พลังงานทางเลือก เพื่อทางรอดของคน “พลกรัง”
รู้ทันพลังงาน
•...ศศิธร อบกลิ่น โครงการจัดทำแผนพลังงานชุมชนกระทรวงพลังงาน
ในสภาพชุมชนขนาด 8 หมู่บ้าน 1,200 ครัวเรือน ประชากรราว 4,000 คน ของ ต.พลกรัง อ.เมือง จ.นครราชสีมา ชุมชนเกษตรกึ่งอุตสาหกรรม ที่ส่วนใหญ่ทำอาชีพเกษตร ทำนา ปลูกผัก ปลูกมันสำปะหลังและปศุสัตว์ขนาดเล็ก ชุมชนนี้เข้ามาร่วมโครงการแผนพลังงานชุมชนเมื่อปี 2550 ในช่วงที่ได้รับผลกระทบจากภาวะน้ำมันแพงกันถ้วนหน้า จึงนับเป็นโอกาสดีที่ทำให้ชุมชนนี้ตื่นตัวและสนใจเรื่องพลังงานทดแทน โดยมี อบต.พลกรัง และแกนนำจากหลายหมู่บ้านเดินหน้าทำเป็นตัวอย่าง
โดย 3 เทคโนโลยีพลังงานที่ถูกนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันอย่างแข็งขันด้วยเห็นว่าเป็นประโยชน์และพวกเขาทำได้ คือ การทำก๊าซชีวภาพจากมูลสัตว์สำหรับบ้านที่เลี้ยงวัว ขณะเดียวกันในกลุ่มผู้สูงอายุก็สนใจที่จะนำเศษพืช ผัก ผลไม้ หรือแม้แต่ใบไผ่ มาเผาทำถ่านอัดแท่งหรือเชื้อเพลิงเขียวอัดแท่ง เป็นกิจกรรมออกกำลังกายเสริมรายได้ในวัยเกษียณ อีกทั้งบางบ้านก็นำเตาเผาถ่านถัง 200 ลิตร ไปใช้เผาถ่านจากกิ่งไม้ขนาดเล็ก และยังได้น้ำส้มควันไม้
ทั้งสามเทคโนโลยีมีต้นแบบจริงจังทำต่อเนื่อง และแม้ตอนนี้น้ำมันราคาถูกลงก็ยังยืนยันจะทำต่อไป เพราะพิสูจน์แล้วว่า ผลที่ได้นั้น “คุ้มค่า” โดยมีปัจจัยสำคัญที่ทำให้ ต.พลกรัง กรายเป็นแหล่งเรียนรู้ดูงานด้านพลังงานที่มีชื่อเสียง มีคนจากชุมชนทั้งในพื้นที่และจังหวัดห่างไกลมาดูงานเสมอเป็นผลจากการมีผู้นำที่เอาจริงเอาจังและสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง ทั้งนายก อบต.และแกนนำรวมทั้งผู้ใหญ่บ้านที่เอาไปทำให้ลูกบ้านเห็นเป็นแบบอย่าง
อย่างเช่น ที่บ้านของนายสุนทรและนางประกอบ สุวรรณปักษ์ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 8 ต.พลกรัง เป็นต้นแบบการผลิตไบโอก๊าซจากมูลสัตว์ใช้ในครัวเรือนแทนการใช้ก๊าซหุงต้มและใช้ในชีวิตประจำวันได้จริงมากกว่า 2 ปี และแม้ว่าตอนนี้ราคาน้ำมันจะถูกลงกว่าช่วงที่ผ่านมามาก ผู้ใหญ่สุนทรก็ยืนยันว่าจะไม่กลับไปใช้ก๊าซหุงต้มที่ต้องซื้ออีก ด้วยพิสูจน์แล้วว่าครอบครัวประหยัดไปได้มากในหลาย ๆ เรื่องจากผลพลอยได้ที่เกิดขึ้นและตอนนี้ก็มีอีกกว่า 8-10 ครอบครัวที่ทำเหมือนกับตน
