พิมพ์ อีเมล์
พลิกฟื้น 'เมล็ดพันธุ์แท้'

คยสังเกตกันบ้างไหม?!! ว่าพืชผักผลไม้นานาชนิดที่รับประทานอยู่ทุกวันนี้ มีจุดกำเนิดและที่มาที่ไปอย่างไร นอกจากรูปลักษณ์อันสวยงาม ขนาดที่ใหญ่ขึ้นกว่าเดิมหลายเท่า แต่รสชาติไม่ถูกปากเหมือนเดิม ทั้งที่ขายอยู่ในตลาดสดและตลาดติดแอร์

        ที่เกริ่นขึ้นอย่างนี้ไม่ได้เป็นการสะกิดสะเกาปัญหาที่ยังข้องใจมาหลายปีดีดัก อย่างเมล็ดพันธุ์ที่ถูกตัดต่อพันธุกรรม (Genetically Modified Organisms) หรือจีเอ็มโอ ว่าเป็นคุณหรือโทษต่ออาหารโลกกันแน่ แต่เป็นการ โหมโรงให้เห็นถึงปัญหาใหม่ใกล้ตัวที่ส่งผลกระทบต่อระบบอาหารของมนุษย์บนโลกในขั้นวิกฤติ

        หลังจากได้เข้าร่วมกิจกรรม “สืบสานพันธุ์พื้นบ้านหว่านเพาะเมล็ดพันธุ์แห่งชีวิต” ณ ศูนย์การเรียนรู้เพื่อการพึ่งตนเองและศูนย์เมล็ดพันธุ์ พันพรรณ (PanPan) อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ ของ “โจน จันได” ที่โครงการเรดบลูสปิริตปี 2 (2552) นำโดย สุทธิรัตน์ อยู่วิทยา ผอ.ฝ่ายกิจกรรมเพื่อสังคม บริษัทเครื่องดื่มกระทิงแดง จำกัด พาอาสาสมัครจิตอาสากว่า 50 คน ไปเรียนรู้วิถีชีวิตทางเลือกในการทำเกษตรแบบไม่ตกเป็นทาสของระบบทุนนิยม และการเก็บเมล็ดพันธุ์ผัก-ผลไม้พื้นบ้าน หรือ “พันธุ์แท้” เพื่อเป็นทางเลือกในการต่อสู้กับเมล็ด “พันธุ์เทียม” หรือพันธุ์ผสมของนายทุนที่เกษตรกรต้องหาซื้อใหม่ทุกครั้งที่ลงมือปลูก

        ทำให้รู้ว่าพืชผักที่เรากินกันอยู่ทุกวันนี้ ไม่ใช้เมล็ดพันธุ์พื้นบ้านที่เกษตรกรจะคัดแยกเมล็ดจากผลผลิตที่ปลูกไว้เพาะหว่านในคราวต่อไป เหมือนที่ปู่ย่าตายายเคยทำไว้ให้ลูกหลานได้กินได้ใช้อีกแล้ว

        ในเรื่องนี้เจ้าของศูนย์พันพรรณ หรือเราเรียกกันสั้น ๆ ว่า “พี่โจ” หรือโจน จันได ผู้ยึดถือวิธีการใช้ชีวิตที่สามารถพึ่งพาตนเองและมีเป้าหมายอันแน่วแน่ในการให้คนทั่วไปทำเกษตรแบบพึ่งพาตัวเองได้ ถึงกับย้ายถิ่นจากบ้านเกิดเมืองนอนในภาคอีสานมาลงหลักปักฐานอยู่ที่ อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ (หลังจากขายแรงงานแลกเงินในกรุงเทพฯ มา 7 ปี) เพื่อพัฒนาที่ดินไร้ศักยภาพในการปลูกพืชจำนวน 20 ไร่ ให้เป็นพื้นที่เกษตรสีเขียวสำหรับเพาะเก็บเมล็ดพันธุ์พื้นบ้าน อธิบายให้เห็นถึงเค้าโครงของปัญหาว่า

