมาขับเคลื่อนได้ดีขึ้น

        บล.ภัทร ประเมินผลงานโรงกลั่นในอาเซียนสัปดาห์ก่อน ยังคงติดลบ 1% จากสัปดาห์ก่อนหน้าโรงกลั่นอินเดียผลงานแย่กว่ากลุ่มโดยลดลง 4% แต่โรงกลั่นไทยเพิ่มขึ้น 0.3% โดยบริษัทไทยออยล์ (TOP) ผลงานเพิ่มขึ้น 5% บริษัท ปตท.อะโรเมติกส์และการกลั่น (PTTAR) ลดลง 3% บางความกังวลยังปกคลุมอุตสาหกรรมอะโรเมติกส์ที่ส่งผลต่อการขยายกำลังการผลิต

        ทั้งนี้ ค่าการกลั่นยังแข็งแกร่ง โดยค่าการกลั่นที่สิงคโปร์แข็งแกร่งกว่าสัปดาห์ก่อนหน้าเฉลี่ยค่าการกลั่นพุ่งจาก 6.5 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล เป็น 9.4 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ส่วนต่างแครกของดีเซลและเจ็ตชะลอตัวลง ส่วนต่างการแครกของก๊าซโซลีนพุ่งเท่าตัวเป็น 14.7 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล เนื่องจากปัญหาของโรงกลั่นในอินโดนีเซีย ส่งผลให้ขาดแคลนผลผลิตในระยะสั้น เชื่อว่าส่วนต่างแครกของก๊าซโซลีนและดีเซลจะอ่อนตัว เมื่อบริษัท รีไลอัน ปิโตรเลียม เต็มกำลังการผลิตในเดือน มิ.ย. ทั้งนี้ทีมนักวิเคราะห์โรงกลั่นภูมิภาคของ บล.ภัทรคาดว่าค่าการกลั่นจะลดลงต่ำกว่า 4 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล เพราะกำลังการผลิตใหม่ของบริษัท รีไลอัน ปิโตรเลียม

        ทั้งนี้ ปัจจุบันผู้ถือหุ้นต่างชาติของ TOP ยังถือหุ้นใหญ่ 20% ตั้งแต่เดือน ต.ค.2551 ตั้งแต่หุ้นโรงกลั่นราคาลดลง และต่างชาติถือ PTTAR ลดลงคือ 14.3% จาก 15.3% เดือน ต.ค.2551 จากพื้นฐานที่ต่างกันของหุ้นทั้งสองบริษัท (กำลังการผลิต สัดส่วนพาราไซลีน และฐานะทางการเงิน) ซึ่งนับว่าเป็นปัจจัยสำคัญช่วงที่วงจรธุรกิจขาลง

        บล.เอเซีย พลัส วิเคราะห์ว่า แผนกำลังการผลิตไฟฟ้าฉบับใหม่ (PDP) จะส่งผลให้โครงการที่มีแผนจะผลิตเชิงพาณิชย์ตั้งแต่ปี 2555 ต้องเลื่อนการผลิตออกไป 1-2 ปี โดยบริษัท ผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง (RATCH) จะได้รับผลกระทบอยู่ 2 โครงการ คือ น้ำงึม 3 กำลังการผลิต 440 เมกะวัตต์ (RATCH ถือหุ้น 25%) และหงสา กำลังการผลิต 1,653 เมกะวัตต์ (RATCH ถือหุ้น 40% และ BANPU อีก 40%) ขณะที่บริษัท ผลิตไฟฟ้า (EGCO) จะได้รับผลกระทบ 1 โครงการ คือ น้ำเทิน 1 กำลังการผลิต 523 เมกะวัตต์ (EGCO ถือหุ้น 40%) แต่โครงการเหล่านี้ยังไม่ได้รวมไว้ในประมาณการ

        บล.เอเซีย พลัส คาดแนวโน้มกำไรในปี 2552 ของกลุ่มไฟฟ้า โดยรวมมีทิศทางอ่อนตัวจากปี 2551 เนื่องจากยังไม่มีโครงการใหม่ ๆ ที่รับรู้รายได้ในปี 2552 ดังนั้นกำไรจึงขึ้นกับโครงการที่ดำเนินการผลิตในปัจจุบันเท่านั้นยกเว้นบริษัท โกลว์พลังงาน (GLOW) ที่คาดจะสามารถประคองฐานะกำไรให้ทรงตัวใกล้เคียงกับปี 2551 ได้ ดังนั้นจึงเลือก GLOW เป็นหุ้นที่น่าลงทุนสูงสุดในกลุ่ม แต่สำหรับหุ้นตัวอื่น ๆ ในกลุ่ม อาทิ RATCH และ EGCO ยังสามารถถือรับเงินปันผลได้โดยกลุ่มโรงไฟฟ้า มีอัตราผลตอบแทนปันผลเฉลี่ย 7% ต่อปี (จ่ายปีละ 2 ครั้ง)

        ณ เดือน ก.ย.2551 ประเทศไทยมีกำลังการผลิตติดตั้งรวมจำนวน 30,055.65 เมกะวัตต์ โดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (EGAT) ยังเป็นผู้ผลิตไฟฟ้ารายใหญ่สุดของประเทศสัดส่วน 51.23% ของกำลังการผลิตติดตั้งทั้งหมด และมี RATCH เป็นผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่สุดสัดส่วน 14.09% ของกำลังการผลิตติดตั้งทั้งหมด

        นอกจากนี้ ความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุดที่เกิดขึ้นในเดือนเม.ย. 2551 ซึ่งเท่ากับ 22,568 เมกะวัตต์ นั้นยังต่ำกว่าความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุดที่เกิดขึ้นเมื่อเดือน เม.ย.2550 อยู่เล็กน้อยประมาณ 0.1% ซึ่งต่ำกว่าที่ EGAT คาดการณ์ไว้ส่งผลให้ปริมาณสำรองไฟฟ้า (Reserve) เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 28% จึงทำให้ภาครัฐต้องทบทวนแผน PDP ฉบับชั่วคราว เพราะต้องปรับฐานความต้องการใช้ไฟฟ้าใหม่ ให้สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลงในปัจจุบัน และต่อเนื่องไปในปี 2552 รวมถึงความต้องการที่จะปรับลดปริมาณสำรองไฟฟ้าให้ลงไปอยู่ที่มาตรฐานเดิมที่ 15% ซึ่งการทบทวนแผน PDP ปี 2550 เดิมดังกล่าว น่าจะเป็นทางออกที่สำคัญของการลดสำรองการผลิตไฟฟ้าที่ประเทศไทยอาจจะมีมากเกินความจำเป็น และยังช่วยลดงบประมาณรายจ่ายของประเทศอีกทางหนึ่งด้วย

หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์
ฉบับวันพุธที่ 28 มกราคม พ.ศ.2552 หน้า B10
 
< ก่อนหน้า   ถัดไป >
mod_vvisit_counterวันนี้476
mod_vvisit_counterเมื่อวานนี้1002
mod_vvisit_counterรายเดือน9038
mod_vvisit_counterทั้งหมด148786