ผู้ใหญ่สุนทร บอกว่า ตอนนี้ที่บ้านมีวัวอยู่ราว 7 ตัว ก่อนหน้านี้ ทางสำนักงานส่งเสริมการเกษตร เข้ามาส่งเสริมให้ทำโครงการบ่อหมักก๊าซชีวภาพ ซึ่งในการทำให้ได้ผลต้องดูแลใส่ใจ ต้องเติมมูลทุกวันและคอยสังเกตไม่ให้เกิดการรั่วซึม ซึ่งจะมีผลต่อปริมาณการเกิดก๊าซที่จะเอามาใช้ประโยชน์
แต่ในช่วงนั้นเรายังไม่รู้สึกว่าราคาน้ำมันมีผลกระทบต่อชีวิตมากจึงไม่ได้ทำต่อเนื่องทำให้บ่อตาย แต่เมื่อพลังงานมีโครงการมาและทำให้เกิดความเข้าใจอย่างถ่องแท้ จึงกลับมาทำอีกครั้งและก็พบว่าช่วยประหยัดได้จริง ๆ และไม่ใช่เรื่องยุ่งยาก
เช้าขึ้นมาเราก็ต้องกำจัดมูลสัตว์ในคอกอยู่แล้ว เพียงเอามาแค่ 2-3 ถังเล็ก ๆ มาเติมบ่อแค่นั้น ส่วนที่เหลือก็เอาไปทำปุ๋ยไว้ใช้ในแปลงนา ในสวนได้อีก ไม่เพียงต้นทุนค่าก๊าซหุงต้มที่ทุกวันนี้ไม่ต้องซื้อมาใช้เลย เพราะก๊าซชีวภาพจากบ่อหมักที่ได้นั้นเพียงพอสำหรับการทำอาหารในแต่ละมื้อ เวลาประมาณ 45-90 นาที ทำให้ครอบครัวมีรายได้มากขึ้นจากค่าใช้จ่ายพลังงานลดลงมาก และแก้ปัญหากลิ่นจากมูลสัตว์ที่เคยรบกวนเพื่อนบ้านได้ด้วย
อีกหนึ่งเทคโนโลยีพลังงานทดแทน ที่บ้านของนายเจริญชัย ทวีพุดชา ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 7 ก็เป็นต้นแบบของศูนย์เรียนรู้ด้านพลังงาน เตาเผาถ่านถัง 200 ลิตร โดยในบริเวณบ้านที่ร่มครึ้มไปด้วยต้นไม้น้อยใหญ่ รวมทั้งพืชผักสวนครัวที่ปลูกอยู่หลายชนิดนั้น ผู้ใหญ่เจริญชัย ทำเตาเผาถ่านถัง 200 ลิตรไว้ใต้ต้นมะขามขนาดใหญ่ ในบริเวณที่เคยเป็นหลุมเผาถ่านเก่ามาก่อน
ผู้ใหญ่เจริญชัย บอกว่า ที่บ้านและในชุมชนก็จะมีเศษกิ่งไม้เยอะ พอพลังงานนำเตาเผาถ่านแบบนี้มาแนะนำและลองทำให้ดูก็สนใจและเห็นว่าเหมาะที่จะนำมาใช้จึงนำมาทดลองทำทั้งแบบตั้งและแบบนอนและเวลาเผาเราก็เก็บน้ำส้มควันไม้ไว้ใช้ด้วย แต่น้ำส้มควันไม้ที่จะนำไปใช้ให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุดนั้น ควรเก็บไว้อย่างน้อย 3 เดือน ซึ่งจะสังเกตว่าน้ำส้มควันไม้ที่เก็บไว้นั้นจะเป็นสีใส แต่น้ำส้มควันไม้จากถ่านไม้แต่ละชนิดก็จะมีความเข้มของสีต่างกัน ที่บอกได้อย่างนี้เพราะเวลาเก็บน้ำส้มควันไม้แต่ละครั้งจะเขียนไว้ข้างขวดว่าจากถ่านไม้อะไร เก็บเมื่อวันเดือนปีอะไรไว้ข้างขวดสมกับเป็นนักวางแผนพลังงานตัวจริง ที่ชาวบ้านใกล้เรือนเคียงมาขอสูตร ขอความรู้กันอยู่เสมอ
