ความรู้เกี่ยวกับโรงงานสกัดน้ำมันปาล์ม

โรงงานสกัดน้ำมันปาล์มวิธีการผลิตน้ำมันปาล์ม ทะลายปาล์มประกอบด้วยผลปาล์มน้ำมันจำนวนมากติดอยู่กับก้านทะลาย ผลปาล์มน้ำมันประกอบด้วยน้ำมัน 2...
อ่านบทความเต็ม

บทความอื่น
พิมพ์ อีเมล์
หนทางอยู่รอดเอทานอล
ในภาวะน้ำมันราคาถูก

รู้ทันพลังงาน

•..ผศ.ดร.จำนง สรพิพัฒน์
ประธานสายวิชาพลังงาน
บัณฑิตวิทยาลัยร่วมด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี

ที่ผ่านมา นับว่าประเทศไทยประสบความสำเร็จพอสมควร ในการส่งเสริมการผลิตและใช้เอทานอลแทนน้ำมันเชื้อเพลิงหรือที่เรียกว่าแก๊สโซฮอล์ เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบจากต่างประเทศ ซึ่งเคยมีราคาทะลุไปเกินกว่า 140 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ช่วยให้ประเทศไทยสามารถธำรงค์สถานะของความได้เปรียบของดุลการค้าไว้ได้ในระดับหนึ่ง

        อย่างไรก็ตาม ยังมีปัญหาระอุปสรรคที่รอให้แก้อีกหลายอย่าง เพื่อให้นโยบายนี้ดำรงอยู่ได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว ปัญหาเฉพาะหน้าที่สำคัญในขณะนี้ ได้แก่ ปัญหาที่ผู้ผลิตเอทานอลหลายรายมีผลผลิตเอทานอลส่วนเกินเป็นจำนวนมาก เพราะมีต้นทุนแพงกว่าเอทานอลที่นำเข้าจากต่างประเทศจนต้องหันกลับไปส่งออกไปยังประเทศจีนแทน

        สถานการณ์ดังกล่าวกลับยิ่งย่ำแย่หนักขึ้นไปอีก หลังเกิดวิกฤตทางการเงิน โรคแฮมเบอร์เกอร์ระบาดออกไปทั่วโลก ทำให้ราคาน้ำมันดิบตกต่ำอย่างหนัก จนล่าสุดราคาน้ำมันดิบ NYMEX เหลือเพียง 44 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล (ณ วันที่ 11 ธ.ค. 2551) ยิ่งก่อให้เกิดความสงสัยเพิ่มขึ้นในวงการพลังงานว่า นโยบายส่งเสริมเอทานอลจะไปตลอดรอดฝั่งหรือไม่ โดยเฉพาะนโยบาย E85 ของรัฐบาลชุดที่แล้ว

        การผลิตเอทานอลสามารถผลิตได้วัตถุดิบประเภทแป้งและน้ำตาล ในประเทศไทยพืชที่มีศักยภาพในการนำมาผลิตเป็นเอทานอลมีอยู่ 2 ชนิด คือ มันสำปะหลัง และอ้อย ต้นทุนเฉลี่ยต่อลิตรของการผลิตเอทานอลจะประกอบด้วยต้นทุนหลัก ๆ 3 ส่วน คือ ค่าลงทุนเบื้องต้น เช่น ค่าเครื่องจักร ที่ดิน และโรงงาน ค่าแปรรูปจากวัตถุดิบให้เป็นเอทานอล และค่าวัตถุดิบ

        สำหรับค่าลงทุนเบื้องต้นในการผลิตเอทานอลจากมันสำปะหลังและอ้อยหรือกากน้ำตาล ปกติจะไม่แตกต่างกันมากนัก แต่ค่าแปรรูปจากวัตถุดิบประเภทแป้งจะสูงกว่าค่าแปรรูปจากวัตถุดิบประเภทน้ำตาลมากกล่าวคือ กรณีที่วัตถุดิบเป็นมันสำปะหลัง ค่าแปรรูปจะอยู่ที่ประมาณ 2.58 บาทต่อลิต แต่กรณีที่วัตถุดิบเป็นกากน้ำตาลต้นทุนของค่าแปรรูปจะถูกกว่ากันมาก คือ คิดเป็น 1.44 บาทต่อลิตร และหากผลิตจากน้ำอ้อยสดโดยตรง ค่าแปรรูปก็จะยิ่งถูกลงไปอีก คือ คิดเป็นเพียง 0.78 บาทต่อลิตรเท่านั้น

