อาทิตย์เอกเขนก ต่างประเทศ
โลก... เหลือเวลาให้เราอีกกี่วัน ?
โดย – ทีมข่าวต่างประเทศ
ฮือฮาไม่ใช่เล่น เมื่อมีการเปิดปูมจดหมายของ เซอร์ ไอแซค นิวตัน บิดาแห่งฟิสิกส์และดาราศาสตร์ยุคใหม่ ที่ทำนายว่าโลกจะถึงกาลอวสานในปี 2060 หรืออีก 53 ปีข้างหน้า ซึ่งเป็นเวลาที่การวางรากฐานของอาณาจักรโรมันในยุโรปตะวันตกเวียนมาครบ 1,260 ปี
ไม่มีใครบอกได้ว่าคำทำนายดังกล่าวจะเป็นจริงหรือไม่ หรือถ้าเป็นจริง คนที่มองโลกในแง่ดีสุดขีดโดยเฉพาะในรายที่ย่างเข้าเลข 2 แก่ ๆ แล้ว คงไม่คิดว่าตัวเองจะอยู่ถึงป่านนั้น แหม...มันตั้งอีก 50 กว่าปีเชียวนะ
การทำนายทายทักถึงวันอวสานของโลกมีมากมายหลายทฤษฎี เชื่อได้บ้าง ขึ้นอยู่กับว่าใช้หลักการหรือศาสตร์ใดมาสนับสนุนคำทำนาย
ทฤษฎีที่โด่งดังมากสุดคงต้องยกให้คำทำนายที่ว่า โลกบูดเบี้ยวใบนี้จะแตกดับในวันที่ 21 ธ.ค.2012 หรืออีกแค่ 5 ปีข้างหน้า... ด้วยชุดเลขสวย 212012
ทฤษฎีนี้คิดค้นขึ้นโดยชนเผ่ามายัน วันดังกล่าวถือเป็นวันสิ้นสุดปฏิทินลอง เคาน์ (Long Count) หรือปฏิทินลำดับที่ 3 ของชาวมายัน โดยปฏิทินลองเคาน์เล่มล่าสุดนั้น เริ่มต้นในปี 3114 ก่อนคริสตกาล และ จะดำเนินต่อเนื่องเป็น 13 รอบบักตุน (buktun) กินเวลาทั้งสิ้นราว 5,126 ปี บวกลบออกมาแล้วก็ตรงกับปี 2012 พอดิบพอดี
การเริ่มต้นของ 13 รอบบักตุน เรียกได้อีกอย่างว่า “อาทิตย์ดวงที่ 5” ซึ่งช่วงเวลาดังกล่าวจะเวียนมาบรรจบเพื่อก่อกำเนิดดวงอาทิตย์ครบ 5 ดวง ในวันที่ 21 ธ.ค. 2012 โดยคำทำนายระบุเอาไว้ว่า ในวันนั้นโลกจะเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งมโหฬารไล่เรียงตั้งแต่ภัยธรรมชาติที่จะทำลายทุกสิ่งไปจนถึงสงครามอภิมหาโลกาวินาศจนไม่มีมนุษย์คนใดมีชีวิตรอด ซึ่งอย่างหลังนี้อาจเชื่อมโยงได้กับทฤษฎีสงครามโลกครั้งที่ 3 ของนอสตราดามุส โหราจารย์ชื่อก้อง
สถานการณ์น่าระทึกในวันอวสานโลกข้างต้นตามจินตนาการของ ฌอง โคลด โคเวน นักเขียนหนังสือแนวอภิปรัชญาชาวฝรั่งเศส บรรยายว่า ให้นึกถึงภาพตัวเองอยู่ในสถานีรถไฟอันอัดตอนเช้า แล้วทันใดนั้นก็เกิดเหตุโกลาหลครั้งใหญ่ทั้งธรรมชาติแปรปรวนและระบบคอมพิวเตอร์หรือระบบควบคุมการทำงานของเครื่องจักรเครื่องยนต์ต่าง ๆ ขัดข้อง จนเป็นเหตุให้ขบวนรถไฟในชานชาลาพากันวิ่งออกไปคนละทิศคนละทาง คล้ายกับซี่วงล้อเกวียน
ในสถานการณ์อันเลวร้ายเช่นนั้นยังกดดันให้คุณจำเป็นต้องเลือกขึ้นรถไฟสักขบวน อย่างน้อยก็ยังรอดจากการโดนรถไฟทับตาย แต่น่าเสียดายเหลือเกินที่คุณไม่มีทางรู้เลยว่า รถไฟขบวนที่หลับหูหลับตาขึ้นไปนั้นจะพาคุณไปไหน?
