บทบัญญัติในรัฐธรรมนูญและกฎหมาย ที่ยังละเลยมิได้นำมาใช้แก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม
ทรัพยากรธรรมชาติเป็นฐานสำคัญยิ่งที่สนับสนุนการดำรงอยู่ของชุมชนตลอดจนความมั่นคงของสังคมและประเทศชาติ
ทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์หมายถึง สิ่งแวดล้อมของแต่ละชุมชนมีคุณภาพดี คุณภาพสิ่งแวดล้อมที่ดีและความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติส่งผลให้เกิดการกินดีอยู่ดี สุขภาพการดี ร่างกายแข็งแรง สุขภาพจิตดี มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ แบ่งปันช่วยเหลือเกื้อกูลกัน
เมื่อประชาชนกินดีอยู่ดี ชุมชนในแหล่งธรรมชาติที่มีความอุดมสมบูรณ์ จะมีความเข้มแข็ง เพราะเหตุที่ทรัพยากรอุดมสมบูรณ์สมาชิกในชุมชนนั้น ๆ จะไม่ต้องใช้เวลาทำมาหากินมากและมีเวลาร่วมกันคิดและปรึกษาหารือมีทางเลือกในการหาทางออกเพื่อแก้ปัญหาที่กำลังประสบอยู่ สามารถดูแลช่วยเหลือกันเองในชุมชนได้ และอาจช่วยเหลือชุมชนอื่น ๆ ได้ด้วย ส่งผลให้เกิดความเข้มแข็งและมั่นคงของประเทศชาติในที่สุด
ยุคทาสและอาณานิคมหวนกลับมาในรูปแบบใหม่ ทำให้เกิดการฉกฉวยโอกาสแย่งชิงทรัพยากรจากชุมชน
โดยกลุ่มการลงทุนที่หวังผลกำไรมาก ในช่วงเวลาสั้น ๆ อาศัยช่องโหว่ ช่องว่างในกฎหมาย และระบบราชการ อาศัยศักยภาพที่สูงกว่าในการเข้าข้อมูลข่าวสาร ตลอดจนการสร้างความสัมพันธ์เชิงผลประโยชน์กับผู้ที่เกี่ยวข้องกับการตัดสินใจทุกระดับเข้าไปผูกขาด ครอบครองแหล่งทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งชุมชนในท้องถิ่นต่าง ๆ พึ่งพาเพื่อค้ำจุนครอบครัวอยู่ โดยอ้างความจำเป็นเรื่องความเจริญของบ้านเมือง การสร้างบรรยากาศการลงทุน และการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ
การเสริมความเข้มแข็งให้ชุมชนในท้องถิ่นต่าง ๆ ได้มีโอกาสรับรู้ เข้าใจสถานการณ์การฉกฉวยโอกาสแย่งชิงทรัพยากรมีความจำเป็น ที่จะช่วยทำให้ลดกระแสการแย่งชิงและการเผชิญหน้ากันในชุมชน และระหว่างชุมชนกับกลุ่มทุนต่างถิ่นลง ให้อยู่ในระดับสามารถทำการเจรจาต่อรองและทำความเข้าใจอย่างเท่าเทียมกันถึงความจำเป็น ผลประโยชน์ และผลกระทบที่แท้จริง ตลอดจนทางเลือกและการแก้ไขผลกระทบ ในระหว่างกลุ่มต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง
แต่โดยธรรมชาติแล้ว ด้วยความอุดมสมบูรณ์ของผืนแผ่นดินไทย ทำให้คนไทยส่วนใหญ่ไม่มีความจำเป็น ต้องเข้มงวดกับนักลงทุนประเภทฉกฉวยโอกาส เข้ามาแย่งชิง น้ำ ป่า ดิน ฯลฯ หรือแม้แต่อากาศที่หายใจเข้าไป
การเผลอไผลชั่วข้ามคืน คิดว่าฝรั่งหรือญี่ปุ่นนักล่าอาณานิคมกลับไปหมดแล้วไทยกำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่คือการลงทุนทำอุตสาหกรรมและการค้า โลกเสรีที่ทุกคนมีโอกาสเท่า ๆ กัน ทำให้ประเทศไทยหันหลังให้การหวงแหนดูแลทรัพยากร ก้าวข้าไปสู่นรก ตกเป็นทาสของนักล่าทรัพยากร สูบเข้าไปจนหมดไม่มีสมบัติอะไรเหลือ
ยังซ้ำรายต้องแบกหนี้สิน และทนทุกข์ทรมานจากโรคร้ายต่าง ๆ ทั้งร่างกายและจิตใจ
ถึงแม้จะมีพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535 ที่ให้อำนาจไว้มากมาย ถึงขนาดกำหนดให้นายกรัฐมนตรีเป็นประธานคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ และกรรมการซึ่งประกอบด้วยรัฐมนตรีเกือบทุกกระทรวงสามารถสั่งการหรือออกพระราชกฤษฎีกาบังคับควบคุมเหตุร้ายแรงได้ทันที
แต่ยังไม่เคยเห็นรัฐบาลในยุคใด ใช้อำนาจอันล้นมือดังกล่าว
