| เอเชียใต้ร้อนขึ้น เพราะเมฆพอลลูชั่น ภาวะโลกร้อนไม่ได้มีสาเหตุมาจากปรากฏการณ์เรือนกระจกในชั้นบรรยากาศเท่านั้น แต่ยังมาจาเมฆพอลลูชั่นที่นักวิทยาศาสตร์เรียกว่า เมฆสีน้ำตาล (Brown Clouds) ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นที่เอเชียใต้ ภูมิภาคซึ่งเพิ่งประสบอุทกภัยครั้งร้ายแรงที่สุด มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 1,400 คน และไร้ที่อยู่อาศัยประมาณ 25 ล้านคน
เป็นเวลานานนับสิบปีแล้วที่ เมฆสีน้ำตาลเอเชีย (Asia’s brown clouds) หนาประมาณ 3 กิโลเมตร ปกคลุมทั่วภูมิภาคเอเชียใต้ตั้งแต่ ประเทศศรีลังกาไปจนถึงประเทศอัฟกานิสถาน
การศึกษาของนักวิทยาศาสตร์ในระหว่างปี 1995-2000 โดยใช้เครื่องบิน เรือสำรวจ และดาวเทียม เพื่อดูผลกระทบต่อกาเปลี่ยนแปลงของอากาศพบว่าเมฆสีน้ำตาลกั้นหรือกรองแสงแสงอาทิตย์ ไม่ให้ตกถึงโลกประมาณ 10-15% ขณะเดียวกันก็ทำให้ชั้นบรรยากาศร้อนขึ้นด้วย นอกจากนั้น ยังทำให้เกิดฝนกรดและการปนเปื้อนในมหาสมุทรอีกด้วย
ปี 2002 นักวิทยาศาสตร์กว่า 200 คน เตือนว่า “เมฆสีน้ำตาลเอเชีย” จะเป็นสาเหตุทำให้ประชาชนเสียชีวิตจากโรคระบบทางเดินหายใจปีละหลายหมอนคนนอกจากนั้น เมฆสีน้ำตาลเอเชียจะทำให้สภาวะอากาศแปรปรวน โดยจะทำให้เกิดน้ำท่วมในประเทศบังกลาเทศ เนปาล และทางตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดียและความแห้งแล้งในประเทศปากีสถานและทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศอินเดีย
พอลลูชั่นในเมฆคืออนุภาคหลายชนิดได้แก่ เขม่า หรือคาร์บอนดำ เถ้าถ่าน ซัลเฟต ซึ่งเกิดจากการเผาป่า ไฟป่า การเผาผลาญเชื้อเพลิงถ่านหินรวมทั้งจากไอเสียของยานยนต์ ในเอเชียนิยมเผาป่าเพื่อใช้พื้นที่สำหรับการเพาะปลูก รวมทั้งการกำจัดวัชพืชด้วยการเผาอีกด้วย
เมฆประกอบด้วยแอโรซอล (Aerosols) อนุภาคซึ่งอาจเป็นของแข็งหรือละอองของเหลวที่ลอยฟุ้งอยู่ในอากาศ แอโรซอลมีทั้งอนุภาคที่ดูดกลืนแสงอาทิตย์และอนุภาคที่สะท้อนแสงอาทิตย์ซึ่งจะมีผลต่ออุณหภูมิของโลกสองด้านซึ่งตรงกันข้าม กล่าวคือด้านแรก ทำให้โลกร้อนขึ้นเขม่าจะดูดกลืนแสงอาทิตย์และคายความร้อนออกมาทำให้อุณหภูมิของบรรยากาศสูงขึ้น อีกด้านหนึ่งทำให้โลกเย็นลง อนุภาคอย่าง ซัลเฟตและไนเตรทจะสะท้อนแสงอาทิตย์ทำให้อุณหภูมิบนพื้นผิวโลกลดลงที่เรียกกันว่ากระบวนการ “global dimming”
เมฆสีน้ำตาลไม่ได้มีเฉพาะที่เอเชียเท่านั้นแต่ยังมีที่ยุโรปและอเมริกาด้วย การศึกษาโดยการคำนวณเมื่อไม่นานมานี้พบว่าสองสามทศวรรษที่ผ่านมา เมฆสีน้ำตาลช่วยลดอุณหภูมิของโลกที่สูงขึ้นจากปรากฏการณ์เรือนกระจกลงได้ประมาณครึ่งหนึ่ง แต่ผลที่มันทำให้โลกร้อนขึ้นมากน้อยเพียงใดนั้นนักวิทยาศาสตร์ยังไม่รู้
ล่าสุด การศึกษาโดยนักวิทยาศาสตร์สหรัฐซึ่งตีพิมพ์ผลการค้นพบในวารสารเนเจอร์พบว่า เมฆสีน้ำตาลเอเชียทำให้โลกร้อนเท่ากับผลจากปรากฏการณ์เรือนกระจก และเป็นตัวการหนึ่งที่ทำให้ธารน้ำแข็งบนเทือกเขาหิมาลัยละลายเร็วขึ้น
