พิมพ์ อีเมล์
กรรมร่วม-โลกร้อนกับเศรษฐกิจฉากสุดท้าย

จิตกับพฤติกรรม
ความทรงจำ นอกมิติ


น.พ.ประสาน ต่างใจ

ม่ว่าใครจะพูดหรือเขียนอย่างไร? หรือยาวนานแค่ไหน? เรา-มนุษยชาติทั่วทั้งโลก โดยเฉพาะเรา-ในประเทศด้วยพัฒนาและกำลังพัฒนา หรือแทบว่าจะทุกคนทั้งร่วม 7,000 ล้านคนก็ว่าได้ – ก็ไม่มีทางจะฟัง เข้าใจ เฉลียวใจ หรือกระทั่งสะกิดใจแม้แต่น้อยนิด กับการเปลี่ยนแปลงของมนุษย์และสังคม หรือของโลกที่เกิดจากสิ่งแวดล้อมธรรมชาติที่พังพินาศลงไปด้วยฝีมือของเราเองแท้ ๆ ความพินาศซึ่งกำลังเกิดขึ้นหรือจะเกิดขึ้นว่าจะเป็นฉากสุดท้ายของละครแห่งชีวิต หรืออย่างน้อยก็เป็นประวัติศาสตร์ฉบับสุดท้ายของละครแห่งชีวิต หรืออย่างน้อยก็เป็นประวัติศาสตร์ฉบับสุดท้ายตั้งแต่โลกเริ่มมีเผ่าพันธุ์ของโฮมาซาเปียนส์เป็นต้นมา - ถ้าหากเผ่าพันธุ์ของเรายังคงมีเหลืออยู่อีกบ้างในตอนนั้น ซึ่งผู้เขียนก็จะเป็นเพียงไม่กี่ปีจากวันนี้ นั่น-เพราะอะไรหรือ? เราอาจไม่รู้หรือขี้เกียจคิด แต่ผู้เขียนเข้าใจว่าเพราะเราไม่เคยมีประสบการณ์มาก่อน ความพินาศของโลกครั้งยิ่งใหญ่ทั้ง 5 ครั้ง (mass extinction) ที่สิ่งมีชีวิตตายไปเกือบทั้งหมด เราแม้จะรู้บ้างแต่ไม่กลัวเพราะมันไม่ได้เกิดกับเรา เราจึงคิดไปไม่ถึง อีกอย่างเราฉลาดและยิ่งใหญ่เหลือเกิน ที่ไม่ว่าอะไรเราก็แก้ไขได้ เราจะเตรียมตัวไปทำไม? ทั้งที่มันมีหนทางที่เราจะเตรียมตัวหรือปฏิบัติเพื่อจะหลีกหนีจากความทุกข์ของฉากสุดท้ายนั้นได้ อย่างน้อยก็ในส่วนที่สำคัญ นั่น-ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะนิสัยสันดานของความประมาทและการเอาตัวรอดหรือ “รู้รอด” อันเป็นสัญชาตญาณพื้นฐานของสัตว์โลกทั้งหลายที่ตกทอดมาถึงมนุษย์นั้นเอง เราถึงประมาทลืมง่ายและไม่เจียมตัว ซึ่งพฤติกรรมเหล่านี้ก็เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการอยู่รอด สัญชาตญาณของสัตว์โลกรวมทั้งมนุษย์ที่ว่านั้นล้วนได้มาจากจิตไร้สำนึกของจักรวาล

