'พลิกผืนน้ำ คืนผืนป่า' 'เคปราชา' ร่วมสร้างพื้นที่ป่าชายเลน
ป่าชายเลน เป็นทรัพยากรที่มีคุณค่าทางด้านสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจและสังคม ประชาชนได้ใช้ประโยชน์จากป่าชายเลน ทั้งที่เป็นวัตถุดิบในการผลิต เป็นถ่านไม้ฟืน
นอกจากนี้ยังได้ใช้บริการด้านนิเวศวิทยาและสิ่งแวดล้อมด้วย โดยเป็นแหล่งอาหารและอนุบาลสัตว์น้ำวัยอ่อน เป็นแหล่งผลิตออกซิเจนในอากาศ ช่วยป้องกันพายุ คลื่นลม และป้องกันการพังทลายของชายฝั่ง
แต่ปัจจุบันเนื้อที่ป่าชายเลนได้ถูกเปลี่ยนสภาพไปใช้ประโยชน์ด้านอื่น ๆ ได้แก่ การทำนากุ้ง การขยายเมืองและแหล่งที่อยู่อาศัย การสร้างท่าเรือ ถนน และโครงสร้างพื้นฐานอื่น ๆ
ทำให้เนื้อที่ป่าชายเลนลดลงไปมากอย่างเห็นได้ชัด จากตัวเลขในช่วง 35 ปี ประเทศไทยมีป่าชายเลนเหลืออยู่เพียง 47 เปอร์เซ็นต์ จาก 2,219 ล้านไร่ ในปี 2504 เหลือเพียง 1,047 ล้านไร่ในปี 2539
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ได้ทรงเล็งเห็นและตระหนักถึงผลกระทบต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้น จากสภาพการเปลี่ยนแปลงที่เสื่อมโทรมของทรัพยากรและจำนวนพื้นที่ป่าไม้ที่ลดลงอย่างรวดเร็ว ในปี 2536 จึงมีพระราชดำริที่จะพระราชทานป่าไม้แก่ปวงชนชาวไทยทั่วทุกภาค
เพื่อการฟื้นฟูสภาพแวดล้อมและการพัฒนาคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น เนื่องในโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงครองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี ในปี พ.ศ.2539
ในวาระครบรอบ 1 ปีของ โรงแรมเคปราชา นอกจากจะมีกิจกรรมขอบคุณลูกค้ากลุ่มเป้าหมายรวมทั้งสื่อมวลชนที่ได้ให้การสนับสนุนมาโดยตลอด จึงเป็นโอกาสที่ บริษัทเกษมกิจ จำกัด ผู้บริหารโรงแรมในเครือเคปโฮเต็ล กรุ๊ป คันทารี่ กรุ๊ป และคามีโอ กรุ๊ป จัดกิจกรรมดี ๆ ที่โรงแรมเคปราชา จังหวัดชลบุรี เพื่อเป็นการของคุณชุมชนโดยรอบ
โดยเลือกการปลูกป่าโกงกางเพื่อสืบสานปณิธานในองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี
ได้เชิญคณะผู้สื่อข่าวร่วมปลูกป่าชายเลนที่ศูนย์ศึกษาธรรมชาติและอนุรักษ์ป่าชายเลน จ.ชลบุรี โดยได้รับความร่วมมือจากเจ้าหน้าที่ศูนย์ศึกษาธรรมชาติฯ และคณะนักเรียนจากโรงเรียนชลกันยานุกูล
ภูมิภัทร นาวานุเคราะห์ ผู้อำนวยการกลุ่มโรงแรมในเครือเคปโฮเต็ล กรุ๊ป เล่าถึงการเลือกปลูกป่าชายเลน เป็นกิจกรรม “พลิกผืนน้ำ คืนผืนป่า” วาระครบรอบ 1 ปี โรงแรมเคปราชา ว่า ปัจจุบันบริษัท เกษมกิจ จำกัด มีโรงแรม และเซอร์วิส อพาร์ตเมนต์ ที่ดำเนินกิจการอยู่ทั้งหมด 10 แห่ง กระจายอยู่ในเมืองใหญ่ ๆ ทั่วประเทศทั้งที่กรุงเทพฯ ภูเก็ต เชียงใหม่ ชลบุรี และระยอง
