ความรู้เกี่ยวกับโรงงานสกัดน้ำมันปาล์ม

โรงงานสกัดน้ำมันปาล์มวิธีการผลิตน้ำมันปาล์ม ทะลายปาล์มประกอบด้วยผลปาล์มน้ำมันจำนวนมากติดอยู่กับก้านทะลาย ผลปาล์มน้ำมันประกอบด้วยน้ำมัน 2...
อ่านบทความเต็ม

บทความอื่น
พิมพ์ อีเมล์
รังสีคอสมิก
ไม่ใช่สาเหตุทำให้
โลกร้อน

โลกสามมิติ

มมติฐานที่ว่า อุณหภูมิของโลกสูงขึ้นจนทำให้เกิดสภาวะโลกร้อนนั้นเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของรังสีคอสมิกมากกว่าจะเป็นฝีมือของมนุษย์ในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ได้รับการพิสูจน์แล้วว่ามีความเป็นไปได้น้อยมาก

        ตามสมมติฐานนี้ ปริมาณรังสีคอสมิกจากกาแล็กซี่ (Galactic Cosmic Rays) ที่ลดลงในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมาเป็นสาเหตุทำให้ละอองหรือหยดน้ำในเมฆน้อยลง และมีขนาดเล็กลงด้วย ซึ่งจะทำให้เมฆสะท้อนพลังงานจากดวงอาทิตย์กลับไปยังอวกาศได้น้อยลงจึงทำให้อุณหภูมิของโลกสูงขึ้น

        สมมติฐานนี้ได้รับการพิสูจน์โดยทีมนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลับออสโล สถาบันวิจัยอากาศนอร์เวย์และมหาวิทยาลัยไอซ์แลนด์

        นักวิทยาศาสตร์ทีมนี้ทำการศึกษาปรากฏการณ์การลดลงของรังสีคอสมิกแบบฟอร์บุช (Forbush decrease events) ซึ่งเกิดขึ้นระหว่างปี 2000-2005 จำนวน 22 ครั้ง โดยใช้เครื่องมือ MODIS บนดาวเทียมเทอร์ราซึ่งสามารถวัดขนาดของหยดน้ำในเมฆและปริมาณน้ำในเมฆได้ เพื่อศึกษาผลกระทบของปรากฏการณ์ดังกล่าวต่อการก่อตัวของเมฆ

        ปรากฏการณ์การลดลงของรังสีคอสมิกแบบฟอร์บุชค้นพบโดย สก๊อตต์ เอลล์สเวิร์ธ ฟอร์บุช นักฟิสิกส์ธรณี ชาวอเมริกัน เมื่อปี 1938 รังสีคอสมิกและคลื่นกระแทกซึ่งเกิดจากการระเบิดอย่างรุนแรงในชั้นบรรยากาศของดวงอาทิตย์จะทำให้ความเข้มของรังสีคอสมิกจากกาแล็กซี่หรือนอกระบบสุริยะที่มายังโลกลดลงในช่วงเวลาสั้น ๆ ก่อนจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในเวลาต่อมา

        ผลการศึกษาพบว่า ไม่มีความสัมพันธ์ที่มีนัยยะสำคัญทางสถิติระหว่างเมฆกับการลดลงของรังสีคอสมิกแต่อย่างใด

าสตราจารย์จอน อีกิลล์ คริสต์แจนส์สัน จากมหาวิทยาลัยออสโล กล่าวว่า งานวิจัยของเราไม่มีอะไรที่ดูเหมือนว่าการลดลงของรังสีคอสมิกจะนำไปสู่การลดลงของการต่อตัวของเมฆเลย

        “รังสีคอสมิกที่ลดลงไม่ได้นำไปสู่การก่อตัวของเมฆที่ลดลง ไม่ว่าในระหว่างเกิดการระเบิดในดวงอาทิตย์หรือในวันถัด ๆ มาก็ตาม ความจริงก็คือ ภายหลังบางเหตุการณ์แล้วเราสามารถจะเห็นการลดลงของรังสีคอสมิก แต่ทว่าภายหลังบางเหตุการณ์ก็มีการก่อตัวของเมฆเพิ่มขึ้นเช่นกัน เราไม่พบรูปแบบใด ๆ ที่ทำให้เมฆเปลี่ยนแปลงไป”

        โจแอนนา เฮจ์ จากมหาวิทยาลัยอิมพีเรียลคอลเลจ ลอนดอน ซึ่งศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความแปรปรวนของดวงอาทิตย์กับการเปลี่ยนแปลงของอากาศให้ความเห็นต่อผลงานวิจัยชิ้นนี้ว่า มันเป็นชิ้นงานที่ละเอียดถี่ถ้วนโดยจอน อีกิลล์ คริสต์แจนส์สัน ซึ่งปรากฏว่าไม่พบหลักฐานความเชื่อมโยงระหว่างรังสีคอสมิกกับเมฆที่โต้แย้งกันอยู่