การกระตุ้นให้ชุมชนในท้องถิ่นต่าง ๆ เกิดความเข้าใจกระบวนการแย่งชิงทรัพยากร นโยบายของรัฐ การลงทุนของนักลงทุน การบริหารจัดการภายในชุมชนเองให้มีศักยภาพทัดเทียมกันกับผู้ฉวยโอกาสผู้ซึ่งเข้ามาผูกขาดการใช้ทรัพยากร จึงเป็นส่วนสำคัญที่นำไปสู่การนำเสนอทางออกและทางเลือกของชุมชนท้องถิ่นต่อรัฐบาลเพื่อให้เกิดการปรับกระบวนการบริหารบ้านเมืองมิให้ไปสู่การผูกขาดอำนาจ แต่ควรผลักดันให้หันกลับมาเป็นการรับฟังและตกลงกันได้อย่างเปิดเผยโดยต่างฝ่ายต่างได้ประโยชน์ร่วมกัน ทั้งชุมชน ผู้ลงทุน และภาครัฐจึงเป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่ง
รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 มาตรา 67 ระบุถึงสิทธิของบุคคลที่จะมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ ใช้ประโยชน์และคุ้มครอง ส่งเสริมรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ เพื่อให้ดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างปกติไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพอนามัย สวัสดิภาพ และคุณภาพชีวิตของตน
มาตรานี้ยังมีเนื้อหาสำคัญอีกสองประเด็น คือ กิจกรรมที่ส่งผลกระทบรุนแรงต่อชุมชนทั้งด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ก่อนดำเนินการ ต้องศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมและผลกระทบต่อสุขภาพ รวมทั้งต้องรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน และให้องค์กรอิสระด้านสิ่งแวดล้อมให้ความเห็นก่อนการดำเนินการ และยังให้สิทธิผู้เสียหายฟ้องผู้ละเมิดมาตรา 67 ให้ปฏิบัติตามมาตรานี้ด้วย
จะเห็นว่ากลไกในการควบคุมและยับยั้งมีอยู่อย่างเหลือล้น แต่มันใช้การไม่ได้ จึงต้องเดินทางอ้อมโลก ไปอาศัยอำนาจศาลปกครอง
รัฐธรรมนูญ มาตรา 67 ส่งผลให้เกิดการเพิ่มอำนาจต่อรองของภาคประชาชน ภาครัฐ และผู้ลงทุนให้เข้าใจและเห็นด้วย และนำไปสู่การออกใหม่และปรับปรุงพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้องต่าง ๆ โดยเฉพาะพระราชบัญญัติองค์กรอิสระด้านสิ่งแวดล้อมและการปรับแก้ไขพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535 ให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญมาตรา 67
สาระสำคัญใน พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535 ที่เป็นอุปสรรคต่อการคุ้มครองทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมีอยู่หลายประการจนทำให้ประชาชนในท้องถิ่นต่าง ๆ ขาดความเชื่อถือหน่วยงานของรัฐที่ไม่สามารถใช้อำนาจตามกฎหมาย ป้องกันความเสียหายพิสูจน์ความเสียหาย หาผู้รับผิดชอบตามกฎหมาย และรับผิดชอบชดเชยหรือชดใช้ความเสียหายจากผลกระทบของโครงการต่าง ๆ จนเกิดความหวาดระแวง หวาดผวาโครงการต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
เกิดการรวมตัวประท้วงหน่วยงานของรัฐผู้เป็นเจ้าของโครงการและผู้อนุมัติโครงการ เช่น นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด โรงไฟฟ้าแม่เมาะ โครงการเขื่อนปากมูล ฝายราษีไศล เขื่อนแก่งเสือเต้น ท่อก๊าซ จ.กาญจนบุรี และที่ อ.จะนะ จ.สงขลา
ต่อต้านการลงทุนต่าง ๆ ของภาคธุรกิจ เช่น โรงถลุงเหล็ก อ.บางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์ โรงไฟฟ้า โรงงาน บ่อทิ้งขยะ เหมืองระเบิดหิน และนิคมอุตสาหกรรมต่าง ๆ ฯลฯ
หมวดสำคัญใน พ.ร.บ. ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมที่จำเป็นต้องแก้ไขเช่นหมวดรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมซึ่งต้องปรับแก้ให้เกิดกระบวนการจัดทำ พิจารณาอนุมัติ
การควบคุมให้ปฏิบัติตามมาตรการลดผลกระทบสิ่งแวดล้อมให้มีระดับมาตรฐานดีขึ้นด้วยวิธีการที่เปิดเผยโปร่งใสและเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมรับรู้และแสดงความคิดเห็นจนได้ข้อยุติว่าผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากโครงการใด ๆ ลดลง หรือมีอยู่น้อยในระดับที่ตกลงยอมรับกันได้ หรือไม่มีผลกระทบเลย