น่าแปลกที่นอกจาก 212012 จะเป็นวันสุดท้ายของปฏิทินชนเผ่ามายันแล้ว ยังมีข้อมูลทางดาราศาสตร์ที่ระบุไว้ว่า จะเกิดพลังงานลึกลับที่จะเปลี่ยนแปลงโลกไปตลอดกาล โดยในเวลาที่ดวงอาทิตย์อยู่ห่างจากเส้นศูนย์สูตรมากที่สุดในช่วงฤดูหนาวของปี 2012 นั้น ดวงอาทิตย์จะอยู่ในระนาบเดียวกับใจกลางของทางช้างเผือกเป็นครั้งแรกในรอบ 2.6 หมื่นปี ซึ่งหมายความว่า พลังงานทุกประเภทจากใจกลางของทางช้างเผือกจะถาโถมและเกิดการปะทะกับพลังงานทั้งที่มองเห็นและมองไม่เห็นของโลกในวันที่ 21 ธ.ค. 2012 เวลา 23.11 น. (11.11 pm ตามเวลาสากล)
สมมุติว่า มีมนุษย์เหลือรอดบนโลก ก็ไม่อาจรู้ว่าจะจำตัวเองได้หรือไม่ เนื่องจากพลังงานทั้งหลายแหล่ข้างต้นจะส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของดีเอ็นเอ นำมาซึ่งกลายพันธุ์ หรือสรุปคร่าว ๆ ได้ว่า ถึงตอนนั้นโลกจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิงคนที่รอดตั้งดิ้นรนสร้างสิ่งต่าง ๆ นับจากศูนย์
นอกจากนี้ ยังมีข้อมูลทางธรณีวิทยาที่ชี้ว่า ปี 2012 คือปีที่ซูเปอร์ โวคาโน หรือภูเขาไฟใต้น้ำครบกำหนดเวลา 7.4 หมื่นปีที่จะทำลายหรือระเบิดตัวเอง โดยสัญญาณเตือนภัยครั้งล่าสุด คือโศกนาฏกรรมคลื่นยักษ์สึนามิเมื่อปี 2004 ที่บอกให้ชาวโลกรู้ว่า โครงสร้างพื้นผิวโลกได้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ และการระเบิดของซูเปอร์โวลคาโนอาจไม่ใกล้ไม่ไกลบริเวณที่เคยเกิด สึนามิมาก่อน
และเป็นที่น่าสังเกตว่า ระยะหลังมานี้ เกิดเหตุแผ่นดินไหว ดินถล่ม และน้ำในแม่น้ำหรือทะเลสาบเหือดแห้งบ่อยครั้งทั่วโลก เป็นไปได้ที่ส่วนหนึ่งเกิดจากภาวะโลกร้อน แต่ก็ไม่อาจปฏิเสธได้เช่นกันว่าโครงสร้างของพื้นผิวโลกกำลังขยับและเปลี่ยนแปลงตัวเองโดยที่มนุษย์ไม่รู้ตัว
อีกหนึ่งทฤษฎียิ่งน่าสะพรึงกลัวเข้าไปอีก เมื่อมีการย่นระยะเวลาอวสานของโลกให้ใกล้เข้ามามากกว่านั้น โดยกลุ่มเสิร์ช ออฟ เดอะ ซับจีเนียส ก่อตั้งโดย เจ.อาร์.บ็อบ ด็อบบ์ส ทำนายว่า จุดจบของโลกจะเกิดขึ้นในวันที่ 5 ก.ค. หรืออีกไม่กี่วันข้างหน้า
เชิร์ช ออฟ เดอะ ซับจีเนียส เป็นลัทธิแนว โพสต์โมเดิร์น (ชื่อเรื่อง Scientology แบบเดียวกับทอม ครูซ) และเป็นกลุ่มที่เกิดจากการรวมตัวของกลุ่มที่เสียดสีความเชื่อทางศาสนา ซึ่งประกอบไปด้วยกลุ่มไซอันโตโลจี, ยูฟิเคชั่น เคิร์ช หรือกลุ่มที่เกลียดการแบ่งแยกเชื้อชาติ
