ความรู้เกี่ยวกับโรงงานสกัดน้ำมันปาล์ม

โรงงานสกัดน้ำมันปาล์มวิธีการผลิตน้ำมันปาล์ม ทะลายปาล์มประกอบด้วยผลปาล์มน้ำมันจำนวนมากติดอยู่กับก้านทะลาย ผลปาล์มน้ำมันประกอบด้วยน้ำมัน 2...
อ่านบทความเต็ม

บทความอื่น
พิมพ์ อีเมล์
'ฝาย' ถุงน้ำเกลือธรรมชาติ
คืนสมดุลระบบนิเวศ

“หลังสร้างฝายได้สองปี ไฟป่าลดลงจาก 400 ครั้ง เหลือ 4-5 ครั้ง มีน้ำกิน น้ำใช้ ธรรมชาติกลับคืนมา” นี่คือคำบอกเล่าของ ศาณิต เกษสุวรรณ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ปูนซีเมนต์ไทย (ลำปาง) จำกัด ผู้ที่ได้ไปศึกษาเรียนรู้การทำฝายจากบ้านสามขา จ.ลำปาง และศูนย์พัฒนาห้วยฮ้องไคร้อันเนื่องมาจากพระราชดำริ แล้วนำมาทดลองสร้างฝายชะลอน้ำรอบเหมืองปูนอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งสนับสนุนให้ชาวบ้านที่ประสบปัญหาเช่นเดียวกันสร้างฝายชะลอน้ำในชุมชนของตัวเองผ่านกิจกรรม “SCG รักษ์น้ำ 10,000 ฝายถวายพระเจ้าอยู่หัว” ซึ่งเครือซิเมนต์ไทย (SCG) ได้เริ่มมาตั้งแต่ปลายปี 2549

        และฝายชะลอน้ำลำดับที่ 9,901 – 10,000 ซึ่งเป็น 100 ฝายสุดท้ายที่จะครบหมื่น พนักงานเครือซิเมนต์ไทย อาสาสมัครพร้อมด้วยชาวชุมชนจังหวัดลำปาง ได้ร่วมแรงร่วมใจกันสร้างในบริเวณป่าอนุรักษ์แม่ทรายคำ อ.แจ้ห่ม และ อ.แม่ทะ จ.ลำปาง เมื่อปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมา ฝายแต่ละตัวสร้างขวางร่องน้ำเล็ก ๆ หรือลำห้วย จากยอดเขาลงมาถึงพื้นราบ ใช้วัสดุธรรมชาติที่หาได้ในท้องถิ่นมาสร้าง เห็นได้จากท่อนไมไผ่ที่ปักยึดลงในดินด้านในของฝายใช้กรวด ดินทราย ก้อนหิน ถมจนเต็มเป็นแกนดินเพื่อป้องกันการกัดเซาะของน้ำที่จะทำให้ฝายพังทลายขณะเดียวกันก็ช่วยกักเก็บน้ำและดักตะกอนบางส่วน ฝายแบบนี้เป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นสร้างได้ง่ายและมีราคาถูกอีกด้วย

        ปัจจุบันฝายชะลอน้ำทั้ง 10,000 ฝายที่เครือซิเมนต์ไทยร่วมกับชุมชนสร้างนั้นกระจายอยู่ในพื้นที่ต้นน้ำจังหวัดต่าง ๆ ที่สำคัญมีการขยายผลจากคนต้นน้ำไปสู่คนปลายน้ำ ตั้งแต่ จ.ลำปาง เชียงใหม่ น่าน แพร่ ระยอง นครศรีธรรมราช กาญจนบุรี ขอนแก่น และสระบุรี ซึ่งทั้ง 10,000 ฝายได้มีการรวบรวมตำแหน่งของฝายชะลอน้ำหรือพิกัดฝายทั้งหมดส่งมอบให้กับ ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา เพื่อนำทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งพิกัดเหล่านี้จะเป็นประโยชน์ในการดูแลซ่อมแซมฝายที่สร้างไว้แล้วด้วย และเป็นข้อมูลประกอบการอนุรักษ์น้ำต่อไป

        ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา กล่าวถึงการอนุรักษ์น้ำตามแนวพระราชดำริว่า “น้ำคือชีวิต” ประโยคนี้ทุกคนอาจจะมองข้ามไป แท้จริงในหลวงทรงสอนเราตลอดเวลาแต่กลับไม่ใส่ใจ ที่ห้วยฮ่องไคร้วันที่พระองค์ท่านเสด็จไปพื้นที่แห้งแล้งมาก ทรงรับสั่ง 7 ปีจะทำให้เป็นสีเขียวทั้งหมด และฝายชะลอน้ำเป็นหนึ่งในพระราชดำริในการฟื้นฟูและพัฒนาพื้นที่

        “ทรงรับสั่งก้อนหิน ดิน กิ่งไม้แถวนั้นมีอยู่แล้ว ขาดแต่สองมือของคนเท่านั้น สองมือกับหัวใจที่จะผลักดันหยิบไม้ไผ่มาปักเป็นแกนกลาง เอาก้อนหินมาเรียง สร้างเป็นฝายชะลอน้ำหน่วยงานแรกที่รับงานคือ กรมชลประทาน ทำตามรับสั่งแล้วกลับมาถวายรายงานว่า ฝายเก็บน้ำไม่ได้ น้ำรั่วหมด แต่ในหลวงตรัสว่า แสดงความยินดีด้วย ท่านทำสำเร็จแล้ว”

        ดร.สุเมธอธิบายถึงประโยชน์จากการสร้างฝายชะลอน้ำตามแนวพระราชดำริว่า ฝายชะลอน้ำเปรียบเหมือนถุงน้ำเกลือในภูมิประเทศ ช่วยรักษาธรรมชาติที่กำลังป่วยอยู่ ที่ผ่านมาป่าถูกทำลาย เมื่อฝนตกไม่มีแหล่งดูดซับน้ำ น้ำไหลแรงลงมาตามร่องน้ำหรือลำธาร เก็บกักน้ำไว้ไม่ทัน เมล็ดพันธุ์ไม่มีเวลางอกเงยแต่ถุงน้ำเกลือนี้จะช่วยชะลอน้ำ ทำให้น้ำหยดทีละน้อย ๆ ความชื้นก็อยู่ในดินในป่าได้นานยิ่งขึ้นแทนที่จะไหลพรวดพราดลงมาใต้พื้นดินมีเมล็ดพันธุ์พืชนานาชนิด รวมถึงตอไม้ที่ยังมีชีวิตเมื่อได้อาศัยน้ำแตกหน่อแตกใบเกิดเป็นป่ากลับคืนมา นี่เป็นต้นธารทฤษฎีปลูกป่าโดยไม่ต้องปลูก ขณะเดียวกันความชุ่มชื้นของป่าก็ลดปัญหาไฟป่าได้ ทรงรับสั่งว่านี่คือแนวป้องกันไฟเปียก ในพื้นที่ที่มีการสร้างฝายชะลอน้ำสมบูรณ์ ป่าจะผลัดใบลดลง เต็มไปด้วยไม้ใบเขียวเกิดความอุดมสมบูรณ์ เมื่อป่าต้นน้ำสมบูรณ์กลางน้ำและปลายน้ำก็พลอยสมบูรณ์ไปด้วย ทำให้ผู้คนมีคุณภาพชีวิตที่ดี ถ้าต้นน้ำตายเมื่อไหร่ ปลายน้ำตายเมื่อนั้น

        เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนายังเน้นย้ำให้เห็นถึงความสำคัญของต้นน้ำด้วยว่า พื้นที่ภาคเหนือของไทยถือเป็นคลังปุ๋ยชั้นยอดตามธรรมชาติ หน้าหนาวใบไม้ร่วง นี่คือวัตถุดิบของปุ๋ยทั้งสิ้นต้องป้องกันไม่ให้เกิดไฟป่า เข้าฤดูฝน ใบไม้เหล่านี้ย่อยสลาย น้ำฝนชะล้างลำเลียงลงสู่ลำธาร ไหลลงสู่แม่น้ำปิง วัง ยม น่าน สู่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ปุ๋ยทั้งหมดกองรวมกันอยู่ในลุ่มน้ำเจ้าพระยาเป็นอู่ข้าวอู่น้ำของประเทศไทยและเป็นแหล่งปลูกข้าว ผลผลิตข้าวถือว่าเป็นรากแก้วของชาติ ต้นไม้ไม่มีรากแก้วย่อมโค่นแน่นอน ฉะนั้น รากแก้วเป็นสิ่งมีค่าต้องถนอมไว้ ชีวิตผูกโยงกันเป็นลูกโซ่แยกออกจากกันไม่ได้