        คนที่ไม่เชื่อกฎแห่งกรรม คนที่ไม่กลัวบาปหรือคนที่ไม่เชื่อในพระเจ้า หรือกระทั่งคนที่ไม่เชื่อว่าฟ้าดินและการให้รางวัลกับการลงโทษ (retribution) ว่ามีจริง-ในรูปใดรูปหนึ่งที่เป็นประหนึ่งอุปมาอุปไมย – จะคิดอย่างไร? ในสภาพที่สังคมโลกหรือของประเทศต่าง ๆ ของโลกกำลังเผชิญหน้าอยู่ในขณะนี้ ทั้งเรื่องโลกร้อน เรื่องของประชากรที่มากเกิน เรื่องของเศรษฐกิจที่ตกสะเก็ด เรื่องของประชาธิปไตยตัวแทนและสิทธิมนุษยชนอันเป็นวัฒนธรรมของฝรั่งซึ่งผิดธรรมชาติชัด ๆ ฯลฯ ทั้งนี้หวังว่านักคิด นักเขียน นักวิชาการคงคิด-หรือไม่คิดอะไรทั้งสิ้น – โดยผลักความรับผิดชอบไปที่ความ “บังเอิญ” หรือ “จังหวะ” ที่สังคมโลกมันต้องเป็นเช่นนั้นเพราะว่ามันง่ายดีที่สุด อย่างน้อยก็ดีกว่าไปคิดเรื่องกรรม เรื่องของพระเจ้า ที่คิดว่าเป็นเรื่องไม่มีเหตุผลหรือไม่เป็นวิทยาศาสตร์ ราวกับว่าความบังเอิญเป็นสิ่งที่มีเหตุผลและเป็นวิทยาศาสตร์กระนั้น

        คาร์ล ซี. จุง แทบว่าตลอดชีวิตเชื่อแต่กรรมร่วม (collective karma) แต่ไม่เชื่อในเรื่องของกรรมและเรื่องของการเกิดใหม่ของปัจเจกบุคคล จนกระทั่งก่อนตายเพียงไม่กี่ปี ด้วยการสะท้อนจากความฝันเพราะเขาเชื่อในความฝันมาก ๆ แถมยังคิดว่านิยายปรัมปรา (myth) ที่มีลักษณะหรือรูปแบบที่คล้าย ๆ กัน ซึ่งปรากฏออกมาในวัฒนธรรมต่าง ๆ ของโลกว่า มีความหมายที่แม้วิทยาศาสตร์จะไม่ยอมรับแต่ก็อธิบายไม่ได้ จริง ๆ แล้วผู้เขียนคิดว่าเหตุผลกับความรู้หรือวิทยาศาสตร์ให้ข้อจำกัดแก่เรา เหมือนกับว่าได้ให้ความพิการหรือโรคเรื้อรังที่รักษาไม่ได้ ทำให้เรา-โดยเฉพาะนักวิชาการ – ติดกับข้อจำกัดดังกล่าวกลายเป็นอุปสรรคต่อความคิด นอกจากนั้น คาร์ล จุง ยังเชื่อความสามารถในการแปลหรือสะท้อนความฝันของเขา จุงที่เชื่อในกรรมร่วมนั้นก็เป็นเพราะว่ากรรมร่วม – ซึ่งเช่นเดียวกับสัญชาตญาณ-เป็นผลของรูปแบบประสบการณ์ในอดีต รูปแบบที่เหมือน ๆ กันของจิตไร้สำนึก (unconscious) ที่มนุษย์รวมทั้งสัตว์โลกทั้งหลายได้รับเป็นมรดกตกทอดมา (ที่จุงเรียกว่า archytypes) เช่น ทำไม? ปีกของผีเสื้อถึงคล้าย ๆ กับดอกไม้ เพียงแต่เราต้องสืบสวนต่อไปว่า ความคล้าย ๆ กันนั้นมันเป็นเรื่องจิตไร้สำนึกสากลของจักรวาล (unconscious continuum) ที่ให้สัญชาตญาณหรือให้พฤติกรรม – ซึ่งอยู่ภายใต้หรือถูกควบคุมด้วยจิตไร้สำนึกของชีวิตนั้น ๆ อีกที - และเพราะเช่นนั้นเองที่ทำให้จุงเชื่อแต่เฉพาะกรรมร่วมว่าเป็นที่มาของพฤติกรรมต่าง ๆ ที่ส่งผลให้กลุ่มคนหรือสังคม ประเทศชาติ รวมทั้งแม้แต่พฤติกรรมของปัจเจกบุคคลตามมา นั่นคือตอนแรก ซึ่งทั้งคาร์ล จุง และความคิดของชาวตะวันตกส่วนใหญ่ จะเชื่อในเรื่องพันธุกรรมของปัจเจกบุคคลตามมา นั่นคือตอนแรก ซึ่งทั้งคาร์ล จุง และความคิดของชาวตะวันตกส่วนใหญ่ จะเชื่อในเรื่องพันธุกรรมของบรรพบุรุษที่แต่ละปัจเจกบุคคลนั้นได้รับเป็นมรดกตกทอดมา แต่ในตอนหลังและจากความฝัน ทำให้จุงเข้าใจว่าปัจเจกบุคคลทุก ๆ คนก็มีที่มา หรือความสัมพันธ์กับสิ่งที่ไม่มีที่สิ้นสุดนิรันดรนั้น จึงน่าจะเป็นไปได้ที่เราทุกคนจะสลัดทิ้งจิตไร้สำนึกสากลที่ควบคุมเราเพื่อให้เปลี่ยนเป็นจิตสำนึก เราทุกคนเกิดแล้วเกิดใหม่อีกก็เพื่อที่จะเรียนรู้หรือทำหน้าที่ของเรา (กรรม) ให้สมบูรณ์เพื่อเข้าสู่สภาวะที่พระพุทธองค์ทรงเรียกว่านิพพานนั่นเอง นั่น-คือสิ่งที่ผู้เขียนรู้และมีความเชื่อมั่น ทั้งได้เขียนเช่นนั้นมาตลอด

