พิมพ์ อีเมล์
บันไดขั้นแรกสู่อุตสาหกรรมสะอาด

นิธิ เอียวศรีวงศ์

ลพิษฟุ้งกระจายในอากาศ อาหาร น้ำ และมโนทัศน์ของนักธุรกิจ นักการเมือง และข้าราชการจำนวนหนึ่ง เมื่อศาลปกครองระยองได้ออกคำสั่งให้ประกาศพื้นที่รอบนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดเป็นเขตคุ้มครองมลพิษ

        ประธานสภาอุตสาหกรรมไทยออกมาให้สัมภาษณ์ว่า จะทำให้การลงทุนยิ่งชะลอตัว ข้อนี้ไม่น่าประหลาดใจอันใดสำหรับตำแหน่งและผลประโยชน์ทางธุรกิจที่ท่านมีอยู่

        ที่น่าประหลาดใจมากกว่าคือปฏิกิริยาของท่านนายกรัฐมนตรี

        ท่านนายกฯ ไม่ได้วิจารณ์คำตัดสินของศาลปกครองโดยตรง แต่เนื่องจากบริษัท ปตท. อ้างว่าคำตัดสินทำให้ต้องทบทวนโครงการลงทุน ซึ่งจะไปลงที่อิสเทิร์นซีบอร์ดบางโครงการ ท่านนายกฯ ก็แสดงความวิตกห่วงใยว่า การชะลอการลงทุนของบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง ปตท. ย่อมบั่นทอนเศรษฐกิจที่ซบเซาของประเทศ

        คำสัมภาษณ์ที่ชัดเจนจากฝ่ายนักการเมืองคือคำสัมภาษณ์ของคุณสรยุทธิ์ เพชรตระกูล ที่ปรึกษารัฐมนตรีอุตสาหกรรม

        ท่านกล่าวว่า รัฐจะต้องพิจารณาหาจุดสมดุลระหว่างการพัฒนาอุตสาหกรรมและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ความเห็นเช่นนี้มาจากทฤษฎีซึ่งยึดถือกันในเมืองไทยมานานว่า สองอย่างนี้ขัดแย้งกัน ในขณะที่ประเทศพัฒนาแล้วทั่วไปถือว่าสองอย่างนี้เกื้อกูลกัน

        คุณสรยุทธ์ยังกล่าวอีกว่า โครงการที่ได้ผ่านการอนุมัติของบีโอไอแล้ว ก็ควรได้รับสิทธิในการขยายเวลาแก่เอกสิทธิ์ที่ได้รับ หากคำสั่งศาลปกครองทำให้ต้องลงทุนเพิ่มขึ้นกว่าที่เสนอขออนุมัติ แปลว่า บีโอไออนุมัติโครงการต่าง ๆ โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ฉะนั้น หากผู้ลงทุนถูกบังคับให้ไม่ทำสกปรกเมื่อไรก็ต้องได้รับเอกสิทธิ์คุ้มครองกันมากขึ้น

        ยิ่งกว่านี้ คุณสรยุทธ์ยังกล่าวว่า คำสั่งศาลปกครองในครั้งนี้ย่อมมีผลให้ต้องเร่งรัดโครงการเซาธ์เทิร์นซีบอร์ด เพราะบริษัทต่าง ๆ ย่อมต้องเผชิญกับข้อจำกัดในระยองและจังหวัดทางฝั่งตะวันออกมากขึ้น หมายความว่าอะไร หวังว่าคนภาคใต้คงเข้าใจนะครับ

ย่างไรก็ตาม แทนที่จะตระหนกตกใจกับคำสั่งศาลปกครองระยอง รัฐบาลหรือที่จริงสังคมไทยทั้งหมด น่าจะถือคำสั่งศาลครั้งนี้ เป็นจุดเริ่มต้นที่มีนัยยะสำคัญต่ออนาคตของอุตสาหกรรมไทย และจัดเตรียมแผนการต่าง ๆ เพื่อช่วยให้คำสั่งศาลบรรลุเป้าหมายอันเป็นคุณแก่ส่วนรวม...ซึ่งหมายถึงกำไรของนักลงทุน และเศรษฐกิจของประเทศโดยรวมด้วย

        ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา เราสังเวยทรัพยากรซึ่งมีชาวบ้านจำนวนมากใช้อยู่ให้แก่การสร้างอุตสาหกรรมขึ้นในประเทศ จนถึงที่สุดแม้แต่ปอดและตับไตไส้พุงของประชาชน ก็ถูกนำมาสังเวยแก่อุตสาหกรรม เพื่อลดความเสี่ยงของนักลงทุน สัดส่วนที่สูงของมูลค่าเศรษฐกิจส่งออกของไทยคือชีวิตและเลือดเนื้อของคนไทย ทั้งที่เป็นแรงงาน เกษตรกร ชนชั้นกลาง ระดับคนเล็กคนน้อย และว่าที่จริง มลภาวะในอากาศไม่เลือกชนชั้น จึงรวมถึงสุขภาพพลานามัยของคนชั้นกลางระดับกลางขึ้นไปด้วย

