การเปลี่ยนทางจิตสู่ชีวิตที่ไม่ยุ่งยาก
จิตวิวัฒน์
มนุษย์ในสมัยหินคงมีความยุ่งยากในการดำรงชีวิตหรือความทุกข์น้อยกว่าเราในปัจจุบันมาก นั่น-ผู้เขียนคิดว่า เพราะความเจริญก้าวหน้า-ซึ่งคิดว่าเป็นความเสื่อมมากกว่า-ความทันสมัย เทคโนโลยีหรือแฟชั่น ฯลฯ พูดง่าย ๆ คือความเจริญนั่นเองที่ทำให้ชีวิตมนุษย์สมัยใหม่มีความยุ่งยากหรือความทุกข์
หากเราเชื่อตามที่นักวิทยาศาสตร์บางคนบอกเราเช่น โรเจอร์ สเปอรี หรือ จอห์น เอคเคิลส์ (นักวิทยาศาสตร์รางวัลโนเบลทั้งคู่) ว่าเป็นจิตที่คุมกาย ทั้งจิตก็ไม่ใช่สมองและไม่ได้อยู่ในสมองแห่งเดียว
ทุกวันนี้ แม้นักประสาทวิทยาเองอย่างน้อยหลายคนเชื่อว่า พฤติกรรมทั้งหลายทั้งปวงของเราไม่ว่าจะเป็นกายกรรม วจีกรรม หรือมโนกรรม (ใจหรือจิตใจ) ล้วนเป็นผลพวงการทำงานของจิตรู้หรือจิตสำนึกเป็นปฐม ซึ่งเป็นไปตามที่ศาสนาพุทธบอกเรามาเป็นพัน ๆ ปีแล้วว่า ชีวิตหรือสัตว์โลกนั้นประกอบด้วยรูปกับนามเท่านั้น โดยจะสอนว่า คำว่านามคือวิญญาณขันธ์ หรือตัวรู้ หรือจิตสำนึก หรือคือจิตที่ผ่านการบริหารโดยและที่สมองนั่นเอง สมองที่ทำให้จิตกลายเป็นนาม หรือการตื่นของจิตเพื่อเป็นนามที่พร้อมจะรู้
ผู้เขียนเชื่อร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าสมองไม่ใช่จิต จิตเพียงเข้ามาอยู่ในสสารวัตถุหรือรูปกายของชีวิตทุก ๆ ชีวิตแม้ในสัตว์เซลล์เดียว แต่สมองก็มีความจำเป็นที่สุดต่อวิวัฒนาการของจักรวาล โลก และชีวิต นั่นคือความสามารถในการบริหารจิตให้เป็นนามหรือตัวรู้ที่ ตื่น และพร้อมที่จะรู้ ซึ่งมีแต่เฉพาะในมนุษย์เท่านั้นที่มีวิวัฒนาการของชีวิตได้สมบูรณ์ที่สุด
คนไทยมักจะสบสนกันตรงเรื่องจิตซึ่งเป็นเรื่องยากที่สุดในโลก แถมเรายังทำให้มันยิ่งยากขึ้นไปอีก โดยเอาภาษาอังกฤษกับนิยามของนักจิตวิทยาฝรั่งมาใช้โดยไม่อ่านพุทธศาสตร์ในเรื่องของจิตเสียก่อน แล้วค่อยไปอ่านหรือเชื่อ ฟรอยด์ แอดเลอร์ หรือนักจิตวิทยาตะวันตกเพราะพุทธองค์เป็นนักจิตวิทยาที่เหนือกว่าใครเป็นไหน ๆ (Carl C. Jung Commentary in Evan-Wentz’s Bardo Thodol; 1927)
เรางงเพราะใช้ภาษาอังกฤษสุดแต่จะใช้คำไหน (mind, mental, soul, spirit consciousness, etc. หรือแม้แต่คำว่า unconsciousness as consciousness) ทั้ง ๆ ที่ฐานความรู้ในเรื่องของจิตที่ใช้ ๆ กันยังสับสนพอแรงอยู่แล้ว เราจึงใช้กันแทบจะมั่วไปหมด จนกระทั่งผู้อ่านสับสนหรือผู้ใช้บางทีก็สับสนเสียเอง