เช่นเดียวกับ กลุ่มผู้สูงอายุอีก 4-5 คนในละแวกใกล้เคียง ที่มี “ลุงอยู่” หรือนายอยู่แขมพลกรัง เป็นแกนนำ สร้างกิจกรรมพลังงานทดแทนให้เหล่าผู้สูงอายุชายหญิงในหมู่บ้านที่อยู่บ้านเลี้ยงหลานพอมีเวลาว่างบ้างก็มารวมตัวกันทำถ่านอัดแท่ง เป็นกิจกรรมออกกำลังกายสร้างรายได้ ภายหลังพลังงานมาให้ความรู้และพาไปดูงาน เกิดสนใจและลองทำ พบว่าถ่านอัดแท่งที่ได้นั้นมีคุณสมบัติคล้ายกับถ่านธรรมดาแต่ให้ความร้อนได้นานกว่าถ่านธรรมดาเสียอีก และไม่ทำให้เกิดมลพิษ
จึงเกิดการจัดตั้งเป็นกลุ่มถ่านอัดแท่งขึ้นมา โดยนำกิ่งไม้ เศษหญ้า ใบไม้ แกนข้าวโพดและอื่น ๆ ที่นำมาเผาได้ นำมาเผาหรือเศษผงถ่านที่เหลือจากการผลิตเครื่องปั้นดินเผา นำมาบดให้ละเอียด ผสมกับผงถ่านของกะลามะพร้าวคลุกกับแป้งมันเล็กน้อยแล้วปั้นเป็นแท่งถ่าน ก็จะได้ถ่านที่มีคุณสมบัติติดไฟง่าย ไม่มีควัน และยังทดสอบด้วยว่าในการใช้แต่ละครั้งสามารถให้ความร้อนนานถึง 2 ชั่วโมงทีเดียว
“ลุงอยู่” บอกว่า รวมกลุ่มทำกันมายังไม่ถึง 2 ปี แต่ผลตอบรับดีมาก ทางอบต.พลกรัง ก็ช่วยหาแหล่งจัดจำหน่ายให้ ทำให้ผู้ร่วมโครงการมีเงินเพิ่มมากขึ้น โดยมีราคาขายกิโลกรัมละ 12-15 บาท ทางด้านลุงอยู่ก็คิดค้น ผลิตเครื่องมือที่ทำได้ง่าย ราคาถูกและผลิตเอง การทำงานก็จะใช้แรงคนอัดและใช้ความคิดในการทำงาน การใช้แรงในการทำงานนี้ทำให้ได้ออกกำลังกายไปในตัวเครื่องมืออัดแท่งถ่านที่ลุงอยู่ประดิษฐ์ขึ้นนั้นมีหลายขนาด ตั้งแต่ทำได้ครั้งละ 1 ก้อน ในช่วงแรก ๆ ตอนนี้สามารถทำได้ถึงครั้งละ 9 ก้อน
นายชู พฤฒิวณิชกุล นายกองค์การบริหารส่วนตำบลพลกรัง กล่าวว่า การมีโครงการแผนพลังงานชุมชนเข้ามา อบต.พลกรัง มองเป็นโอกาสที่พลังงานเข้ามาเป็นตัวช่วยทำให้ชาวบ้านเกิดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องพลังงานและสิ่งแวดล้อมที่ใกล้ตัวเขา ทำให้เห็นทางเลือกในการจัดการด้านพลังงานสำหรับชุมชน ทำให้ชาวบ้านตื่นตัวเรื่องพลังงานมีความรู้ความเข้าใจกันมากขึ้นและรู้ว่าจะสร้างพลังงานทดแทนขึ้นมาใช้เองได้อย่างไร และตอนนี้เราก็มีต้นแบบอยู่ในหลายหมู่บ้านและกำลังขยายไปสู่โรงเรียนเพื่อให้เด็กได้เรียนรู้เรื่องการทำพลังงานทดแทนด้วย