        เดิมวัฒนธรรมการกินของคนไทย แค่น้ำพริก 1 ถ้วย แกล้มกับผักพื้นเมือง ไม่ว่าจะเป็นยอดแต้ว ยอดแค กระถิน สะเดา ผักหวาน ขี้เหล็ก ชะอม ขิง ข่า หรือผักตามฤดูกาลก็อยู่ได้แล้ว จนกระทั่งเกือบร้อยปีที่ผ่านมา “ผักต้นเล็ก” จากต่างประเทศ เริ่มเข้ามาอยู่ในจานอาหารของคนไทย ทั้งคะน้า กวางตุ้ง ผักกาดขาว จากเมืองจีน ข้าวโพด มะเขือเทศ มาจากซีกตะวันตก พืชตระกูลถั่วจากอินเดีย ส่วนพริกและมะละกอจากอเมริกาใต้ ฯลฯ แต่มาในลักษณะหลากสายพันธุ์ หลายรสชาติ

        แต่ปัจจุบันไม่เป็นเช่นนั้นอีกแล้ว ลองหันไปดูแผงผักในตลาดหรือแม้แต่ในจานกับข้าวของเรา แม้จะมีพืชผักหลายชนิดจริง ทว่ามีไม่กี่สายพันธุ์ที่เราได้กิน เพราะชาวสวนจำกัดการปลูกตามความนิยมของผู้ซื้อ ซึ่งมีกลุ่มนายทุนที่ผลิตเมล็ดพันธุ์ผสมอยู่เบื้องหลังเราจึงได้กินผักกาด คะน้า แตงกวา มะเขือเทศ ฯลฯ ที่มีหน้าตาและรสชาติเดียวกันมาเนิ่นนาน

        “เมล็ดพันธุ์ในปัจจุบันไม่ใช่เมล็ดพันธุ์จากธรรมชาติ 90% ถูกพัฒนาให้เติบโตกับสารเคมีและมีราคาแพงถึงหลักพันบาทหมื่นบาท ถ้าจะให้ได้ผลผลิตดี ทนทานต่อการขนส่งมากขึ้น ต้องโหมใส่ปุ๋ย ใส่สารเคมีและฮอร์โมนตามสูตร แค่นั้นไม่พอ ผู้ปลูกยังต้องเอาใจใส่มากเป็นพิเศษ ทำให้เกษตรกรแบกภาระมากขึ้นในทุกด้าน

        รายได้จากการขายพืชผลเมื่อคำนวณดูแล้ว 60% จะย้อนกลับไปสู่บริษัทค้าปุ๋ยเคมีและพ่อค้าคนกลาง ส่งผลให้เกษตรกรไทยเป็นหนี้มีฐานะยากจน ขณะเดียวกันสุขภาพของผู้กินก็แย่ลง ฉะนั้นการพัฒนาเมล็ดพันธุ์ในลักษณะนี้ไม่ได้เป็นการพัฒนาเพื่อมนุษย์แต่เป็นการพัฒนาเพื่อรองรับระบบทุนนิยมแบบผูกขาดของนายทุนไม่กี่เจ้า ทั้ง ๆ ที่อาหารไม่ใช่การค้า แต่เป็นสมบัติของคนทุกคนที่อยู่บนโลก”


        ได้ฟังเช่นนี้ก็ใจหาย เลยสุ่มถามถึงสถานการณ์ของเมล็ดพันธุ์ในประเทศไทย พี่โจตอบกลับมาว่า กรณีพืชผักพื้นเมืองยังไม่มีปัญหา เพราะไม่ใช่ผักที่ตลาดมีความต้องการจนต้องผลิตเป็นไร่ ๆ แต่ในส่วนของพันผักต่างประเทศที่กินกันอยู่ทุกวัน บอกได้เลยว่าไม่มีพันธุ์แท้เหลืออยู่เลย เกือบทั้งหมดเป็นเมล็ดพันธุ์ผสมที่ผู้ผลิตปรับแต่งนำลักษณะเด่นของแต่ละสายพันธุ์มารวมกันจนได้พันธุ์ยอดนิยมที่วิปริต กลายเป็นทรัพย์สินทางปัญญาพัฒนาเพื่อขาย รุ่นแรกผลผลิตสวย รสชาติดี ทุกอย่างดีหมด แต่ถ้านำเอาเมล็ดพันธุ์รุ่นที่สองที่ได้จากผลผลิตไปปลูก ส่วนมากเป็นหมัน ไม่งอก หรือถ้างอกก็ได้คุณภาพที่ด้อยลง หงิก ๆ งอ ๆ ไม่สวยงาม รสชาติไม่เหมือนเดิม