สำหรับผู้เขียนนั้น คำว่าจิตที่ไม่มีสร้อยต่อท้าย คือ จิตไร้สำนึกพื้นฐานของจักรวาล (cosmic consciousness ที่ คาร์ล จุง เรียก unconscious universal continuum) ซึ่งนักจิตวิทยาส่วนมากรวมทั้งผู้เขียนเชื่อว่า คือจิตไร้สำนึกที่เป็นจิต (unconsciousness as consciousness) นั่นคือ “เต๋า” ใน เต๋าแต็กเก็ง หรือวิญญาณในพุทธศาสนาในอีกความหมายหนึ่ง
อีกเรื่องหนึ่งที่เกี่ยวเนื่องกับบทความ คือเรื่องกระบวนทัศน์ใหม่ของสังคมอันเป็นพื้นฐานของวิวัฒนาการของจิตสู่วิญญาณ หรือรู้แจ้งของปัจเจกบุคคล ซึ่งเชื่อว่าการรู้แจ้งของปัจเจกนั้นจะนำไปสู่การ ตื่นรู้ของสังคมโดยรวม (collective) ในภายหลัง ซึ่งทั้งสอง-ปัจเจกและโดยรวม-คือเป้าหมายและจุดหมายปลายทางของมนุษย์และสังคมที่สำคัญที่สุด ทำให้ผู้เขียนต้องมาเป็นคอลัมนิสต์และเขียนบทความเกี่ยวกับเรื่องนี้-เพื่อที่อาจจะ ช่วยเหลือหรือเสริมเติม-ให้ผู้อ่านบางคนนำมาคิดหรือเป็นผลทางอ้อมให้ผู้นั้น ๆ สามารถเปลี่ยนแปลงจนเกิดวิวัฒนาการทางจิตสู่วิญญาณได้
จริง ๆ แล้ว เรื่องของการเปลี่ยนแปลงทางสังคมของโลกยิ่งใหญ่ หรือเรื่องของวิวัฒนาการทางจิตของมนุษยชาติหรือจักรวาลทัศน์นั้น เป็นสิ่งที่ผู้เขียนได้เขียนมาตั้งแต่เริ่มเขียนใหม่ ๆ และมาตอกย้ำด้วยหนังสือที่ชื่อบุพนิมิตกระบวนทัศน์ใหม่ ซึ่งเขียนลงในสื่อต่าง ๆ มาเมื่อสิบปีก่อนแล้ว
โดยผู้เขียนได้ย้ำว่าหากทุกคนไม่เปลี่ยนจิตและพฤติกรรมของตนได้ทันกับเวลา เผ่าพันธุ์ของเราอาจจะเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์เยี่ยงไดโนเสาร์ เพราะว่าผู้เขียนไม่เชื่อในเรื่องของความบังเอิญ ซึ่งไม่เคยมีและมีไม่ได้ ถ้าหากผู้ใดสังเกตให้ถ้วนถี่ถึงประวัติศาสตร์และหลักฐานทางโบราณคดีอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ที่แท้จริงของการเปลี่ยนแปลงรูปแบบทางสังคมและชีววิวัฒนาการของสัตว์จนกระทั่งเป็นมนุษย์
และจงอย่าลืมว่า จิตของมนุษย์ปัจจุบันนั้นได้ผ่านจิตตาวิวัฒนาการ (เช่นเดียวกับชีววิวัฒนาการแต่ช้ากว่า) จนแตกต่างกันกับจิตของมนุษย์ดึกดำบรรพ์ หรือมนุษย์เดินตัวตรง (Homo erectus) อย่างมาก
ทั้งหมดที่กล่าวมานั้น ดูจะเป็นประดุจประหนึ่งว่ามนุษย์เรามาอยู่ที่นี่เพราะจักรวาลต้องการเช่นนั้น (cosmologic anthropic principle) ดังที่นักวิทยาศาสตร์ยุคใหม่จำนวนไม่น้อยเลยเชื่อ รวมทั้งผู้เขียนเพราะว่าผู้เขียนคิดเป็นอย่างอื่นไม่ออกจริง ๆ
