ลม แสงอาทิตย์ น้ำ พลังงานทางเลือกที่ดีที่สุด
โลก สามมิติ
พลังงานชีวภาพ พลังงานนิวเคลียร์ และพลังงานถ่านเป็นทางเลือก แต่พลังงานลม พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานใต้พิภพ พลังงานน้ำและคลื่นทะเล เป็นพลังงานทางเลือกที่ดีที่สุด ต่อความมั่นคงทางด้านพลังงาน การบรรเทาภาวะโลกร้อนและสุขภาพของมนุษย์
นี่คือผลงานวิจัยของนักวิทยาศาสตร์นำโดย มาร์ค จาคอบสัน ศาสตราจารย์ด้านวิศวกรรมโยธาและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยแสตนฟอร์ด
การศึกษาของจาคอบสันพบว่า พลังงานทางเลือกซึ่งกำลังได้รับความสนใจมากที่สุดในปัจจุบันนั้นปล่อยมลภาวะมากกว่าพลังงานทางเลือกที่หาได้ง่ายที่สุดในระหว่าง 25-1,000 เท่าเลยทีเดียว เขาบอกว่า ทางเลือกพลังงานที่ดีนั้นไม่ใช่สิ่งที่ผู้คนพูดถึงกันส่วนใหญ่และบางทางเลือกที่เสนอนั้นเลวร้ายอย่างชัดเจนที่สุดและคัดค้านพลังงานนิวเคลียร์ ถ่านหินสะอาดที่เก็บกักก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เอทานอลจากข้าวโพดและเอทานอลที่ผลิตจากเซลลูโลส (Cellulosic Ethanol) ที่ใช้วัตถุดิบจากหญ้าแพรี่
“ไบโอดีเซลซึ่งมีฐานของเอทานอลนั้นจะเป็นสาเหตุอย่างแท้จริงของอันตรายต่อสุขภาพมนุษย์ สัตว์ป่าแหล่งน้ำ และการใช้ประโยชน์จากผืนดินมากกว่าเชื้อเพลิงฟอสซิลในปัจจุบัน”
เอทานอลอาจจะปล่อยมลภาวะที่ทำให้โลกร้อนขึ้นมากกว่าเชื้อเพลิงฟอสซิลด้วย และเอทานอลที่ผลิตจากเซลลูโลสจากหญ้าแพรี่จะปล่อยมลภาวะมากกว่าเอทานอลจากข้าวโพด และก่อผลร้ายต่อสัตว์ป่าด้วยถ่านหินสะอาด (Clean Coal) ซึ่งเก็บกักการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ก็ไม่สะอาดเสียทั้งหมด
จาคอบสันพบว่า พลังงานทางเลือกในการผลิตกระแสไฟฟ้าที่ดีที่สุดไปจนถึงเลวที่สุดเรียงตามลำดับ ได้แก่ พลังงานลม พลังงานจากการรวมแสงอาทิตย์ (Concentrated Solar) ซึ่งใช้กระจกให้ความร้อนกับของเหลว พลังงานความร้อนใต้พิภพ (Geothermal) พลังงานน้ำขึ้นน้ำลง (Tidal) พลังงานจากเซลล์แสงอาทิตย์ (Solar Photovoltaics) ที่ติดบนหลังคา พลังงานคลื่น พลังงานน้ำ และ พลังงานนิวเคลียร์กับพลังงานถ่านหินที่เก็บกักก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์
ส่วนพลังงานทางเลือกที่ดีที่สุดในการใช้กับยานยนต์นั้นคือ พลังงานไฟฟ้าจากแบตเตอรี่ (Wind-BEVs) พลังงานไฮโดรเจนและเซลล์เชื้อเพลิง (Wind-HFCVs) และที่เลวร้ายที่สุดคือ พลังงานเชื้อเพลิงชีวภาพ E85 จากข้าวโพด และ E85 จากเซลลูโลส
การศึกษาเปรียบเทียบพลังงานทางเลือกต่าง ๆ เมื่อนำมาใช้กับยานยนต์ในสหรัฐอเมริกา ซึ่งใช้สมมุติให้เป็นยานยนต์ที่ใช้พลังงานไฟฟ้าจากแบตเตอรี่ยานยนต์ที่ใช้พลังงานไฮโดรเจน และเซลล์เชื้อเพลิงและยานยนต์ Flex-fuel ซึ่งใช้เอทานอล E85 และคำนวณผลกระทบ