        แล้วทำไมเราจะต้องทนอยู่กับการใช้และกินเมล็ดพันธุ์ที่ไม่มีทางเลือก! เจ้าของศูนย์พันพรรณตั้งโจทย์ให้คิด สมัยก่อนเวลาปลูกข้าวก็เห็นปู่ย่าตายายปลูกข้าวครั้งละหลายสายพันธุ์ บางพันธุ์ทนแล้ว บ้างทนฝน บ้างก็ทนโรค เวลาเจอปัญหาอะไรก็ยังเหลือข้าวไว้กิน แต่ปัจจุบันเจอโรคเข้าไปทีเดียวสูญเสียไร่นาเกือบหมด อีกทั้งระบบเกษตรกรรมแบบทุนนิยมพึ่งตนเองไม่ได้ ยังสร้างวัฒนธรรมการทำงานที่หนักเกินไป

        “เดี๋ยวนี้คนทำงานวันละ 8 ชม. หรือบางคนเกิน 8 ชม.ด้วยซ้ำ ชาวนาชาวไร่ก็หว่านเมล็ดเพาะปลูกปีละ 4 ครั้ง เพื่อให้ได้เงินมากพอต่อการยังชีพ เมื่อทำงานมากเวลาไม่มี พ่อแม่หลายคนเริ่มผลักดันลูกออกจากครอบครัว บ้างก็อพยพเข้าเมืองไปหางานทำความอบอุ่นหดหาย กลายเป็นปัญหาสังคมตามมาไม่รู้จบ”

        เขาจึงอยากให้ศูนย์พันพรรณแห่งนี้เป็นตัวอย่างในการเรียนรู้การทำเกษตรแบบพึ่งตนเองได้โดยไม่มีสารเคมีเข้ามาเกี่ยวข้องอย่างเมล็ดพันธุ์แท้ที่ทางศูนย์มีอยู่ในขณะนี้ประมาณ 20-30 ชนิด ราว 400 สายพันธุ์ บางชนิดอย่างมะเขือเทศมีเกือบ 100 สายพันธุ์ เมล็ดพันธุ์ดังกล่าวได้มาจากผู้คนทั่วโลกที่เห็นถึงความสำคัญของการเก็บเมล็ดพันธุ์ เมื่อได้มาแล้วทางศูนย์ก็จะนำมาเพาะปลูก และคัดแยกตามหลักธรรมชาติและภูมิปัญญาโบราณที่สั่งสมมายาวนาน คือผลิตผลหรือต้นไหนดีทั้งรสชาติและรูปร่างก็จะคัดเก็บเมล็ดพันธุ์ปลูกต่อไปประมาณ 7 รุ่น เพื่อให้ได้เมล็ดพันธุ์แท้ที่ปลูกต่อไปอีกกี่ครั้งก็ยังคงรูปร่างและรสชาติเดิม

        “การสวนกระแสไม่ใช่เรื่องง่าย แรงเสียดทานก็เยอะ แต่ผมไม่เคยท้อ เพราะเชื่อมั่นว่าถ้าเราช่วยกันจะนำเมล็ดพันธุ์กลับมาได้ต่อไปคนน่าจะตื่นตัวกับปัญหานี้มากขึ้นเมื่อเจอกับพิษเศรษฐกิจโลกที่กำลังพัง สุดท้ายก็ต้องหันกลับพึ่งการเกษตร เพียงแต่ตอนนี้ที่เขายังไม่สนใจเพราะมีอะไรบังตาอยู่ ทั้งความฟุ้งเฟ้อของระบบทุนนิยมและหนี้สิน”

        การเก็บเมล็ดพันธุ์ไม่ใช่เรื่องง่าย ขณะนี้ทางศูนย์ขาดแคลนแรงงานที่จะมาช่วยเก็บ ฉะนั้นใครที่ต้องการเรียนรู้วิถีเกษตรแบบพึ่งตนเอง หรือการทำบ้านเดินที่ใช้เงินแค่หมื่นถึงสองหมื่นบาท ก็ได้บ้าน 1 หลังเป็นที่พักพิงอาศัย พี่โจบอกว่ามาแลกเปลี่ยนความรู้ได้ที่ศูนย์ สำหรับคนไทยและคนยากไร้ไม่คิดเงิน ขอแค่ใช้แรง ช่วยกันปลูกผักเก็บเมล็ดพันธุ์เท่านั้น

