ประหยัดน้ำ เท่ากับประหยัดพลังงาน
รู้ทันพลังงาน
• ...กล พรมสำลี โครงการวิจัยศึกษารูปแบบการจัดการน้ำที่มีอยู่อย่างจำกัดให้มีประสิทธิภาพสูงสุด สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ฝ่ายวิจัยเพื่อท้องถิ่น
เป็นเวลาหลายปีที่คนบ้านผาชันต้องตื่นแต่เช้า เพื่อที่จะเข็นรถออกไปรอตักน้ำจากลำห้วยน้ำซับขนาดเล็ก บริเวณชายป่านอกหมู่บ้าน...ซึ่งคำบอกเล่าของบุญธรรม คงทนชาวบ้านผาชันน่าจะบอกถึงความยากลำบากได้เป็นอย่างดี
“ต้องตื่นตี 3...ไปรอน้ำที่ค่อย ๆ ซึมขึ้นมาแล้วก็ตักเอามาใช้...เราว่าเราตื่นเช้าแล้วนะแต่พอไปถึงมีคนไปรอก่อนเราอีก”
บุญธรรม ก็เหมือนกับคนทั่ว ๆ ไปที่เห็นว่า “น้ำ” เป็นปัจจัยหลักที่ขาดไม่ได้สำหรับการดำรงชีวิต...และในปัจจุบันเขาและครอบครัวและชาวบ้านคนอื่น ๆ ทั้ง 134 ครัวเรือนไม่ต้องตื่นแต่เช้าเพื่อไปรอ “ขอด” น้ำจากก้นบ่อเพื่อเอามาใช้ดื่มกิน เพราะ ณ วันนี้ บุญธรรมและชาวบ้านผาชัน ต่างมี “น้ำ” ที่พวกเขาบอกว่าเป็น “น้ำจากงานวิจัย” ซึ่งสามารถเปิดใช้ได้ตลอดปี
ก่อนที่ชาวบ้านผาชันกว่า 600 ชีวิต ใน 134 ครอบครัวจะมีน้ำใช้อย่างไม่แร้นแค้นดังเช่นทุกวันนี้ แทบไม่น่าเชื่อชุมชนขนาดเล็กที่ตั้งบ้านเรือนอยู่ริมฝั่งแม่น้ำโขง จะเคยวิกฤตถึงขั้นต้องไปซื้อน้ำจากต่างอำเภอมาใช้ ทั้งนี้เนื่องจากสภาพที่ตั้งของชุมชนซึ่งพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นหินและมีความลาดชัน
ข้อจำกัดของพื้นที่ดังกล่าว คือ ไม่สามารถอุ้มน้ำไว้ได้ในฤดูฝน ในทางกลับกันก็ทำให้เกิดน้ำท่วม เพราะน้ำไม่สามารถไหลซึมลงดินได้และเมื่อไม่สามารถซึมลงดิน ก็จะไหลลงแม่น้ำโขงเกือบทั้งหมด ผลกระทบที่ตามมา คือ เมื่อกรมทรัพยากรน้ำบาดาลเข้าไปเจาะบ่อบาดาลเพื่อให้ชาวบ้านได้มีน้ำใช้ในยามแล้งปรากฏว่าไม่พบน้ำใต้ดิน แม้จะขุดลึกลงไปในดินถึง 60 เมตรก็ตาม
ความพยายามที่จะดึงน้ำจากแม่น้ำโขงขึ้นมาใช้นั้น สำนักงานเร่งรัดพัฒนาชนบท (รพช.) ใช้งบประมาณกว่า 3 ล้านบาท ในการเข้ามาวางระบบประปาชุมชน ทำถังเก็บขนาดใหญ่กลางหมู่บ้าน และใช้เครื่องสูบน้ำจากบุ่งพระละคอน (อ่างน้ำธรรมชาติขนาดเล็กริมแม่น้ำโขง) ที่อยู่ห่าง 300 เมตร และมีน้ำทั้งปี
แต่ชาวบ้านใช้ประปาจากรพช. ได้ไม่นานก็ต้องหยุด เนื่องจากระยะทางระหว่างจุดสูบน้ำ และถังเก็บน้ำอยู่ห่างกันและมีความลาดชันสูง ส่งผลให้เครื่องสูบน้ำได้รับความเสียหาย และชาวบ้านมองว่าไม่คุ้มค่ากับค่าซ่อมบำรุงมอเตอร์สูบน้ำ