        ที่สำคัญคือ สิ่งที่เผชิญหน้ากับเรา กับมนุษยชาติทั่วทั้งโลกอยู่ในบัดนี้ ดังที่กล่าวมาข้างต้นนั้น ที่มีแต่จะยิ่งเลวร้ายมากขึ้นในวันข้างหน้า ที่เราซึ่งมีอายุต่ำกว่า 50 ปีทุกคนโดยไม่ยกเว้น จะต้องประสบกับตนเองเพียงมากหรือน้อย และขึ้นกับความจริงที่ว่าเราเป็นประชาชนของประเทศไหน? และทั้งหมดน่าจะเป็นผลของกรรมร่วมที่ว่านั้น ซึ่งจัดแบ่งโดยระดับของเศรษฐกิจที่มีอยู่ในปัจจุบันเป็นสามระดับ หรือสามกลุ่มประเทศ คือ 1.ประเทศที่ยากจนจริง ๆ หรือประเทศที่ระดับเศรษฐกิจมีความด้อยพัฒนาอย่างที่สุด 2.ประเทศที่ระดับเศรษฐกิจอยู่กลาง ๆ คือประเทศกำลังพัฒนาหรือประเทศพัฒนาใหม่ ๆ 3.ประเทศที่ร่ำรวยมาก ๆ และพัฒนาเศรษฐกิจมานานแล้ว ซึ่งผู้เขียนเชื่อว่าประชาชนที่มาเกิดหรือมาเกิดใหม่ในประเทศต่าง ๆ ในแต่ละกลุ่มที่กล่าวนี้เป็นเพราะกรรมร่วม ที่ส่งผลให้คนมาเกิดเป็นประชากรของประเทศนั้น ๆ ในขณะนี้ส่วนคนเหล่านั้นจะดี จะชั่ว จะรวย จะจน หรือสูง-ต่ำ-ดำ-ขาว ฯลฯ ไม่ว่าจะเกิดในประเทศที่เศรษฐกิจอยู่ในระดับไหน เป็นเรื่องกรรมของแต่ละปัจเจกบุคคลที่ไม่เกี่ยวกัน ทั้งหมดที่เป็นเรื่องของกรรมร่วมของมนุษย์ชาตินั้น เป็นผลของพฤติกรรมของแรงกรรมอวิชชาและตัณหาของมนุษยชาติทั้งเผ่าพันธุ์ของเราแท้ ๆ ทั้งในอดีตและปัจจุบัน ดังนั้น ว่าไปแล้วกรรมร่วมที่เกิดจากเจตนาหรือความจงใจ (จิตรู้ของเรา) ของบรรพบุรุษเรา กระทั่งบางทีของสัตว์โลกทั้งหลาย คือที่มาของกรรมร่วมของหมู่ชนของกลุ่มหรือประเทศ ไปจนกระทั่งของเผ่าพันธุ์มนุษยชาติที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ไม่เกี่ยวกับปัจเจกกรรม