        จะมีอะไรเหลือให้แก่ลูกหลานของคนไทยปัจจุบันไม่ว่าจะเป็นลูกของเศรษฐีในธุรกิจส่งออก หรือซาเล้ง

        ตรงกันข้ามกับที่เชื่อกันว่า การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเป็นปฏิปักษ์กับความจำเริญทางเศรษฐกิจ ได้พบกันมาในหลายประเทศทั่วโลกว่า การอนุรักษ์เองนั่นแหละที่ช่วยส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจ สร้างงานให้คนจำนวนมาก และทำเงินให้แก่คนจำนวนมาก โดยไม่ต้องไปฉีกกระเป๋าของคนอื่น ๆ ด้วย

        คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติปฏิบัติตามคำสั่งศาลปกครอง โรงงานก็ต้องลดการปล่อยมลพิษสงสู่สิ่งแวดล้อม การลดมลพิษนั้นเป็น “การผลิต” ชนิดหนึ่ง หากบริษัทที่เป็นเจ้าของโรงงานทำเองไม่ได้ก็จะมีบริษัทอื่นรับจ้างให้ทำแทน โดยอาศัยเทคโนโลยีหลายชนิด ทั้งเทคโนโลยีที่มีฐานอยู่บนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการจัดการซึ่งมีฐานอยู่บนสังคมศาสตร์

        อุตสาหกรรมรีไซเคิลก็จะเติบโต เพราะลงทุนด้านเทคโนโลยีอีกนิดหน่อย สิ่งที่ถูกทิ้งขว้างในเวลานี้ ก็กลายเป็นวัตถุดิบราคาถูก ถึงโรงงานที่มีอยู่ปัจจุบันไม่ลงทุน ก็จะมีคนอื่นมาลงทุน

        ความจำเป็นที่จะต้องไม่ก่อมลภาวะ ทำให้เจ้าของโรงงานต้องคิดถึงการลดต้นทุนการผลิตในทางอื่น เช่น ลดการใช้พลังงาน เพิ่มประสิทธิภาพของกระบวนการผลิต ที่ฉลาดกว่านั้นก็อาจปรับปรุงสภาพการทำงานเพื่อลดกรณีเจ็บป่วยและขาดงานของคนงานลง วางแผนการขนส่งให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น หรือซื้อบริการจากบริษัทขนส่งที่สามารถวางแผนด้านโลจิสติคส์ได้ดีจนกระทั่งราคาถูกกว่าบริษัทอื่น ฯลฯ

        ทั้งหมดนี้ดีแก่ประเทศไทยทั้งนั้น เพราะอุตสาหกรรมไทยใช้พลังงานในการผลิตต่อหน่วยสูงมาก แม้เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศที่พัฒนาในระดับเดียวกันการบริหารจัดการแรงงานก็ไม่ได้ทำให้ผลิตภาพเพิ่มขึ้น การขนส่งก็สิ้นเปลืองอย่างเหลือเชื่อ ฯลฯ แต่เพราะสามารถผลักภาระแก่สังคมได้ในรูปของการก่อมลภาวะโรงงานไทยจึงไม่ยอมพัฒนากึ๋นของตัวเองเพื่อมีประสิทธิภาพมากขึ้น คำสั่งศาลปกครองครั้งนี้จึงเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ เพราะนักอุตสาหกรรมต้องสร้างกึ๋นที่แท้จริงให้แก่ตนเองเสียที

        แล้วจะมีโรงงานที่ไม่ยอมพัฒนากึ๋นหรือไม่ มีแน่นอน ที่นักอุตสาหกรรมบางคนร้องแรกแหกกระเชอกับคำสั่งศาลตอนนี้ ก็เพราะไม่อยากพัฒนาสมรรถภาพตัวเอง แต่ถ้าเงื่อนไขบังคับอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จำนวนหนึ่งก็จะต้องกัดฟันพัฒนาสมรรถภาพขึ้นมาจนได้ ส่วนที่ไม่ยอมกัดฟัน แต่เลือกการปิดโรงงานย้ายไปผลิตในประเทศอื่น ก็น่าจะเป็นที่พอใจแก่เราคนไทย เพราะคนสกปรกย้ายบ้านออกไปเสียทีแม้คนสกปรกจะมีเงินมาก ก็ไม่พึ่งหวังว่าจะได้ประโยชน์อะไรแก่เขา คนเราลองเหี้ยมพอที่จะเอาปอดคนอื่นมาทำกำไรได้ จะหวังให้เขาอุทิศประโยชน์อะไรให้แก่ส่วนรวมได้เล่า