“ที่เราภูมิใจ คือ หลายหน่วยงานเข้ามาช่วยกันทำทั้งเกษตรที่มาทำเรื่องบ่อหมักก๊าซชีวภาพอยู่แล้ว ต่อมาพลังงานจังหวัดก็เข้ามาช่วยเรื่องเทคโนโลยี ด้านความรู้ เทคนิควิธีการทำต่าง ๆ ให้เกิดผลขึ้นมา รวมทั้งศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนก็มาช่วยด้วย อย่างเช่นการทำบ่อหมักก๊าซชีวภาพก็เป็นการเข้ามาสนับสนุนเงินทุนร่วมกันทั้ง อบต.และหน่วยงานอื่น รวมทั้งตัวเจ้าของบ้านที่จะเป็นต้นแบบ เพื่อให้มีความเป็นเจ้าของรวมกัน ไม่ใช่การให้เปล่า ก็ให้เขาคืนเงินมาในรูปของมูลสัตว์ แล้ว อบต.ก็เอามูลสัตว์นั้นมาเข้าโรงปุ๋ยชีวภาพทำออกมาให้ชาวบ้านยืมไปใช้โดยมูลสัตว์ 1 ถุงปุ๋ย ราคาถุงละ 15 บาท (ปุ๋ยแห้งเอามาส่งที่โรงปุ๋ย แต่ปุ๋ยสด มูลสัตว์ เอาไปเติมบ่อหมักก๊าซชีวภาพ)”
ตอนนี้พฤติกรรมของคนในชุมชนเริ่มเปลี่ยนแปลงไปบางแล้ว เช่น กลุ่มปลูกผัก ก็ใช้ปุ๋ยคอกร่วมกับปุ๋ยชีวภาพ ถือเป็นการจัดการสิ่งแวดล้อมไปด้วย และการทำเรื่องพลังงานทดแทนจะทำให้เป้าหมายของ อบต.ที่อยากส่งเสริมการทำเกษตรชีวภาพในพื้นที่นั้นเกิดขึ้นได้ในระยะต่อไป โดยปีนี้จะส่งเสริมการใช้กาซชีวภาพและการอบรมสร้างวิทยากรท้องถิ่นให้มากขึ้น
นายจักร ศรีพนม นักวิชาการประจำสำนักงานพลังงานจังหวัดนครราชสีมา ผู้รับผิดชอบโครงการแผนพลังงานชุมชนกล่าวว่า หลังจากชาวบ้านมีความเข้าใจเรื่องพลังงานมากขึ้น และมั่นใจที่จะนำทรัพยากรที่มีมากในบ้านในชุมชนมาทำพลังงานทดแทนขึ้นใช้เอง และยิ่งมีคนมาดูงานมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้พวกเขายิ่งรู้สึกภาคภูมิใจและมุ่งมั่นที่จะทำอย่างจริงจังต่อไปจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน และยินดีบอกต่อ สอนให้คนอื่นได้ทำเป็นบ้าง
“จุดแข็งของชุมชนกับเรื่องพลังงาน เท่าที่มองเห็น ส่วนหนึ่งคือผู้บริหารของชุมชนโดยตัวนายกอบต.และแกนนำเห็นประโยชน์และทำจริง สู้ไม่ถอย แม้บางช่วงจะเกิดปัญหาก็พยายามปรับปรุง แก้ไขจนประสบความสำเร็จและเกิดการยอมรับ”
วันนี้กิจกรรมพลังงานทดแทนที่เกิดขึ้นและเทคโนโลยีพลังงานที่ชุมชนนำไปใช้กำลังขยายผลสร้างการเปลี่ยนแปลงขึ้นในหลายหมู่บ้านของ ต.พลกรัง ดินแดนแห่งความอุดมสมบูรณ์แต่จะไม่ฟุ่มเฟือยเรื่องพลังงาน
หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันจันทร์ที่ 2 มีนาคม พ.ศ.2552 หน้า B6 |
|