        ส่วนต้นทุนของวัตถุดิบจะมีมูลค่าสูงสุดคิดเป็นสัดส่วน 54-85% ของต้นทุนการผลิตรวม สัดส่วนดังกล่าวจะผันแปรไม่แน่นอนขึ้นอยู่กับชนิดของวัตถุดิบและสถานการณ์ของอุปสงค์และอุปทานของวัตถุดิบนั้น ๆ ในตลาดโลก ซึ่งแตกต่างกันไปในแต่ละปี แต่จากสถิติในระยะสองสามปีที่ผ่านมา ต้นทุนของวัตถุดิบจากอ้อยและกากน้ำตาลจะมีแนวโน้มถูกกว่ามันสำปะหลัง แต่หากมองย้อนหลังไปในอดีตเมื่อหลายสิบปีก่อน สมัยที่มันสำปะหลังไทยต้องยังต้องพึ่งพาตลาดร่วมยุโรปหรืออียู เป็นตลาดระบายสินค้าเพียงตลาดเดียว การใช้วัตถุดิบมันสำปะหลังจะมีต้นทุนถูกกว่าต้นทุนจากอ้อยเล็กน้อย

        แต่ในระยะหลัง ๆ มันสำปะหลังมีราคาดีขึ้นกว่าก่อนมาก ทำให้มีการนำเข้ามันสำปะหลังจากไทยเป็นจำนวนมาก เพื่อนำไปใช้แปรรูปเป็นอาหาร เช่น ผลิตเป็นวุ้นเส้นและน้ำส้มสายชู ฯลฯ ทำให้ราคาของมันสำปะหลังสูงขึ้นมาก

        เหตุที่โครงสร้างของต้นทุนการผลิตเอทานอลจะขึ้นกับราคาวัตถุดิบเป็นหลัก จึงส่งผลให้โรงงานผลิตเอทานอลที่มีอยู่ในประเทศไทยเกือบทั้งหมดใช้กากน้ำตาลหรืออ้อยเป็นวัตถุดิบหลัก ยกเว้นอยู่รายเดียวที่ใช้มันสำปะหลังเส้นเป็นวัตถุดิบ เนื่องจากในระยะสองสามปีที่ผ่านมา ต้นทุนโดยเฉลี่ยของอ้อยและกากน้ำตาลจะมีราคาย่อมเยากว่าต้นทุนโดยเฉลี่ยของมันสำปะหลัง

        ในระยะที่น้ำมันดิบในตลาดโลกมีราคาสูงมาก จะส่งผลให้ราคาเอทานอลในตลาดโลกพลอยสูงไปด้วย เนื่องจากเอทานอลสามารถใช้ทดแทนน้ำมันเบนซินได้ ผู้ผลิตเอทานอลไม่ว่าจะผลิตจากอ้อยหรือมันสำปะหลังคงไม่เดือนร้อนนัก เพราะยังมีกำไรจากส่วนต่างของราคาขายกับต้นทุน แต่ในปัจจุบันที่ราคาน้ำมันดิบตกลงมาอยู่ที่ระดับ 40 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ก็คงจะส่งผลให้ราคาเอทานอลในตลาดโลกพลอยต่ำลงไปด้วย ความอยู่รอดของผู้ผลิตเอทานอลของไทย โดยเฉพาะผู้ผลิตที่ใช้มันสำปะหลังเป็นวัตถุดิบ จึงเป็นเรื่องที่น่ากังขายิ่ง เพราะในอนาคตอันใกล้นี้ จะมีโรงงานเอทานอลที่ใช้มันสำปะหลังเป็นวัตถุดิบเปิดดำเนินการขึ้นอีกถึง 7 แห่ง

        จากการวิเคราะห์เบื้องต้นของคณะวิจัยในโครงการนโยบายเพื่อสนับสนุนการพัฒนาและการใช้พลังงานหมุนเวียน ซึ่งสนับสนุนโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) และสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ของกระทรวงพลังงาน พบว่าหากราคาน้ำมันดิบตกต่ำลงกว่า 40 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลแล้ว ราคาน้ำมันเบนซินหน้าโรงกลั่นจะเหลือเพียง 14 บาทต่อลิตร (ราคาที่ยังไม่บวกภาษี ค่าธรรมเนียมและค่าการตลาดใด ๆ)