        ส่วนเมล็ดพันธุ์แท้ของผักผลไม้ ผู้ที่สนใจติดต่อขอรับได้ฟรีได้ที่ www.punpunthailand.org หรือ อีเมลนี้จะถูกป้องกันจากสแปมบอท แต่คุณต้องเปิดการใช้งานจาวาสคริปเพื่ออ่านมันได้ โทร. 08-1470-1461 เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการช่วยรักษาและแพร่กระจายให้เมล็ดพันธุ์แท้ยังมีอยู่บนโลกถึงยุคลูกหลาน อย่าลืมว่าถ้าเมล็ดพันธุ์พื้นบ้านสูญสิ้น นั่นหมายถึงความมั่นคงของชีวิตก็ดับสูญตาม

        ด้วยเจตนารมณ์ที่ดีบวกกับการลงมือปฏิบัติจริงจนเห็นผลชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในละแวกศูนย์พันพรรณเริ่มหันมาสนใจการทำเกษตรแบบพึ่งพาตนเอง เพราะต้องการหลุดพ้นจากวังวนเกษตรแบบเดิม ๆ ที่จองจำให้แต่ละครอบครัวเป็นหนี้สะสมยาวนาวกว่า 20-30 ปี โดย กลุ่มแม่โจ้บ้านดิน ต.บ้านเป้า อ.แม่แตง ที่มีสมาชิก 11 ครัวเรือน เป็นกลุ่มแรกที่ผันตัวเองหันมาปลูกพืชผักแบบพึ่งตนเองได้ 1 ปีเศษ หวังเจริญรอยตามพี่โจ

        พี่ทองใบ เล็กนามณรงค์ ประธานกลุ่มแม้โจ้บ้านดิน เล่าให้ฟังว่า ชาวบ้านแถบนี้ไม่ใช่แค่เฉพาะกลุ่มตน แต่เป็นหนี้กันทุกคนทั้งในและนอกระบบ เพราะเวลาที่รัฐบอกว่าอะไรดีเราก็จะเฮโลปลูกตามกันไปหมดเพราะเราไม่มีความรู้ เคยใช้ปุ๋ยหมักปุ๋ยคอกลองผสมใส่ ผักไม่โตสวยเหมือนอย่างปุ๋ยเคมี

        ราคาเมล็ดพันธุ์ที่ซื้อก็ไม่ใช่ถูก ๆ อย่างข้าวโพดตกกิโลกรัมละ 900 บาท ปลูกได้ 1 ไร่ ใน 1 ไร่ใช้ปุ๋ยเคมี 5 กระสอบ ตกเป็นเงิน 1,300-1,500 บาท ชาวบ้านมีพื้นที่ราว 5-10 ไร่ ช่วงไหนมีแมลงมีโรคระบาดก็ต้องเสียเงินใส่ยาอีกประมาณ 1,500 บาทต่อไร่ บางทีใส่ยาครั้งเดียวไม่หายต้องใส่ซ้ำ ตกแล้วลงมือปลูกครั้งหนึ่งเสียเงินเกือบครึ่งแสน แต่ขายได้ตันละ 20,000 บาท

        “ปลูกผักโดยใช้สารเคมีมันง่าย ได้เงินดีในช่วงแรก ๆ แต่ระยะยาวทำให้เราทุกข์ยากขึ้นทุกวัน แต่พอมาเห็นวิถีเกษตรของพี่โจ 2 ปีแรกเขาลำบากก็จริง แต่พอเข้าปีที่ 3 จนปีนี้ย่างเข้าปีที่ 5 เขาอยู่ได้แบบสบาย ๆ ไม่มีหนี้ เราก็อิจฉาและคิดได้ว่าควรปลดแอกให้กับตัวเองได้แล้ว”

        คิดได้ดังนั้นพี่ทองใบจึงรวบรวมชาวบ้านที่ต้องการทำเกษตรพอเพียงประมาณ 11 ครัวเรือน ทดลองปลูกพืชผักจากเมล็ดพันธุ์ที่ได้ฟรีมาจากศูนย์พันพรรณในที่ดิน 6 ไร่ ปุ๋ยก็ใช้ปุ๋ยธรรมชาติ น้ำหมักชีวภาพทำเองไม่ต้องเสียเงิน ทุกอย่างเรียนรู้มาจากพี่โจ แม้ในอนาคตจะต้องเสียเงินซื้อบ้าง แต่คิดว่ายังไง ๆ ต้นทุนก็ต้องถูกกว่าใช้สารเคมีแน่นอน