ที่ผ่านมาถือได้ว่าประสบความสำเร็จอย่างงดงาม ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากชุมชน รวมทั้งจากลูกค้ากลุ่มเป้าหมายในปี 2552 จึงเตรียมจะขยายสาขาเพิ่มขึ้นอีก 3 แห่ง คือ ที่จังหวัดระยอง พระนครศรีอยุธยา และที่อำเภอกบินทร์บุรีจังหวัดปราจีนบุรีจึงจัดงานนี้ขึ้นเพื่อเป็นการตอบแทนชุมชน ขอบคุณลูกค้า พร้อมทั้งสื่อมวลชล
“เราต้องการตอบแทนสังคม ซึ่งสิ่งหนึ่งที่พอจะช่วยได้ คือการร่วมเป็นอีกเสียงหนึ่งที่ช่วยรณรงค์เรื่องของธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เนื่องจากป่าชายเลนของภาคตะวันออกมีอัตราการลดลงอย่างรวดเร็วปัจจุบันลดลงไปแล้วกว่า 60-70% โดยเลือกศูนย์ศึกษาธรรมชาติ และอนุรักษ์ป่าชายเลน จังหวัดชลบุรี เป็นสถานที่ทำกิจกรรม แล้วชวนเจ้าหน้าที่ของโรงแรม คณะผู้สื่อข่าว และนักเรียนที่จังหวัดชลบุรีร่วมกันปลูกป่าชายเลน”
ภูมิภัทรบอกอีกว่า ปีนี้ปลูกต้นโกงกางไปแล้วทั้งสิ้น 400 ต้น แต่ไม่ใช่ว่าโครงการนี้จะเสร็จสิ้นไปเลยในทีเดียว เพราะในปีหน้าและปีต่อ ๆ ไปจะยังคงสานต่อกิจกรรมนี้ไปเรื่อย ๆ ซึ่งก็จะส่งผลดีต่อผืนป่าชายเลนของภาคตะวันออกในอนาคต
ด้าน น.ส.กนกวรรณ สกุลทรงเดช นักเรียนชั้น ม.5 จากโรงเรียนชลกันยานุกูลซึ่งเข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ กล่าวว่า วันนี้มาร่วมกิจกรรมเพราะเห็นว่าเป็นกิจกรรมที่เกิดประโยชน์ต่อสังคม ยิ่งทุกวันนี้สภาพแวดล้อมเริ่มแย่ลงเรื่อย ๆ ถ้าหน่วยงานเอกชนให้ความสำคัญกับสังคมและสิ่งแวดล้อมกันมากขึ้น ก็จะส่งผลดีกับโลกของเรา
ขณะที่ น.ส.เบญญา กำบุญเลิศ นักเรียนชั้น ม.5 จากโรงเรียนเดียวกัน กล่าวว่า สนุกกับกิจกรรมครั้งนี้ ถึงแม้จะมีฝนตกบ้างเล็กน้อย แต่โดยรวมก็ได้ความรู้ ได้ทำประโยชน์ให้ชุมชน มีวิทยากรคอยบรรยายประโยชน์ของป่าชายเลน ทำให้เราตระหนักได้ถึงภาวะที่น่าเป็นห่วงในปัจจุบัน ซึ่งถ้ามีการจัดกิจกรรมลักษณะนี้บ่อย ๆ ก็จะส่งผลดีต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมมากขึ้น
“เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่ส่งผลดีมาก ๆ และยิ่งภาคเอกชนซึ่งมีกำลังงบประมาณให้ความสำคัญ ก็จะทำให้ปัญหาได้รับการแก้ไข และเยียวยาได้เร็วยิ่งขึ้น” เบญญาบอกเหมือนจะจุดประเด็นให้คิด
อติโรจน์ โชติพรสวัสดิ์
หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับวันอังคารที่ 17 กุมภาพันธ์ พุทธศักราช 2552 หน้า 21 |
|