แม่น้ำเน่าเสียเรื่องใกล้ตัวที่ไม่ควรมองข้าม
หุ้นส่วนประเทศไทย
อีเมลนี้จะถูกป้องกันจากสแปมบอท แต่คุณต้องเปิดการใช้งานจาวาสคริปเพื่ออ่านมันได้
-...สมศักดิ์ จันทรรวงทอง ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและยุทธศาสตร์กระทรวงอุตสาหกรรม
แม่น้ำเปรียบเสมือนเส้นเลือดที่หล่อเลี้ยงคนไทยมาช้านาน เพราะแหล่งน้ำได้สร้างประโยชน์ทั้งด้านเกษตรกรรม อุตสาหกรรม เพื่อการอุปโภคและบริโภค ความเจริญทางด้านเศรษฐกิจก่อให้เกิดการขยายตัวของชุมชนที่อยู่อาศัย โรงงานอุตสาหกรรม
บ่อยครั้งที่การพัฒนาด้านเศรษฐกิจส่งผลให้การก่อสร้างอาคารรุกล้ำแม่น้ำ การปล่อยของเสียทิ้งลงแม่น้ำจนทำให้เกิดการเน่าเสีย การกระทำทั้งหมดไม่ว่าจะเกิดจากความตั้งใจหรือไม่ได้ตั้งใจแต่ผลรวมคือปัญหาน้ำเน่าเสียเริ่มมีให้เห็นบ่อยครั้งขึ้น
ทุกครั้งที่ปัญหาน้ำเน่าเสียเกิดขึ้นโจทย์ใหญ่ที่ทุกฝ่ายจะพุ่งเข้าไปก่อนเป็นอันดับแรกหนีไม่พ้นโรงงานอุตสาหกรรมที่อยู่ริมลำน้ำหรือใกล้เคียง
อาจเป็นเพราะโรงงานอุตสาหกรรมมีปริมาณน้ำทิ้งค่อนข้างมาก มีกฎหมายควบคุมให้ต้องมีการบำบัดให้ได้มาตรฐานเสียก่อนจึงปล่อยออกนอกโรงงานได้
ทำให้ที่ผ่านมาผู้คนทั่วไปยังเคลือบแคลงสังสัยว่าน้ำทิ้งที่ระบายออกมานั้นได้มาตรฐานจริงหรือไม่ การตรวจวัดคุณภาพน้ำก็มีวิธีการที่ซับซ้อนยากต่อการเข้าใจของประชาชน ทั้งค่ามาตรฐานน้ำทิ้งที่กฎหมายกำหนดยังมีค่าความสกปรกอยู่ คือ BOD ไม่เกิน 20 มิลลิกรัมต่อลิตร
ขณะเดียวกันก็อาจจะมีโรงงานบางแห่งละเลยต่อการปฏิบัติตามกฎหมายลักลอบปล่อยน้ำทิ้งออกมา จนเป็นเหตุให้เกิดปัญหาน้ำเน่าเสียในแม่น้ำลำคลองอยู่เนือง ๆ จนในที่สุดเมื่อเกิดปัญหาน้ำเน่าเสียทีไร ก็โทษโรงงานอุตสาหกรรมก่อนทุกที
ถ้าพื้นที่ใดไม่มีโรงงานอุตสาหกรรมก็จะพุ่งเป้าต่อไปยังแหล่งระบายน้ำทิ้งขนาดใหญ่อื่น ๆ เช่น หมู่บ้านจัดสรร ฟาร์มเลี้ยงสัตว์ ชุมชนเป็นต้น
ผมตั้งใจจะนำเสนอเรื่องมาตรการของกระทรวงอุตสาหกรรมในฐานะหน่วยงานที่รับผิดชอบโรงงานอุตสาหกรรมได้ตระหนักดีในเรื่องดังกล่าว และที่ผ่านมาได้เข้าไปแก้ไขปัญหาอย่างต่อเนื่อง เพื่อแก้ไขปัญหาอย่างตรงจุด
ในปีนี้กระทรวงอุตสาหกรรมได้มีโครงการสำคัญที่จะเข้าไปดูแลแม่น้ำอย่างใกล้ชิดภายใต้ “โครงการกำกับดูแลโรงงานและเฝ้าระวังคุณภาพแม่น้ำแบบบูรณาการ” ขึ้นในแม่น้ำ 4 สายหลัก
คือ แม่น้ำเจ้าพระยา บางปะกง ท่าจีน และแม่กลอง โดยมีแผนดำเนินการตั้งแต่ ต.ค. 2550 – ก.ย. 2551