        “ปัจจุบันดิน น้ำ ลม ไฟ ตกอยู่ในสภาวการณ์ที่อันตรายประชากรจำนวนมากขึ้น ทรัพยากรลดน้อยลง ธรรมะที่ดีคือการรักษาธรรมชาติบนฐานความเป็นธรรมดาตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง” ดร.สุเมธฝากให้ทุกคนดำรงชีวิตแบบพอเพียง

        เพราะผลที่ได้จากการสร้างฝายชะลอน้ำไม่ใช่แค่เพียงการพลิกฟื้นป่าที่แห้งแล้งกลับคืนสู่ความอุดมสมบูรณ์ แต่นำความสุขมาสู่ชุมชนโดยรอบเพิ่มขึ้น หมู่บ้านสามขา ชุมชนเล็ก ๆ ที่ตั้งอยู่เชิงเขาใน ต.ห้วยเสือ อ.แม่ทะ จ.ลำปาง เป็นตัวอย่างชุมชนเข้มแข็งที่มีฝายชะลอน้ำเชื่อมสายใยของคนในชุมชน

        ปราชญ์ชาวบ้านแห่งบ้านสามขาและเลขาเครือข่ายลุ่มน้ำจาง จ.ส.อ.ชัย วงศ์ตระกูล หรือจ่าชัย เล่าให้ฟังว่า ชุมชนบ้านสามขา ชาวบ้านทำการเกษตรเป็นหลัก มีวิถีชีวิตอยู่กับการผลิตมาตลอด ต้องอาศัยน้ำในการปลูกพืชผัก จนกระทั่งปี 2544 เกิดวิกฤติน้ำ ข้าวแห้งตายเก็บเกี่ยวไม่ได้ ก็ค้นหาแนวทางแก้ปัญหาขาดน้ำให้กับชุมชน มีโอกาสได้พบกับคุณพารณ อิศรเสนา ณ อยุธยา อดีตผู้บริหารบริษัทเครือซิเมนต์ไทย ผู้ซึ่งแนะนำให้รู้จักกับแนวคิดการสร้างฝายชะลอน้ำก่อนจะไปศึกษาการสร้างฝายจากศูนย์พัฒนาห้วยฮ้องไคร้อันเนื่องมาจากพระราชดำริ แล้วนำมาทดลองสร้างเองที่หมู่บ้าน

        “หลายคนเข้าใจว่าเป็นการสร้างฝายเก็บน้ำ แต่จริง ๆ คือการสร้างป่าให้อุดมสมบูรณ์ขึ้น ตัวฝายใช้ดักตะกอน ทำให้น้ำไหลช้าลง มีน้ำในลำห้วยนานขึ้น หลังทำฝายป่าหมู่บ้านอุดมสมบูรณ์ขึ้น มีน้ำกินน้ำใช้ ชาวบ้านยังได้เก็บพืชผัก เห็ด ปลา มาเป็นอาหารแต่ฝายตัวเดียวไม่ใช่คำตอบ ต้องสร้างให้มากที่สุด และสร้างฝายหลายชั้นลดหลั่นลงมาเรื่อย เพื่อชะลอการไหลของน้ำ ฝายยังช่วยป้องกันไฟป่าบวกกับการดูแลไฟป่าของชุมชน จากที่เคยมี อสม.ชาวบ้าน 26 คน ปัจจุบันมีกว่า 100 คน ฝายเป็นเครื่องมือในการให้ชาวบ้านหันกลับมาพัฒนาชุมชนมากขึ้นและมีความสามัคคีเกิดขึ้น การสร้างฝายชุมชนได้พูดจากัน เห็นอกเห็นใจ รู้จักนิสัยใจคอกัน เกิดความเข้มแข็งของคนในชุมชน” จ่าชัยกล่าว