        ดังนั้น จึงอาจพออนุมานได้ว่า ราคาที่เอทานอลจะสามารถแข่งขันกับน้ำมันเบนซินได้นั้น ก็ไม่ควรมีต้นทุนเกินกว่า 14 บาทต่อลิตรเช่นกัน แต่จากสถิติพบว่า ต้นทุนต่ำสุดของอ้อยนับแต่ปี พ.ศ.2545 มีราคาอยู่ที่ 327 บาทต่อตัน ซึ่งเมื่อนำมาผลิตเป็นเอทานอลแล้ว เอทานอลที่ได้จะมีต้นทุนอยู่ที่ 9.20 บาทต่อลิตร แต่เนื่องจากเอทานอลบริสุทธิ์มีค่าพลังงานต่อลิตรเป็นเพียง 63.7% ของน้ำมันเบนซินในปริมาตรที่เท่ากันราคาต่ำสุดของเอทานอลต่อลิตรเทียบเท่า (เมื่อให้พลังงานเท่ากับเบนซิน) จึงอยู่ที่ 14.44 บาทต่อลิตรเทียบเท่า ซึ่งยังแพงกว่าน้ำมันเบนซินที่หน้าโรงกลั่นอยู่เล็กน้อย แต่ถ้าราคาน้ำมันดิบตกต่ำลงไปมากกว่า 40 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล เอทานอลที่ผลิตในประเทศไทย ก็คงไม่อาจจะแข่งขันกับน้ำมันเบนซินได้อีกต่อไป

        ส่วนราคาที่เอทานอลจะสามารถแข่งขันกับน้ำมันเบนซินได้ค่อนข้างสบาย คือ เมื่อราคาน้ำมันดิบราคาเกินกว่า 60 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลขึ้นไป หรือคิดเป็นราคาน้ำมันเบนซินที่หน้าโรงกลั่นตั้งแต่ 20 บาทต่อลิตร

        ดังนั้น โจทย์ใหญ่ของภาครัฐขณะนี้คือ ถ้าราคาน้ำมันดิบตกต่ำไปมากกว่า 40 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ย่อมทำให้ราคาเอทานอลในตลาดโลกพลอยตกต่ำลงไปด้วยเนื่องจากเป็นสินค้าที่สามารถทดแทนกันได้เกือบจะโดยสมบูรณ์

        ปัจจุบันราคาเอทานอลในตลาดโลก ถูกกำหนดโดยประเทศบราซิล เนื่องจากเป็นผู้ผลิตเอทานอลรายใหญ่ที่สุดของโลกอีกทั้งเป็นผู้ผลิตที่มีต้นทุนต่ำที่สุดในโลกโดยมีต้นทุนเฉลี่ยต่ำกว่าไทยถึง 25% หากใช้ราคานี้คิดเปรียบเทียบเป็นราคาเชิงแข่งขันของน้ำมันเบนซินที่หน้าโรงกลั่น จะได้ว่าราคาต้นทุนของน้ำมันดิบจะอยู่เพียงราว 30 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลเท่านั้น ขณะที่ผู้ผลิตไทยสามารถทำการแข่งขันได้ที่ต่ำสุดได้เพียงที่ราคาน้ำมันดิบที่ราว 40 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ซึ่งสูงกว่าบราซิลราว 10 เหรียญสหรัฐ

        ฉะนั้น จึงเห็นได้ชัดว่าหากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกลดต่ำกว่า 40 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ผู้ผลิตเอทานอลไทยคงจะดำรงสถานะของการแข่งขันได้ยากที่ราคาน้ำมันดิบเช่นนี้ได้ ในขณะที่ผู้ผลิตเอทานอลของบราซิลยังมีต้นทุนเผื่อเพื่อการแข่งขันที่ต่ำกว่าไทยได้อีกช่วงหนึ่ง

        นอกจากนี้ ราคาซื้อขายของเอทานอลในประเทศไทย ปกติจะอ้างอิงกับราคาเอทานอลของประเทศบราซิลเป็นหลักฉะนั้นเมื่อไหร่ก็ตามที่ราคาน้ำมันดิบตกต่ำไปมากกว่า 40 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล จึงอาจเกิดปรากฏการณ์ที่ว่าประเทศไทยต้องนำเข้าเอทานอลจากบราซิลแทน ขณะที่มีเอทานอลที่ผลิตเหลือในประเทศเป็นจำนวนมากเพราะขายไม่ออก และจะนำไปสู่การล่มสลายของวงจรการผลิตเอทานอลของผู้ผลิตไทยในที่สุด