ถ้าเป็นเช่นนั้น นายบารัค โอบามา – หนุ่มผิวสีที่ชูนโยบายการเปลี่ยนแปลง (change) ที่ผู้เขียนเชื่อว่า เขาอาจหมายถึงการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและสังคมของประเทศและการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและสังคมของประเทศและการเปลี่ยนแปลงทางจิตและพฤติกรรมของประชาชนอเมริกัน-ที่ชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกาเหนือคู่ต่อสู่อย่างถล่มทลาย-ซึ่งต้องคอยดูกันต่อไปว่า โอบามาจะสามารถเปลี่ยนแปลงประเทศรวมโลกได้ทันกับเวลาหรือไม่และอย่างไร
อย่าลืมว่า ไม่ว่าจะมีผู้รักหรือรังเกียจสหรัฐอเมริกาสักเท่าไร ก็มิได้ทำให้การเป็นผู้นำโลกของสหรัฐต้องเปลี่ยนสถานภาพไป เพราะว่าสหรัฐคือผู้ชนะสงครามโลกครั้งที่สองแต่เพียงประเทศเดียวโดยประเทศแทบไม่บอบซ้ำเลย
และยิ่งไปกว่านั้น เป็นสหรัฐประเทศเดียวจริง ๆ ที่ริเริ่มทำร้ายและทำลายระบบนิเวศโลกกับทรัพยากรธรรมชาติว่าด้วยความเจริญก้าวหน้า (ที่ผู้เขียนคิดว่าเป็นความเสื่อมสลายหายนะของโลก) ด้วยเทคโนโลยีและระบบเศรษฐกิจทุนนิยมโลกานุวัตรที่พ้องจองกับกิเลสตัณหาของมนุษย์
ถ้าหากเรามองจากวิวัฒนาการของจักรวาล ของโลก และของมนุษย์กับสังคม เราคงไม่สามารถที่จะมองข้ามหรือขจัดข้อสันนิษฐานของนักฟิสิกส์แห่งยุคใหม่ (cosmological anthropic principle) ออกไปได้ทั้งหมด คือเป็นไปได้ที่จักรวาลซึ่งมาจากหนึ่ง (singularity) อาจสามารถรับรู้ความผันผวน หรือความฉิบหายที่เกิดขึ้นกับดาวนพเคราะห์โลกของเราที่อยู่ในจักรวาลเดียวกัน
ความล่มสลายหายนะที่เกิดจากเทคโนโลยีและระบบเศรษฐกิจเสรีอันมีอเมริกาเป็นผู้ริเริ่ม และตามด้วยกระแสโลกานุวัตรในประเทศต่าง ๆ รวมทั้งประเทศไทยนั้นได้ส่งผลให้กระบวนการวิวัฒนาการกระทบกระเทือนไปทั่วจักรวาลจริง ๆ
ไม่ว่าจะเป็นผลของเศรษฐกิจหรือระบบสังคมการเมืองซึ่งกำลังเป็นปัญหาและวิกฤตของทุกประเทศในโลก โดยไร้ทางแก้ไขใด ๆ ทางรูปร่างกายภาพหรือวัตถุ (physical) ให้กลับไปเหมือนเดิมได้ทั้งสิ้น-ความเถลไถลเฉไฉผิดไปจากธรรมชาติอันเป็นความยุ่งยากทั้งหลายนั้นเกิดขึ้นด้วยตัวเราเอง จึงตัวเราเท่านั้นที่จะต้องเป็นผู้แก้ไข
หนังสือขายดีมาก ๆ ของ ดเวน เอลยิ่น – นักจิตวิทยาที่นับถือพุทธศาสนา ซึ่งปัจจุบันมีนักจิตวิทยาที่หันมานับถือจำนวนมากขึ้นรองจากนักฟิสิกส์ยุคใหม่-ชื่อ การดำรงชีวิตที่เรียบง่ายโดยสมัครใจ (Duain Elgin: Voluntary Simplicity, 1993) ซึ่งทำให้ชาวอเมริกันสร้างวัฒนธรรมในการเคลื่อนไหวที่เรียกว่า ”ขบวนการมีชีวิตที่เรียบง่าย” ขึ้นมาขบวนการหนึ่งอันมีสาระสำคัญดังต่อไปนี้