ทีมนักวิทยาศาสตร์นำโดยศาสตราจารย์ วีระบาดาล รามานาธาน นักวิทยาศาสตร์สหรัฐเชื้อสายอินเดีย ของสถาบัน Scripps Institution of Oceanography มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ซานดิเอโก และนักวิทยาศาสตร์นาซาของศูนย์วิจัย Nasa Langley Research Center ทำการศึกษาเมฆสีน้ำตาลเอเชียเหนือเกาะมัลดีฟ มหาสมุทรอินเดียเมื่อเดือนมีนาคม 2006 โดยใช้เครื่องบินเล็กซึ่งควบคุมโดยรีโมทคอนโทรลจำนวน 3 ลำ บินตรวจวัดอนุภาคในแอโรซอล และปริมาณของเขม่ารวมทั้งการถ่ายเทพลังงานจากดวงอาทิตย์ที่ระดับความสูงในระหว่าง 500-3000 เมตร จำนวน 18 เที่ยวบิน
การศึกษาพบว่า พอลลูชั่นในเมฆสีน้ำตาลทำให้ความร้อนของแสงอาทิตย์ในบรรยากาศชั้นล่างเพิ่มสูงขึ้นประมาณ 50% สูงพอ ๆ กับความร้อนที่เพิ่มขึ้นในบรรยากาศชั้นล่างที่เกิดจากก๊าซเรือนกระจก
“ความร้อนจากเมฆสีน้ำตาลมีค่าพอ ๆ กันกับความร้อนที่สูงขึ้นจากก๊าซเรือนกระจก” รามานาธานกล่าว
และเมื่อคำนวณอุณหภูมิที่เพิ่มขึ้นทั้งสองส่วนในโมเดลพยากรณ์อากาศก็พบว่าอุณหภูมิในชั้นบรรยากาศที่ระดับความสูง 2-5 กิโลเมตรเหนือระดับน้ำทะเลของเอเชียใต้ได้เพิ่มขึ้นเท่ากับ 0.25 องศาเคลวิน หรือ 0.5 องศาฟาเรนไฮต์ต่อทศวรรษมาตั้งแต่ทศวรรษที่ 1950 ซึ่งเพียงพอที่จะทำให้ธารน้ำแข็งหิมาลัยละลายอย่างที่เห็นกันอยู่
และยังชี้ว่าอุณหภูมิมีแนวโน้มจะสูงขึ้นตามระดับความสูงด้วย
ธารน้ำแข็งหิมาลัยเป็นต้นน้ำของแม่น้ำสำคัญหลายสายในเอเชีย เช่น แม่น้ำคงคา แม่น้ำแยงซี แม่น้ำโขง ซึ่งหล่อเลี้ยงชีวิตคนหลายร้อยล้านคนในอินเดีย จีน และอีกหลายประเทศในเอเชีย
“การละลายอย่างรวดเร็วของธารน้ำแข็งซึ่งเป็นแหล่งน้ำแข็งที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับสามของโลก ถ้าหากมันละลายมากขึ้นและดำเนินต่อไปอีกสองสามทศวรรษ จะเกิดผลกระทบเกี่ยวกับน้ำที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนบริเวณทางใต้และทางตะวันออกของเอเชีย” วารสารเนเจอร์ระบุ
อะชิม สไตเนอร์ ผู้อำนวยการโปรแกรมสิ่งแวดล้อมของประชาชาติ (UNEP) กล่าวว่า สาเหตุหลักของการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศคือการเพิ่มขึ้นของก๊าซเรือนกระจก
แต่ผลกระทบจากเมฆสีน้ำตาลกำลังถูกเปิดเผยจากนักวิทยาศาสตร์ มันมีความซับซ้อนและผลของมันในบางกรณีทำให้เลวร้ายลง
การค้นพบครั้งนี้มีความสำคัญมากทีเดียว ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าจะกระตุ้นนานาชาติให้ความสำคัญในการลดการปล่อยพอลลูชั่นควบคู่ไปกับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกด้วย
บัณฑิต คงอินทร์ หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับประจำวันเสาร์ที่ 11 สิงหาคม พุทธศักราช 2550 หน้า 19 |
|