        ฉะนั้น นโยบายส่งเสริมเอทานอลที่ประเทศไทยเพียรทำกันมาหลายรัฐบาล ก็อาจถึงจุดสิ้นสุดลงได้ เพราะหากโรงงานผู้ผลิตเอทานอลต้องขาดทุนถึงขั้นปิดกิจการ โอกาสที่ไทยจะพลิกฟื้นกลับมาผลิตเอทานอลด้วยวัตถุดิบของตนเองอีกครั้งก็เป็นไปได้ยาก

        รัฐบาลจึงควรมีนโยบายเพื่อประคองธุรกิจการผลิตเอทานอลเฉพาะหน้าให้คงอยู่เป็นการชั่วคราว จึงเป็นเรื่องที่จำเป็น เพราะในระยะยาวอย่างไรเสียราคาน้ำมันดิบในที่สุดแล้วก็จะกลับมาแพงเกินกว่า 40 เหรียญสหรัฐอยู่ดี

        แนวทางแรก รัฐอาจใช้วิธีขึ้นภาษีนำเข้าเอทานอลสำเร็จจากต่างประเทศประมาณ 20% เพื่อให้ต้นทุนของเอทานอลที่นำเข้ามีราคาแพงพอ ๆ กับราคาที่ผลิตในผลิต และนำรายได้จากภาษีนี้กลับมาวิจัยและพัฒนากระบวนการผลิตที่มีประสิทธิภาพให้สูงขึ้นเพื่อให้ผู้ผลิตตั้งแต่ชาวไร่ถึงโรงงานผลิตเอทานอลให้มีต้นทุนต่อหน่วยลดลง ให้สามารถแข่งขันได้ในระยะยาว โดยปราศจากการแทรกแซงจากรัฐ

        อีกแนวทางหนึ่งอาจใช้วิธีเพิ่มภาษีของน้ำมันเบนซินที่หน้าโรงกลั่น เพื่อให้ราคาน้ำมันเบนซินมีราคาแพงขึ้น และนำภาษีที่เก็บได้มาอุดหนุนราคาของเอทานอลที่ผลิตได้ในประเทศให้ถูกลง เพื่อให้สามารถแข่งขันได้กับน้ำมันเบนซินและเชื้อเพลิงเอทานอลที่นำเข้าจากต่างประเทศ

        เมื่อราคาน้ำมันดิบในตลาดสูงขึ้นไปจนอยู่ที่ระดับเกินกว่า 60 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลขึ้นไป ซึ่งเป็นจุดที่ทำให้ราคาขายของเอทานอลสูงพอที่ทำให้ผู้ผลิตในประเทศมีกำไรคุ้มทุน ภาครัฐก็ควรที่จะปล่อยให้กลไกราคาทำงานอย่างเสรี ปราศจากการแทรกแซงจากรัฐ ทั้งนี้เพื่อประโยชน์ของผู้บริโภคโดยตรง และไม่ให้เกิดการบิดเบือนของตลาดมากจนเกินความจำเป็น เพราะจะก่อให้การผลิตอย่างไร้ประสิทธิภาพในระยะยาวได้

        ส่วนกุญแจคำตอบที่สำคัญที่จะทำให้โครงการเอทานอลของไทยประสบผลสำเร็จได้ในระยะยาวนั้น ขึ้นกับว่าทั้งผู้ผลิตและภาครัฐให้ความสนใจต่อการวิจัยและพัฒนาเพื่อทำให้ต้นทุนของการผลิตเอทานอลของไทยสามารถลดต่ำลงได้มากพอจนอยู่ในระดับเดียวกันกับองประเทศบราซิลได้หรือไม่ เพื่อให้ผู้ผลิตไทยตั้งแต่ชาวไร่อ้อยและไร่มันไปจนถึงโรงงานเอทานอล สามารถแข่งขันทั้งกับน้ำมันเบนซินและกับเอทานอลจากต่างประเทศได้เอง โดยไม่ต้องอาศัยการแทรกแซงช่วยเหลือจากภาครัฐอีกต่อไป

หมายเหตุ : บัณฑิตวิทยาลัยร่วมด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม ได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานพัฒนาบัณฑิตศึกษาและวิจัยด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษาและจากสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน บทความนี้ เป็นความเห็นของผู้เขียน ซึ่งไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับความเห็นของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์
ฉบับวันจันทร์ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ.2551 หน้า B6
 
< ก่อนหน้า   ถัดไป >
mod_vvisit_counterวันนี้666
mod_vvisit_counterเมื่อวานนี้745
mod_vvisit_counterรายเดือน4447
mod_vvisit_counterทั้งหมด558562