        ในความเห็นของผู้เขียน โดยเฉพาะในประเด็นหลังเราจึงไม่มีทางหลีกหนี มนุษยชาติทั้งเผ่าพันธุ์จะต้องรับผลจากพฤติกรรมหรือการกระทำที่เผ่าพันธุ์ของเราได้กระทำลงไปในอดีต ซึ่งจะเป็นสาเหตุในส่วนที่ใหญ่มาก ๆ บางทีอาจจะรวมทั้งจากการกระทำที่เกิดจากการตั้งใจของสัตว์โลกทั้งหลายทั้งปวงในอดีต ถอยหลังไปอีกเป็นหลายร้อยล้านปีก็ได้ พูดง่าย ๆ กรรมร่วมแทบทั้งหมดเกิดจากน้ำมือของเราเองต่อสิ่งแวดล้อมธรรมชาติ หรือไบโอสเฟียร์ซึ่งมีจิตไร้สำนึกของจักรวาลเช่นเดียวกันกับมนุษย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่มนุษย์ใช้เหตุผลกับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาชี้นำชีวิต

        เมื่อเร็ว ๆ นี้ ในที่ประชุมของสมาคมเศรษฐกิจของอเมริกา ที่จัดขึ้นที่ซานฟรานซิสโกเมื่อเดือนมกราคมปีนี้ (2009) ทีมเศรษฐกิจของเอ็มไอที นำโดย เบนจามิน โอลเกน (Benjamin Olken) ได้รายงานเป็นครั้งแรกของโลก ถึงการเชื่อมโยงกันระหว่างการเพิ่มอุณหภูมิหรือสภาวะโลกร้อน กับระบบเศรษฐกิจและระบบการเมืองของประเทศต่าง ๆ ทั่วทั้งโลก (รวมทั้งสหรัฐอเมริกา) ว่าศึกครั้งนี้มันใหญ่หลวงนัก คือทั้งรุนแรงและยาวนานที่จะนำการเปลี่ยนแปลงสุดยิ่งใหญ่มาให้สหรัฐอย่างนึกไม่ถึง ที่สำคัญคือมันจะทำให้เกิดช่องว่างอย่างที่ใคร ๆ แม้แต่นักเศรษฐกิจใหญ่ ๆ ดัง ๆ หรือองค์กรสถาบันทางการเงิน การคลัง ระดับโลกก็ไม่มีทางที่จะคาดคิดได้ถึง – ระหว่างประเทศที่ “มี” กับประเทศที่ “ไม่มี ภายในก่อนสิ้นศตวรรษนี้ ช่องว่างที่จะกว้างเป็นสองเท่าภายในทศวรรษนี้และจะกว้างใหญ่ถึง 12 เท่า ภายใน 50 ปี ประเทศที่ยากไร้หรือด้อยพัฒนามากจะแย่ที่สุด ในขณะที่ประเทศที่ร่ำรวยซึ่งมีความยืดหยุ่นที่ดีกว่าจะได้รับการกระทบกระเทือนที่น้อยกว่า สำหรับประเทศที่ยากจนมาก ๆ ยิ่งได้รับเคราะห์กรรมมาก โดยเฉลี่ยจีดีพี (GDP) ของประเทศที่ยากจน รวมถึงประเทศที่กำลังพัฒนาจะลดลงหนึ่งเปอร์เซ็นต์ทุก ๆ หนึ่งองศาเซลเซียสของอุณหภูมิที่สูงขึ้น ณ ภูมิภาคนั้น ๆ และการถดถอยของระบบเศรษฐกิจจะสะสมเพิ่มทวีมากขึ้น โดยโอกาสที่ความคาดหวังว่าเศรษฐกิจจะกลับมาเหมือนเดิม – ที่นักกฎหมาย นักรัฐศาสตร์ รวมทั้งนักเศรษฐกิจมักจะคิด – ไม่มีเลยนักการเมืองคนไหนจะสนใจแต่งานเฉพาะหน้าที่ประชาราษฎร์กำลังเดือดร้อนอยู่ เช่นเรื่องของความแห้งแล้ง ทำให้การศึกษาเรื่องอื่น ๆ ขาดความสำคัญลงไป ที่สำคัญสำหรับประเทศยากจนก็คือ อุณหภูมิที่สูงขึ้นจะดำรงอยู่คู่กับความวุ่นวายของสังคมและของประชาชนเสมอ จนกระทั่งอาจกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาลได้ และสิ่งหนึ่งซึ่งจะเกิดได้มาก ๆ ก็คือรัฐประมาณ