1.ให้หาเพื่อนหรือหาเด็ก ๆ ในการใช้เวลาและพลังงานของตัวเอง เพื่อให้ตัวเองมีพฤติกรรมที่เรียบง่ายด้วยตัวเองและร่วมกัน เช่น การเดิน การเล่นดนตรี เข้าค่าย หรือกินอาหารง่าย ๆ ร่วมกัน 2.ในการทำอะไรในชีวิตประจำวันของตนเอง ทั้งทางกาย อารมณ์ จิตใจ และจิตวิญญาณ ให้ทำด้วยความสงบและรู้ตัว 3.คิดถึงและอ่อนไหวต่อธรรมชาติของโลกเสมอ ๆ 4.รู้สึกเห็นใจและเต็มใจช่วยเหลือชาวโลกผู้ยากไร้หรือลำบาก 5.ขจัดและเปลี่ยนแปลงนิสัยในการหาและการมีอุปกรณ์ที่เป็นแฟชั่นและทันสมัยส่วนตัวลงไปให้มากที่สุด คงไว้เฉพาะที่จำเป็นทนทานและซ่อมง่าย 6.หลีกเลี่ยงอาหารฟุ่มเฟือยและไร้คุณค่า กินอาหาร “สุขภาพ” ที่เรียบง่ายและหาง่ายตามธรรมชาติ เช่น ผักและผลไม้ 7.ลดและบริจาคเสื้อผ้า หนังสือ และของใช้ส่วนตัวให้เป็นนิสัย 8.หมุนเวียน ซ่อมแซม นำมาใช้ของเก่าที่ยังใช้ได้ 9.ใช้สิ่งแวดล้อมแต่น้อยอย่างมีคุณค่า โดยคำนึงถึงการฟื้นตัวของมันเสมอ 10.เดินทางไปไหน ๆ ใช้การขนส่งสาธารณะจักรยานหรือเดินเอา และผู้เขียนขอเพิ่มอีกสองอัน คือ 1.ลดการดูทีวีและคอมพิวเตอร์ที่ไม่ได้ประโยชน์ลงให้มากที่สุด 2.คบแต่บัณฑิต ไปวัดหรือสุเหร่าหรือโบสถ์ และรู้จักปฏิเสธเสียบ้าง
คิดว่า หากเราสามารถทำได้ทั้ง 12 ข้อ เราอาจเรียกว่าเป็นคนที่ดำรงชีวิตอยู่กับความเรียบง่ายได้หรือท่านผู้อ่านท่านใดคิดออกต่อจากที่เขียนมาทั้งหมดก็ยิ่งดี
ปัญหาอยู่ที่ “ความสมัครใจ” เพราะความเรียบง่ายหรือพฤติกรรมทั้งหลายแหละของมนุษย์เรา ทั้งหมดเป็นเรื่องของจิต (รู้) ที่ควบคุมการ วาจา และจิตใจ
อย่าลืมว่า นักวิทยาศาสตร์ทางจิตส่วนหนึ่ง รวมทั้งในความหมายของผู้เขียนที่เขียนมาตลอดมา จะมองจิตใจ-ที่รวมการรับรู้ ความรู้สึก อารมณ์ ความคิด จินตนาการ และความจำเป็นอันเป็นจิตรู้หรือจิตสำนึกซึ่งเป็นจิตที่ผ่านการบริหารที่สมองไปเรียบร้อยแล้ว
สำหรับผู้เขียนที่เขียนมาตลอดนั้น คำว่าจิตไม่มีสร้อยต่อท้าย จะเป็นจิตไร้สำนึก (unconsciousness as consciousness) ดังที่ได้กล่าวมาแล้วเท่านั้น นั่นคือจิตที่อยู่ในทุกที่ว่างของจักรวาลที่เข้ามาอยู่ในสมอง และบริหารพร้อมทั้งวิวัฒนาการที่และโดยสมอง
ประสาน ต่างใจ http://www.thaissf.org แผนงานพัฒนาจิตเพื่อสุขภาพ มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ สนับสนุนโดย สำนักงานกองทุน สนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)
หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับวันเสาร์ที่ 7 มีนาคม พุทธศักราช 2552 หน้า 9 |
|