เมื่อเทคโนโลยีไม่ได้ผลทางออกของชุมชน คือ ต้องอาศัยภูมิปัญญาตัวเองด้วยการสร้างทำนบขนาดเล็กกั้นบริเวณจุดน้ำซับตรงลำห้วยเสาเฉลียง และบริเวณน้ำซับจุดอื่น ๆ ซึ่งเป็นบริเวณที่บุญธรรมและชาวบ้านผาชันไปนั่งรอเป็นเวลากว่าค่อนคืน เพื่อที่จะขอดเอาน้ำจากบ่อมาใช้ดื่มกิน
อย่างไรก็ตาม แม้จะพยายามกันทุกรูปแบบเพื่อให้มีน้ำใช้ ทั้งการขุดบ่อบาดาล สูบน้ำจากบ่อ ทำฝายกั้นลำห้วย แต่นั้นก็ยังไม่ใช่ทางออกของปัญหา เพราะบางปีในช่วงวิกฤตถึงขั้นต้องไปซื้อน้ำใช้
“เพราะพวกเราก็ทำกันทุกวิถีทางแล้วเช่นกัน แต่ก็แก้ปัญหาไม่ได้ พอดี Nature Care หรือจากศูนย์ประสานงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น จ.อุบลราชธานี เข้ามาอธิบายแนวคิดเกี่ยวกับงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น ถึงแม้จะเป็นเรื่องใหม่ แต่ชาวบ้านผาชันมองว่าน่าจะทดลองดู...” ครูกล พรมสำลี ครูโรงเรียนชมรมจักรยานสมัครเล่นบ้านผาชัน กล่าว
นี่จึงเป็นจุดเริ่มต้นของโครงการวิจัย : ศึกษารูปแบบการจัดการน้ำที่มีอยู่อย่างจำกัดให้มีประสิทธิภาพสูงสุด : กรณีบ้านผาชัน ต.สำโรง อ.โพธิ์ไทร จ.อุบลราชธานี โดยการสนับสนุนงบประมาณจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ฝ่ายวิจัยเพื่อท้องถิ่นโดยมี กล พรมสำลี อาจารย์โรงเรียนจักรยานสมัครเล่นบ้านผาชัน เป็นหัวหน้าโครงการวิจัย
คนผาชันเริ่มต้นงานวิจัยด้วยการศึกษาปริมาณแหล่งน้ำที่มีอยู่ในหมู่บ้าน พร้อม ๆ กับการศึกษาปริมาณการใช้น้ำของชาวบ้าน ข้อมูลเหล่านี้จะทำให้เห็นว่าปริมาณที่มีอยู่นั้นเพียงพอกับความต้องการหรือไม่ ทั้งนี้เพื่อนำไปสู่การหาวิธีการ “ใช้น้ำ” ที่มีอยู่ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด
“เมื่อก่อนเราแก้ปัญหากันเฉพาะแค่จะหาทางเอาน้ำมาใช้เพียงอย่างเดียว โดยที่ไม่มองพฤติกรรมการใช้น้ำของตัวเองว่าเป็นอย่างไรรู้จักประหยัดน้ำหรือไม่ เพราะถ้ามีน้ำแล้วเราไม่รู้จักใช้มันอย่างรู้ค่า ต่อให้มีน้ำมากเท่าไหร่ก็คงไม่เพียงพอ”
ระหว่างที่ชาวบ้านและทีมนักวิจัยกำลังดำเนินโครงการวิจัยในระยะแรกอยู่นั้นโครงการ SML เห็นความพยายามของชาวบ้านที่จะหาแนวทางพัฒนาแหล่งน้ำของชุมชนเอง จึงจัดสรรงบประมาณมาให้จำนวนหนึ่ง ไปใช้ในการต่อเติมฝายอวังอีแร้ง เพื่อรองรับน้ำในยามหน้าฝน งบประมาณอีกส่วนนำไปพัฒนาและปรับปรุงระบบประปา และซื้อมอเตอร์สูบน้ำตัวใหม่ทดแทนตัวเดิมที่ชำรุดไป
การต่อเติมฝายวังอีแร้ง ทำให้บ้านผาชันด้านทิศใต้ 21 ครัวเรือนที่เคยขาดแคลนน้ำในช่วงหน้าแล้งได้มีน้ำใช้ เพราะบริเวณดังกล่าวอยู่สูงเกินกว่าที่ระบบ “ประปาหมู่บ้าน” จะส่งน้ำมาถึง และในทางกลับกันก็จะทำให้อีก 113 ครัวเรือน ที่อยู่ด้านเหนือด้านที่ติดแม่น้ำโขงมีน้ำ “ประปาภูเขา” ใช้ในช่วงหน้าน้ำ เนื่องจากช่วงเวลาดังกล่าวน้ำในแม่น้ำโขงจะท่วมบุ่งพระละคอน ซึ่งไม่สามารถนำเครื่องลงไปสูบน้ำขึ้นมาใช้ได้