        ฉะนั้น ถ้านักการเมืองที่บริหารประเทศเองกลับไปตระหนกตกใจกับคำสั่งศาลเหมือนกัน ก็เท่ากับส่งเสริมให้อุตสาหกรรมไม่รู้จักพัฒนาตัวเอง ยิ่งเชื้อเชิญให้ย้ายไปอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมแห่งใหม่ เพื่อจะได้ทำสกปรกต่อไปตามสบาย ยิ่งเท่ากับบอกนักลงทุนว่า อย่าห่วงกับมาตรฐานสิ่งแวดล้อมของประเทศเลย จะเปิดแหล่งทำสกปรกแห่งใหม่ให้คุณปู้ยี่ปู้ยำได้ตามสบาย

        แทนที่จะตระหนก สิ่งที่รัฐควรทำก็คือขยับมาตรฐานคุณภาพสิ่งแวดล้อมขึ้นมาให้สูงทัดเทียมกับเขตควบคุมมลพิษของระยองทั่วประเทศ เพื่อส่งสัญญาณแก่นักลงทุนว่า หากคิดจะหากำไรกับปอดคนไทย ประเทศนี้ไม่ต้อนรับ แต่ประเทศนี้มีช่องทางทำกำไรได้อีกมากมายสำหรับอุตสาหกรรมที่มีกึ๋น

รัฐควรมีบทบาทอย่างไร หลังคำสั่งศาลปกครองระยอง

        สิ่งที่ขาดอย่างยิ่งในการพัฒนาอุตสาหกรรมโดยดำรงรักษาคุณภาพของสิ่งแวดล้อมในไทย ก็คือความรู้... เราละเลยเรื่องนี้มานานจนขาดความรู้ที่จำเป็นจำนวนมาก

        ฉะนั้น การปฏิบัติตามคำสั่งศาลปกครองระยองนอกจากบังคับให้เป็นไปตามกฎหมายแล้ว ยังเป็นโอกาสที่รัฐ (และสังคมโดยรวม) จะรวบรวมความรู้ในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ท่ามกลางการส่งเสริมอุตสาหกรรม

        รัฐน่าจะระดมผู้รู้แขนงต่าง ๆ จากหน่วยราชการเพื่อตั้งเป็นคณะกรรมการติดตามการดำเนินการตามคำสั่งศาล ไม่ใช่เพียงเพื่อดูว่าได้ทำแล้วหรือไม่ แต่เพื่อศึกษาว่า การลดการก่อมลพิษก่อให้เกิดผลอะไรบ้าง อย่าดูแต่ความจำเป็นที่ต้องลงทุนเพิ่ม เพราะในการทำเช่นนั้นก็มีส่วนในการลดรายจ่ายไปอีกหลายส่วนด้วย หักกลบลบหนี้แล้วขาดทุนหรือกำไรเท่าไรกันแน่ การปฏิบัติตามคำสั่งศาลทำให้เกิดการจ้างงานเพิ่มขึ้นเท่าไร เกิด “การผลิต” เพิ่มขึ้นในส่วนใดและทำเงินมากน้อยเท่าไร ผลในทางสังคมคืออะไรผลต่อธุรกิจอื่นที่เกี่ยวข้อง เช่น การท่องเที่ยว, การค้าอสังหาริมทรัพย์ ฯลฯ เป็นอย่างไร

        ความรู้เหล่านี้จะทำให้รัฐ (หรือบีโอไอ) มีข้อมูลที่จะบอกแก่นักลงทุนได้ รวมทั้งให้คำแนะนำแก่ธุรกิจสิ่งแวดล้อมได้อีกมากมาย รัฐจะเป็นแหล่งข้อมูลที่ดีของอุตสาหกรรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และเป็นแหล่งข้อมูลที่ดีแก่การทำธุรกิจสิ่งแวดล้อม ซึ่งต้องการบริการอีกมากอันเป็นสิ่งที่ไม่อาจเกิดขึ้นได้ในความหละหลวมของกฎหมายสิ่งแวดล้อม

        สังคมโดยรวม จะเกิดความเชื่อมั่นมากขึ้นว่า เราจะก้าวหน้าทางเศรษฐกิจได้ โดยรักษาแผ่นดินอันอุดมสมบูรณ์นี้ไว้ให้แก่ลูกหลายของเราสืบไป

หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน
ฉบับวันจันทร์ที่ 16 มีนาคม พุทธศักราช 2552 หน้า 6
 
< ก่อนหน้า   ถัดไป >
mod_vvisit_counterวันนี้412
mod_vvisit_counterเมื่อวานนี้1002
mod_vvisit_counterรายเดือน8974
mod_vvisit_counterทั้งหมด148723