        “มันสนับสนุนผลงานวิจัยอื่น ๆ เมื่อเร็ว ๆ นี้ที่ไม่พบความสัมพันธ์ด้วยเช่นกัน” เฮจ์กล่าว

มื่อปี 2008 ทีมนักวิทยาศาสตร์ของมหาวิทยาลัยแลงคาสเตอร์ และมหาวิทยาลัยเดอแรม สหราชอาณาจักรเผยผลงานวิจัยในวารสาร Institute of Physics’ Environmental Research Letters ซึ่งพบว่าการเปลี่ยนแปลงของปริมาณเมฆชั้นต่ำไม่มีความสัมพันธ์กับความเข้มแข็งของรังสีคอสมิกไม่ว่าเพิ่มขึ้นหรือลดลงก็ตาม

        สำหรับผลกระทบจากภาวะโลกร้อนในขณะนี้ ผลงานวิจัยของนักวิทยาศาสตร์สองทีมซึ่งนำเสนอในที่ประชุม สหภาพธรณีวิทยาอเมริกา (American Geophysical Union) พบว่าธารน้ำแข็งในประเทศสวิตเซอร์แลนด์กำลังละลายในอัตราเร่ง โดยธารน้ำแข็งหลายสายละลายหมดไปภายในศตวรรษนี้หากการพยากรณ์ระดับอุณหภูมิที่จะสูงขึ้นถูกต้อง

        งานวิจัยชิ้นแรกเป็นผลงานของนักวิทยาศาสตร์นำโดย แดลเนียล ฟาริน็อตติ ซึ่งทำการประเมินปริมาตรของน้ำแข็งในธารน้ำแข็งในสวิตเซอร์แลนด์จำนวน 1,500 สาย ตั้งแต่ธารน้ำแข็งขนาดใหญ่ที่สุด คือ ธารน้ำแข็งอะเลทช์ เกลทเชอร์ (Aletschgletscher Glacier) พื้นที่ 83.01 ตารางกิโลเมตร ไปจนกระทั่งถึงธารน้ำแข็งขนาดเล็กซึ่งปกคลุมพื้นที่น้อยกว่า 3 ตารางกิโลเมตร

        ทีมนักวิทยาศาสตร์พบว่าธารน้ำแข็งทั้งหมดสูญเสียน้ำแข็งไปแล้วประมาณ 10 ลูกบาศก์กิโลเมตร หรือ 13% นับตั้งแต่ปี 1999 จนถึงปัจจุบัน

        และโดยเฉพาะในปี 2003 ซึ่งเกิดคลื่นความร้อนอย่างรุนแรงในยุโรปนั้นธารน้ำแข็งสูญเสียน้ำแข็งไป 3-4%

านวิจัยอีกชิ้นหนึ่งเป็นผลงานของทีมนักวิทยาศาสตร์นำโดย แมททิอัส ฮัส ซึ่งวิเคราะห์แนวโน้มการหดตัวของธารน้ำแข็งตั้งแต่ปี 1900-2007 โดยศึกษาจากธารน้ำแข็งกลุ่มตัวอย่างจำนวน 30 สาย ซึ่งเป็นตัวแทนของธารน้ำแข็ง ขนาดตำแหน่งที่ตั้ง และบริเวณที่มีความแตกต่างของอากาศ

        ทีมนักวิทยาศาสตร์พบว่า การเปลี่ยนแปลงของธารน้ำแข็งในช่วงเวลาดังกล่าวมีแนวโน้มทางลบ (Negative Trend) โดยทั่วไปแล้วในช่วงเวลาดังกล่าวธารน้ำแข็งหดตัวและในระหว่างช่วงเวลา 30-50 ปี หลังการหดตัวมีอัตราเร็วขึ้น

        ฮัสวิเคราะห์นำผลการพยากรณ์การเปลี่ยนแปลงของอากาศในอนาคตมาวิเคราะห์อนาคตของธารน้ำแข็งโรน (Rhone Glacier)

        ธารน้ำแข็งขนาดกลาง ผลก็คือ ธารน้ำแข็งโรนจะหายไปเกือบจะภายใน 100 ปี

        “ตอนแรกมันจะหดตัวไม่เร็วมากนัก จะกระทั่งถึงประมาณปี 2050 มันจะหดตัวเร็วมากอย่างแท้จริง นั่นหมายความว่า ธารน้ำแข็งส่วนใหญ่ คือธารน้ำแข็งที่เล็กกว่า จะหายไปเมื่อสิ้นสุดศตวรรษนี้” ฮัสบอก

บัณฑิต คงอินทร
อีเมลนี้จะถูกป้องกันจากสแปมบอท แต่คุณต้องเปิดการใช้งานจาวาสคริปเพื่ออ่านมันได้

หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน
ฉบับวันเสาร์ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ.2551 หน้า 19
 
< ก่อนหน้า   ถัดไป >
mod_vvisit_counterวันนี้644
mod_vvisit_counterเมื่อวานนี้745
mod_vvisit_counterรายเดือน4425
mod_vvisit_counterทั้งหมด558540