        รายงานดังกล่าวหากมองจากมุมมองของนักวิทยาศาสตร์สังคม โดยเฉพาะนักการเมือง นักเศรษฐกิจ ซึ่งไม่มีเวลาเพราะมัวยุ่งกับงานเฉพาะเรื่องเฉพาะหน้า จนทำให้ดูเหมือนกับว่าไม่ได้ให้ความสนใจหรือไม่รอบด้าน เช่นเดียวกับนักวิชาการที่รู้แต่เท่าที่เรียนมาเท่านั้น จึงประมาทสุด ๆ ดังเรื่องของความแห้งแล้งที่กล่าวถึงในรายงานนั้น

        ผู้เขียนเชื่อมั่นในเรื่องกรรมหรือกฎแห่งกรรมมาก จึงไม่เข้าใจคนที่ไม่เชื่อว่าเป็นเพราะอะไร? ถึงไม่เชื่อ เพราะว่ากฎวิทยาศาสตร์ตรงไปตรงมาของกฎแห่งการเคลื่อนที่ของมวลของไอแซ็ค นิวตัน แรงที่ทำเท่ากับแรงสะท้อน เพียงแต่ว่านิวตันพูดเรื่องของมวลของสสาร แต่คราวนี้เป็นเรื่องของจิตและพฤติกรรม แถมยังเป็นเรื่องการเกิดใหม่ที่ข้ามภพข้ามชาติที่เราส่วนใหญ่ไม่เชื่อ เพราะมองไม่เห็นและไกลตัว สู้สนุกกับการหาเงินไม่ได้

        ในการวิเคราะห์ที่สุดท้ายจริง ๆ ผู้เขียนเชื่อมั่นว่า ระบบทุกของระบบองสังคมซึ่งเป็นฐานของอารยธรรมความศิวิไลซ์ของมนุษยชาติ ได้มาถึงฉากสุดท้ายของมันแล้ว มันจึงไม่มีหนทางใด ๆ ทั้งสิ้นที่สภาพการณ์ต่าง ๆ จะกลับไปเหมือนเดิมได้แม้แต่เพียงส่วนเสี้ยว สิ่งแวดล้อมที่จะก่อภัยธรรมชาติอันโหดร้าย หรือสภาพเศรษฐกิจเช่นรายงานนั้นบอกจะมาถึงเร็วชนิดคาดคิดไม่ถึง รวมทั้งการทุ่มเงินอย่างมหาศาลที่ประเทศต่าง ๆ กำลังทำนั้น อาจจะทำให้เศรษฐกิจโลกฟื้นตัวได้บ้างเล็ก ๆ น้อย ๆ ในระยะสั้น ๆ เป็นลมหายใจเฮือกสุดท้ายแต่หวังจะให้เข้าใกล้ ๆ กับสภาพเดิมนั้นไม่มีทาง นั่นเป็นสิ่งที่ผู้เขียนเชื่อมั่น จึงไม่จำเป็นที่เราต้องพูดต้องเขียนเพื่อเอาใจกัน ที่กล่าวมานั้นเป็นผลของกรรมร่วม (collective karma) ซึ่งเป็นจิตไร้สำนึกสากล (collective unconscious continuum) ของจักรวาล ที่นักคิดนักเขียนส่วนหนึ่ง เช่น คาร์ล จุง เชื่อว่าหมดหนทางหลีกเลี่ยงใด ๆ แต่ทว่าแก้ไขหรือแบ่งเบาได้ด้วยการเปลี่ยนแปลงทางจิตและพฤติกรรม โดยการปฏิบัติจิตปฏิบัติสมาธิ-ด้วยวิธีไหนก็ได้-เพียงอย่างเดียว

หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์
ฉบับวันจันทร์ที่ 16 มีนาคม พ.ศ.2552 หน้า 8
 
< ก่อนหน้า   ถัดไป >
mod_vvisit_counterวันนี้452
mod_vvisit_counterเมื่อวานนี้797
mod_vvisit_counterรายเดือน26178
mod_vvisit_counterทั้งหมด113308