หากดูแม่น้ำ 4 สายดังกล่าว ถือว่าครอบคลุมปัญหาได้ดีเพราะเป็นสายที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจ และมีโรงงานที่มีน้ำทิ้งซึ่งตั้งอยู่ในบริเวณแม่น้ำทั้ง 4 สายไหลผ่านจังหวัดต่าง ๆ รวม 20 จังหวัด
วิธีดำเนินการของกระทรวงอุตสาหกรรมนั้นเราได้มีการเก็บตัวอย่างและตรวจวัดคุณภาพน้ำทิ้งที่ตั้งในพื้นที่แม่น้ำสายหลักรวม 1,063 โรงงาน โดยจะทำในโรงงานเป้าหมายหลักคือโรงงานที่มีน้ำทิ้งที่ตั้งในระยะ 1 กิโลเมตร จากแม่น้ำและโรงงาน
เป้าหมายรองคือโรงงานที่อยู่นอกระยะ 1 กิโลเมตรและมีน้ำทิ้งตั้งแต่ 50 ลูกบาศก์เมตรต่อวันขึ้นไป
ผลปรากฏว่าในห้วงที่ผ่านมา มีการสั่งแก้ไขปรับปรุงโรงงานหลายแห่งเพื่อให้สามารถบำบัดน้ำเสียให้ได้มาตรฐานทุกโรงงาน
ภารกิจนี้ดูเหมือนว่าท้องถิ่นจะสนับสนุนกันเต็มที่ ทั้งในนามขององค์กรและประชาคมหมู่บ้านริมน้ำทั้ง 4 สายหลัก ซึ่งน่าจะเป็นเรื่องที่ดีมาก และสะท้อนว่าชุมชนนั้นรักและหวงแหนทรัพยากรธรรมชาติที่เขาพึ่งพาอาศัยในวิถีชีวิต
นอกจากนี้ ยังได้มีการร่วมมือกับท้องถิ่นในการเฝ้าระวัง โดยได้ติดตั้งอุปกรณ์ตรวจวัดน้ำอัตโนมัติและมอบอุปกรณ์คอมพิวเตอร์สำหรับเชื่อมโยงระบบให้แก่องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) เพื่อช่วยดูแลเฝ้าระวังคุณภาพน้ำในบางสายแล้ว และจะมีการทยอยทำในสายอื่น ๆ ต่อไปในอนาคต
ความร่วมมือดังกล่าวถือว่าเป็นแนวทางที่จะทำให้การเฝ้าระวังการปล่อยของเสียลงสู่แม่น้ำมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะผลของการมีส่วนร่วมของชุมชนที่เข้ามามีส่วนดูแลเองโดยตรงด้วย ทำให้ภาพรวมน้ำเสียที่ปล่อยทิ้งจากโรงงานอุตสาหกรรมระยะหลังมาในลุ่มน้ำทั้ง 4 สาย มีมาตรฐานค่อนข้างสูงทีเดียว
อย่างไรก็ตาม หากดูรายงานจากหลายฝ่ายรวมทั้งผู้เขียนเองก็ได้ตรวจสอบแล้วสิ่งที่น่าตกใจก็คือ ปัญหาน้ำเสียแท้จริงแล้วมาจากโรงงานอุตสาหกรรมเพียง 18% เท่านั้น ถือว่าค่อนข้างน้อยทีเดียว
เมื่อสอบถามไปยังกระทรวงอุตสาหกรรมผู้บริหารระดับสูงเองทั้งระดับปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมหรือแม้แต่อุตสาหกรรมจังหวัดต่าง ๆ ก็ยอมรับว่ามันเป็นเช่นนั้นจริง ๆ
แต่ขอโทษ เขาบอกมาอีกว่าถ้าพูดความจริงแบบนี้บางครั้งอาจตายได้ เพราะเขาหาว่าโยนความผิดให้คนอื่น
เอาล่ะซิ เกิดอะไรขึ้น ครับ เมื่อตรวจสอบปรากฏว่าน้ำเสียมาจากชุมชนมีมากกว่า และคาดว่าจะขยายตัวตามการเติบโตอีกในอนาคต