หมวดว่าด้วยคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ต้องแก้ไขในส่วนสัดส่วนของกรรมการซึ่งเป็นผู้แทนองค์กร และภาคประชาชนที่เป็นผู้แทนเครือข่ายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้มากขึ้นรวมทั้งในหมวดมาตรการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม
และหมวดกองทุนสิ่งแวดล้อมควรปรับให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น
และควรปรับสองหมวดนี้ให้ส่งเสริมซึ่งกันและกัน คือประชาชนมีส่วนร่วมช่วยภาครัฐติดตาม ตรวจสอบ และหาข้อยุติแบบตกลงกันได้ ไม่เกิดความขัดแย้งนำไปสู่การแตกแยกและเผชิญหน้ากันดังที่ปรากฏมากขึ้นเรื่อย ๆ กระจายไปทั่วประเทศในปัจจุบัน
เมื่อ พ.ศ.2546 กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมโดยรัฐมนตรีประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ได้ตั้งคณะทำงานปรับแก้พระราชบัญญัติและระเบียบต่าง ๆ แต่เมื่อพ้นจากตำแหน่งไปจนถึงปัจจุบัน ยังไม่มีนโยบายชัดเจนจากกระทรวงที่จะดำเนินการปรับปรุงปัญหาอุปสรรคดังกล่าวข้างต้น
หลังจากรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 ประกาศใช้ สมัชชาองค์กรเอกชนด้านการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งเป็นเครือข่ายประมาณ 170 องค์กรที่จดทะเบียนกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้ทำหนังสือถึงกระทรวงให้ยุติการพิจารณารายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมทั้งหมดไว้ก่อนจนกว่าจะมีการแก้ไข พ.ร.บ. ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมให้มีหมวดว่าด้วยการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนและองค์กรอิสระด้านสิ่งแวดล้อม
แต่การยื่นหนังสือดังกล่าวมิได้มีผลใด ๆ ให้กระทรวงชะลอ หรือยุติการพิจารณารายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมทั้งหมด หมายถึงว่าแม้จะปรากฏหายนะด้านสิ่งแวดล้อมอย่างรุนแรงดังที่เห็นกันอยู่ แต่ผู้รับผิดชอบทุกระดับยังคงมิได้แสดงความรับผิดชอบใด ๆ
เครือข่ายสิ่งแวดล้อมไทยซึ่งประกอบด้วยสมาชิก 140 องค์กรกำลังรวบรวมประเด็นการแก้ไข พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม พ.ศ.2535 และ พ.ร.บ.องค์กรอิสระด้านสิ่งแวดล้อม
ท่ามกลางความกดดันรอบด้าน ทั้งจากประชาชน เจ้าของโครงการ และองค์กรอนุรักษ์ต่าง ๆ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้จัดตั้งคณะกรรมการเพื่อหาทางออกเรื่ององค์กรอิสระด้านสิ่งแวดล้อมซึ่งประชุมกันครั้งแรกเมื่อวันที่ 4 เมษายน 2551 สถานการณ์ปัจจุบันจึงสุกงอมเต็มที่
อีกทั้งในรัฐธรรมนูญ 2550 ยังระบุว่าต้องปรับแก้กฎหมายทั้งหมดให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญภายในหนึ่งปีหลังจากรัฐบาลรับหน้าที่บริหารประเทศ
การเสริมกระบวนการขับเคลื่อนในช่วงหนึ่งปีแรกของการทำงานของรัฐบาลร่วมกับเครือข่ายประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากโครงการต่าง ๆ ร่วมกับเครือข่ายองค์กรอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และองค์กรขับเคลื่อนด้านสังคมต่าง ๆ รวมทั้งการขับเคลื่อนร่วมกับหน่วยงานของรัฐและระดับนโยบาย หรือแม้กระทั่งเจ้าของโครงการต่าง ๆ ทั้งของรัฐและเอกชนที่กำลังก่อความเดือดร้อนแก่ประชาชน น่าจะเป็นจังหวะก้าวไปข้างหน้าในเวลาที่เหมาะสมที่สุด
กรณีศาลปกครอง มีคำสั่งในกรณีความเสียหายจากโรงไฟฟ้าแม่เมาะ และความเสียหายจากการก่อมลพิษที่ระยอง จึงเป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ที่พอจะให้ความหวัง กับประชาชนบ้าง ส่วนการแก้อย่างจริงจังจะเกิดขึ้นได้หรือไม่ อย่างไร ยังคงมืดบอด
สุรพล ดวงแข ประธานเครือข่ายสิ่งแวดล้อมไทย
หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับวันพุธที่ 18 มีนาคม พุทธศักราช 2552 หน้า 7 |
|