        “ผักที่ปลูกได้ก็ขายกันเองอยู่ในหมู่บ้าน คนข้างนอกไม่ค่อยซื้อเพราะความสวยงามและขนาดใหญ่ยังแตกต่างกับผักตลาดอยู่แต่ในอนาคตทางกลุ่มวางแผนไว้ว่าจะนำผักที่ปลูกเข้าโรงเรียนตำบลให้นักเรียนกว่า 400 คนได้กินผักปลอดสารพิษ อีกทั้งถ้ากลุ่มแม่โจ้บ้านดินทำเกษตรแบบพึ่งตนเองได้สำเร็จ ก็จะเปลี่ยนสถานะเป็นหมู่บ้านต้นแบบ สมาชิกทั้ง 11 คนจะเป็นผู้นำไปขยายผลให้กับหมู่บ้านอื่น ๆ ไปเรื่อย ๆ ”

        ด้าน สุทธิรัตน์ แม่ทัพของกลุ่มอาสาสมัครจิตอาสาเรดบูลสปิริต บอกกล่าวถึงวัตถุประสงค์ของการพาอาสาสมัครกว่า 50 ชีวิตมาเรียนรู้เรื่องราวของเมล็ดพันธุ์แท้ที่ศูนย์พันพรรณว่า ประเทศไทยเป็นประเทศกสิกรรม สินค้าส่งออกหลักก็คือเกษตร พี่น้องเกษตรกรจึงเปรียบเสมือนหัวใจของประเทศ ถ้าเกษตรกรหรือชุมชนไม่สามารถพึ่งพาตัวเองได้ เราก็อยู่ไม่ได้เช่นกัน เพราะจะไม่มีใครช่วยเหลือใครไม่มีใครดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม สุดท้ายต่างคนต่างอยู่ เกิดปัญหาความมั่นคงทางด้านอาหารตามมา

        พี่กับทีมงานก็มานั่งคิดกันว่าจำอย่างไรให้เมล็ดพันธุ์พื้นบ้านคงอยู่ ทำอย่างไรให้คนในประเทศเกิดความรู้สึกเชื่อมโยงกับพี่น้องเกษตรกรที่เป็นคนปลูกพืชผักให้เรากิน ทำอย่างไรที่จะเผยแพร่เรื่องนี้ให้มีคนรู้จักและตระหนักมันมากขึ้น และพร้อมที่จะนำองค์ความรู้ที่ได้ไปต่อยอดกับตัวเองและคนใกล้ตัวรอบข้าง ซึ่งอาสาสมัครคือตัวแปรสำคัญในการเปลี่ยนแปลง เพราะแค่กำลังของพี่โจ สมาชิกที่ศูนย์พันพรรณ หรือกลุ่มแม่โจ้บ้านดิน ไม่สามารถทำให้ประเทศไทยมีวิถีเกษตรกรรมแบบพึ่งพาตนเองสำเร็จได้

        “เมล็ดพันธุ์พื้นบ้านเป็นเรื่องของเราทุกคน เราอยากให้อาสาสมัครรับรู้ว่าเมล็ดพันธุ์พื้นบ้านที่เป็นพันธุ์แท้ ๆ จากธรรมชาตินั้นมีความสำคัญ ถ้ามีคนกินก็จะมีคนปลูก เมล็ดพันธุ์พื้นบ้านจะได้ไม่สูญหายไป และเมื่อคนปลูกพึ่งตนเองได้คนกินก็มีอาหารจากธรรมชาติแท้ ๆ กิน มีสุขภาพดี มีพลังชีวิต ระบบนิเวศก็มีความหลากหลายและยั่งยืน นั่นแปลว่าเราและคนในยุคต่อไปก็จะมีความมั่นคงทางด้านอาหารมากขึ้น”

หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์
ฉบับประจำวันจันทร์ที่ 9 มีนาคม พ.ศ.2552 หน้า 4
 
< ก่อนหน้า   ถัดไป >
mod_vvisit_counterวันนี้845
mod_vvisit_counterเมื่อวานนี้836
mod_vvisit_counterรายเดือน4556
mod_vvisit_counterทั้งหมด144305