และนี่คือสิ่งที่น่าเป็นห่วงเลยทีเดียวหากทุกฝ่ายยังมองข้ามเลยไปและไม่ยอมรับในข้อเท็จจริงนี้ เพราะชุมชนก็คือเรา ๆ ท่าน ๆ นั่นเอง เราทิ้งน้ำเสียลงแม่น้ำโดยไม่รู้ตัวกันมานานเพียงใดแล้ว โดยเฉพาะคนกรุงเทพฯ ที่มีแม่น้ำสายหลักที่สำคัญอย่างแม่น้ำเจ้าพระยา ภาคเกษตรกรที่อาจไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่ามีส่วนเช่นกันในการทำลายแม่น้ำ เพราะภาคเกษตร เช่น การทำไร่ ทำนา เดี๋ยวนี้ใช้สารเคมีในการฉีดยาฆ่าแมลง การใส่ปุ๋ยเคมีลงไป การปล่อยของเสียจากการทำปศุสัตว์ เป็นต้น
และเพื่อยืนยันปัญหาดังกล่าว ปรากฏว่าข้อมูลของกรมควบคุมมลพิษเองก็ระบุชัดเจนว่าปัญหาที่ทำให้แม่น้ำเน่าเสียมาจาก 3 ส่วนคือ น้ำเสียจากชุมชน 70% น้ำเสียจากโรงงานอุตสาหกรรม 18% น้ำเสียจากภาคเกษตรกรรม 12%
สอดรับกับผลสรุปแหล่งกำเนิดของปัญหาน้ำเน่าเสียจากกระทรวงอุตสาหกรรมใน 4 แม่น้ำสายหลัก ก็พบว่าน้ำเสียเกิดจากชุมชน 66% โรงงาน 11% การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ 11% ปศุสัตว์ (ฟาร์มสุกร) 10% การเกษตร 2%
หากแยกรายละเอียดของแต่ละแม่น้ำที่สำคัญพบว่า สัดส่วนการส่งผลกระทบต่อแม่น้ำเจ้าพระยา ได้แก่ ชุมชน 73% อุตสาหกรรม 15% เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ 9% ปศุสัตว์ (ฟาร์มสุกร) 3% แม่น้ำท่าจีนเกิดจากชุมชน 41% ฟาร์มสุกร 34% การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ 19% อุตสาหกรรม 6% แม่น้ำบางปะกง ชุมชน 57% ปศุสัตว์ 16% เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ 15% และการเกษตร 12% อุตสาหกรรม 0% แม่น้ำแม่กลองชุมชน 50% การเกษตร 21% อุตสาหกรรม 18% และกิจกรรมอื่น ๆ 11%
เมื่อพิจารณาต้นเหตุแล้วก็พบว่าทุกภาคส่วนล้วนมีส่วนต่อปัญหาน้ำเน่าเสีย ทุกฝ่ายไม่อาจปฏิเสธความรับผิดชอบได้แม้แต่ตัวเราเอง
การดูแลปัญหาในส่วนของภาคโรงงานอุตสาหกรรมมีหน่วยงานและการกำกับดูแลที่ค่อนข้างน่าพึงพอใจ และเห็นว่ากระทรวงอุตสาหกรรมจะต้องเข้มงวดต่อไปเพื่อลบภาพลักษณ์ตัวการสำคัญในการปล่อยน้ำทิ้งลงแม่น้ำ
ส่วนปัญหาชุมชนและอื่น ๆ ถือว่าค่อนข้างน่าวิตกเลยทีเดียวหากปัญหานี้ในอนาคตจะขยายไปยังแม่น้ำสายรองอื่น ๆ อีก เพราะเมื่อพิจารณาถึงมาตรการในการกำกับดูแลปัญหายังไม่มีความชัดเจนในการแก้ไขแต่อย่างใด
ขณะที่ชุมชนยังคงขยายตัวไม่หยุดยั้งปัญหาระดับมหภาคเช่นนี้คงต้องฝากให้รัฐบาลกำหนดเชิงนโยบายในเรื่องเกี่ยวกับการบำบัดน้ำเสียของชุมชนอย่างเร่งด่วน ก่อนที่แม่น้ำจะเน่าเสียอย่างถาวรยากเกินจะเยียวยา
หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันศุกร์ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ.2551 หน้า วิเคราะห์ 2 |
|