นับตั้งแต่ก่อตั้งองค์กร ด็อบบ์ส ได้ประกาศว่ากองทัพจานบินนอกโลกจะยกขบวนมาถล่มโลกช่วงต้นเดือน ก.ค. โดยจะทำลายล้างทุกคนที่ต่อต้านลัทธิ เชิร์ช ออฟ เดอะ ซับจีเนียส ขณะที่นักบวชหรือสาวกของกลุ่มจะได้รับความช่วยเหลือให้พ้นจากภัยพิบัติดังกล่าว
ในเว็บไซต์ของ เชิร์ช ออฟ เดอะ ซับจีเนียส ได้มีการเชิญชวนให้บรรดาสาวกมาร่วมกันเตรียมพร้อมกับวันอวสานโลก โดยในช่วงสัปดาห์สุดท้อยของวันสิ้นโลกนั้น ทางกลุ่มจะจัดคอนเสิร์ตร็อกและประกอบพิธีกรรมตามความเชื่อของกลุ่ม ที่นครนิวยอร์ก ของสหรัฐ
อย่างไรก็ดี ด้านนักวิทยาศาสตร์บางรายกลับมองว่า ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีของโลกจะเป็นภัยคุกคามที่ย้อนกลับมาทำลายล้างมนุษยชาติเองในท้ายที่สุด โดยในบทความเรื่อง “วันสิ้นโลก” ของไมเคิล แฮนลอน ในเว็บไซต์เดลี เมล์ ระบุว่า วันสิ้นโลกที่เกิดขึ้นอาจไม่ได้มาจากการระเบิดครั้งใหญ่ของโลกตามคำทำนายใด ๆ ทั้งสิ้น ทว่า กลับเป็นภัยเงียบที่ก่อตัวมานาน ที่มนุษย์กลับไม่เคยใส่ใจหรือรู้สึกต่างหาก
ย้อนเวลากลับไปเมื่อปี 1990 ที่คอมพิวเตอร์ได้รับการพัฒนาให้มีประสิทธิภาพและเป็นจุดกำเนิดของการพัฒนาเทคโนโลยีต่าง ๆ หลังจากนั้น โลกเราได้รู้จักอินเทอร์เน็ตและสามารถคิดค้นเครื่องจักรและหุ่นยนต์ที่มีศักยภาพทัดเทียมหรือเข้าใกล้ความเป็นมนุษย์เข้าไปทุกที
และช่วงศตวรรษที่ 20 ได้เกิดปรากฏการณ์เครื่องจักที่เคยถูกสร้างเพื่อเป็นทาสรับใช้ ผันตัวเองมาเป็นผู้ควบคุมมนุษย์โลก และจุดจบของโลกจะเริ่มขึ้นในวันศุกร์ ที่ 13 มี.ค.2065 ที่บรรดาหุ่นยนต์อันชาญฉลาดได้หันมาเปลี่ยนแปลงโลกให้เป็นบ้านใหม่สำหรับพวกมัน และเริ่มเข้ามาควบคุมมนุษย์โลก จนในช่วงปลายศตวรรษเดียวกัน มนุษย์นับพันล้านคนต้องขาดแคลนอาหาร และในท้ายที่สุดในปี 2100 ต้องผันตัวเองกลับไปใช้ชีวิตในถ้ำอย่างในอดีต ขณะที่เมืองต่าง ๆ ก็ตกเป็นของเหล่าเครื่องจักรที่มนุษย์สร้างขึ้นนั่นเอง
อย่างไรก็ดี ไม่ว่าคำทำนายทุกรูปแบบจะน่าสะพรึงกลัวสักเท่าใด ก็ไม่สำคัญเท่ากับความจริงที่ว่า เวลานี้โลกของเราอาการหนักจริง ๆ ไม่ว่าจะเป็นภาวะโลกร้อนที่เกิดจากฝีมือมนุษย์ ความขัดแย้งระหว่างประเทศ หรือแม้แต่เทคโนโลยีที่ก้าวหน้าเกินไปจนทำให้หลายชาติอยากแสดงแสนยานุภาพของตัวเองเต็มแก่
หากโลกไม่แตกอย่างคำทำนาย ก็คงมีสักวันที่ต้องล่มสลายตามอายุขัย เพราะถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีใครเคยทำนายเลยว่า จริง ๆ แล้วโลกมีอายุยืนยาวกี่ปีกันแน่
หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันอาทิตย์ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2550 หน้า B8 |
|