ในส่วนของการสูบน้ำจากบุ่งพระละคอนขึ้นมาใส่ถังประปาหมู่บ้านนั้น ทีมวิจัยค้นพบ “แอร์แว” ซึ่งเป็นนวัตกรรมการสูบน้ำด้วยการใช้อากาศเข้าไปช่วงในการเพิ่มแรงดันให้เครื่องสูบน้ำ โดยการต่อท่อซึ่งมีความยาว 1 เมตร 2 อัน (ดูภาพประกอบ)
“ตอนซ่อมฝายวังอีแร้งเสร็จแล้ว ก็เหลือแต่ว่าจะทำอย่างไรที่จะสูบน้ำจากบุ่งพระละคอนขึ้นมาได้ เพราะหากสูบน้ำแบบเดิมเครื่องสูบน้ำพังแน่นอน ค่าใช้จ่ายก็ต้องสูงเหมือนเดิม เพราะต้องจ่ายค่าน้ำมัน ค่าซ่อมบำรุงพอดีมีชาวบ้านชื่อ ชรินทร์ อินทร์ทอง เข้ามาในเวทีประชาคม เล่าว่า ตอนเขาสูบน้ำรดต้นไม้ เห็นสายยางขาดทำให้สายยางมันสะบัดไปมา และน้ำมันก็ฉีดแรงขึ้น...เลยเสนอให้เจาะรูแล้วลองต่อท่อ...ทีมวิจัยก็เลยเอาไปทดลองทำอยู่หลายครั้ง จนได้ระยะห่างที่ลงตัวที่สุด คือ ตัวท่อแอร์แวยาว 1 เมตร ระหว่างท่อทั้ง 2 อยู่ที่ 30 เซนติเมตร”
ทั้งฝายวังอีแร้ง และระบบสูบน้ำด้วยแอร์แว ทำให้ผาชันมีน้ำใช้ตลอดทั้งปี แต่การจัดสรรน้ำให้ทั่วถึงทั้งหมู่บ้านยังไม่เพียงพอเพราะจากการสำรวจข้อมูลการใช้น้ำพบว่าใน 1 วัน คนบ้านผาชันใช้น้ำ 44,757.6 ลิตรโดยพบว่ากิจกรรมที่ใช้น้ำมากที่สุดคือ คือ อาบล้างหน้า และแปรงฟัน ใช้น้ำมากถึง 13,962 ลิตร ลองลงมาคือน้ำซักผ้า 10,566 ลิตร...
ทีมนักวิจัยนำตัวเลขที่ได้จากการเก็บข้อมูลและกิจกรรมการใช้น้ำของชุมชนนำมาเสนอต่อที่ประชุมร่วมกันออกความคิดเห็นว่า จะหาทางลดการใช้น้ำกันอย่างไร และจะใช้น้ำที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุดอย่างไร
นอกจากนั้น ยังจัดกิจกรรม “ครอบครัวประหยัดน้ำ” โดยมอบรางวัลแก่ครอบครัวที่ชนะเลิศ เดือนละ 1 ครั้ง และครอบครัวที่ได้รับรางวัลอธิบายเทคนิค วิธีการประหยัดน้ำให้กับครอบครัวอื่น ๆ ได้ทราบและนำไปปฏิบัติตาม และควบคู่ไปกับกิจกรรมดังกล่าว คือการแบ่งกลุ่มไปทำความสะอาดบ่อน้ำธรรมชาติ เพราะการช่วยกันดูแล และทำความสะอาดบ่อน้ำเป็นการช่วยให้บ่อมีพื้นที่กักเก็บน้ำมากยิ่งขึ้น
ณ วันนี้ คือวันที่คนผาชันมีน้ำใช้ตลอดทั้งปีอย่างไม่เคยเดือดร้อน ทั้งหมดล้วนเกิดจากการร่วมคิด ร่วมทำ และร่วมกัน “ประหยัดน้ำ”
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่ฝ่ายเผยแพร่งานวิจัย สกว. สำนักงานภาค โทร. 053-948-286 ต่อ 14
หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ ฉบับประจำวันจันทร์ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2552 หน้า B6 |
|