        ขณะที่ ชาญ อุทธิยะ หรือ หนานชาญ แกนนำสำคัญของชุมชนบ้านสามขา และผู้ประสานงานงานวิจัยสถาบันแสนผญาลำปาง กล่าวว่า ที่บ้านสามขาเป็นจุดเริ่มต้นของชาวบ้านที่ลุกขึ้นมาทำบัญชีครัวเรือน บันทึกรายรับรายจ่าย มีการสำรวจหนี้สินของทั้งหมู่บ้าน ซึ่งเป็นรูปแบบการแก้ไขปัญหาหนี้สินโดยการมีส่วนร่วมของชุมชน ชาวบ้านรู้ถึงเงื่อนไขที่ก่อให้เกิดความยากจนกลับมาคิดพึ่งพาตนเอง ดำรงชีวิตแบบพอเพียง ลดการใช้ฟุ่มเฟือย ละ เลิกอบายมุขต่าง ๆ แม้วันนี้หนี้สินก้อนโตจะไม่หมดไปแต่ก็ไม่สร้างหนี้เพิ่มไปกว่านี้ ด้านการเกษตรที่อาศัยน้ำเป็นปัจจัยหลัก นักพัฒนาชุมชนก็คิดตื้น ๆ ไม่มีน้ำก็ขุดสระทำอ่าง จนอ่างกลายเป็นอนุสาวรีย์อันน่าละอาย

        “เมื่อได้เรียนรู้กว้างขึ้นไปถึงห้วยฮ่องไคร้ ได้ฟังทฤษฎีน้ำของพระเจ้าอยู่หัว คิดได้ว่าเราไม่ต้องสร้างฝายน้ำล้น แต่เราไปสร้างอ่างบนดอยดีกว่า เป็นฝายแห่งชีวิต ปัจจุบันมี 3,500 ฝาย อยู่บนดอยในบริเวณป่า 12,000 ไร่ ป่าพื้นกลายเป็นซูเปอร์มาร์เก็ตธรรมชาติ ให้ชาวบ้านได้พึ่งพาอาศัย ลดการซื้อ ใช้จ่ายลดลง วันนี้บ้านสามขาไม่จำเป็นต้องสร้างอ่าง สร้างฝาย สร้างสระใหญ่โต เสียเงินลงทุนมากมาย อยากให้หน่วยงานคิดในมิตินี้ด้วย ฝายคือโรงเรียนให้ชุมชนเรียนรู้การดำรงแบบพอเพียง” หนานชาญกล่าว พร้อมกับแนะนำว่า แนวทางการแก้ปัญหานั้นไม่จำเป็นต้องเดินทางตรงเสมอไป อาจเป็นบันไดหลายขั้น ๆ ให้ชุมชนคอย ๆ เดินไป ระหว่างทางจะเกิดกระบวนการเรียนรู้ และต้องอยู่ในฐานทรัพยากรที่แท้จริงของชุมชน

        แม้กิจกรรม SCG รักษ์น้ำ 10,000 ฝาย ถวายพระเจ้าอยู่หัวจะสร้างฝายครบตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ แถมยังเสร็จก่อนกำหนดด้วยความร่วมแรงร่วมใจของพี่น้องในชุมชนหลายพื้นที่ทั่วประเทศ รวมทั้งอาสาสมัครและพนักงานเครือซิเมนต์ไทย แต่ภารกิจรักษ์น้ำนี้ก็ยังไม่เสร็จสิ้น ทั้งเครือซิเมนต์ไทยและชาวบ้านจะช่วยกันดูแลซ่อมแซมฝายที่สร้างแล้ว พร้อมกับเดินหน้าจะสร้างจิตสำนึกเรื่องสิ่งแวดล้อมและการอนุรักษ์น้ำให้หยั่งลึกลงในจิตใจของคนทุกคนเพื่อ “สร้างฝายในใจคน” ให้เกิดโดยเร็ววัน

หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์
ฉบับวันจันทร์ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2552 หน้า 4
 
< ก่อนหน้า   ถัดไป >
mod_vvisit_counterวันนี้728
mod_vvisit_counterเมื่อวานนี้745
mod_vvisit_counterรายเดือน4509
mod_vvisit_counterทั้งหมด558623