จาคอบสันพบว่า พลังงานทางเลือกในการผลิตกระแสไฟฟ้าที่ดีที่สุดไปจนถึงเลวที่สุดเรียงตามลำดับได้แก่ พลังงานลม พลังงานจากการรวมแสงอาทิตย์ (Concentrated Solar) ซึ่งใช้กระจกให้ความร้อนกับของเหลว พลังงานความร้อนใต้พิภพ (Geothermal) พลังงานน้ำขึ้นน้ำลง (Tidal) พลังงานจากเซลล์แสงอาทิตย์ (Solar Photovoltaics) ที่ติดบนหลังคา พลังงานคลื่น พลังงานน้ำ และพลังงานนิวเคลียร์กับพลังงานถ่านหินที่เก็บกักก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์
ส่วนพลังงานทางเลือกที่ดีที่สุดในการใช้กับยานยนต์นั้นคือ พลังงานไฟฟ้าจากแบตเตอรี่ (Wind-BEVs) พลังงานไฮโดรเจนและเซลล์เชื้อเพลิง (Wind-HFCVs) และที่เลวร้ายที่สุดคือ พลังงานเชื้อเพลิงชีวภาพ E85 จากข้าวโพด และ E85 จากเซลลูโลส
การศึกษาเปรียบเทียบพลังงานทางเลือกต่าง ๆ เมื่อนำมาใช้กับยานยนต์ในสหรัฐอเมริกา ซึ่งใช้สมมุติให้เป็นยานยนต์ที่ใช้พลังงานไฟฟ้าจากแบตเตอรี่ยานยนต์ที่ใช้พลังงานไฮโดรเจน และเซลล์เชื้อเพลิงและยานยนต์ Flex-fuel ซึ่งใช้เอทานอล E85 และคำนวณผลกระทบ
จาคอบสันพบว่า พลังงานลมเป็นพลังงานที่น่าจะประสบความสำเร็จมากที่สุด มันสามารถลดคาร์บอนและมลภาวะในอากาศได้ดีกว่าถึง 99% และรักษาชีวิตของคนอเมริการาว 15,000 คน ที่ต้องตายก่อนวัยอันสมควรจากมลพิษทางอากาศที่เกิดจากไอเสียของยานยนต์ในแต่ละปี ตรงกันข้ามกับเอทานอลที่ทำจากข้าวโพดและเซลลูโลส ซึ่งจะเป็นสาเหตุทำให้คนอเมริกาเสียชีวิตจากมลพิษทางอากาศมากกว่า 15,000 คน ต่อปี
กังหันลมผลิตกระแสไฟฟ้าแต่ละตัวจะใช้พื้นที่ไม่มากนัก เมื่อรวมทั้งหมดแล้วจะใช้พื้นที่ประมาณ 0.5% ของผืนแผ่นดินอเมริกาเท่านั้น น้อยกว่าพื้นที่ปลูกข้าวโพดหรือหญ้าแพรี่สำหรับผลิตเอทานอลกว่า 30 เท่า
ยานยนต์ที่ใช้พลังงานไฟฟ้าจากแบตเตอรี่ในอเมริกาทั้งหมดจะชาร์จแบตเตอรี่ โดยใช้กระแสไฟฟ้าที่ผลิตจากกังหันลมกำลังผลิต 5 กิโลวัตต์ จำนวน 73,000-144,000 ตัว ซึ่งน้อยกว่าจำนวนเครื่องบินจำนวน 300,000 ลำ ที่สหรัฐอเมริกาสร้างขึ้นเมื่อในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 เสียอีก และกังหันลมยังสร้างง่ายกว่า นอกจากนั้นสามารถนำกระแสไฟฟ้าไปใช้อย่างอื่นได้อีกด้วย
จาคอบสันกล่าวว่า มีการพูดถึงกันมากในหมู่นักการเมืองว่า เราจำเป็นต้องมีโปรแกรมสร้างงานขนาดใหญ่เพื่อดึงเศรษฐกิจให้หลุดพ้นจากภาวะถดถอย การให้คนสร้างกังหันลม โรงงานผลิตเซลล์แสงอาทิตย์ โรงงานผลิตพลังงานใต้พิภพ รถไฟฟ้า สายนำสัญญาณจะไม่เพียงแค่สร้างงานเท่านั้นแต่ทว่าจะทำให้ลดค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาสุขภาพ ลดความเสียหายต่อพืชผลและอากาศมลภาวะจากยานยนต์ และพลังงานไฟฟ้าในปัจจุบันอีกทั้งยังให้อุปทานของพลังงานที่ไม่มีข้อจำกัดอีกด้วย
ผลงานวิจัยของจาคอบสันเป็นเวลาเดียวกับการทุ่มทุนวิจัยและพัฒนาเชื้อเพลิงชีวภาพซึ่งเขาคำนวณว่าเป็นทางเลือกที่เลวร้าย
ในช่วงการรณรงค์หาเสียงเพื่อชิงชัยตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกานั้น พลังงานนิวเคลียร์และถ่านหินสะอาดมักจะถูกนำมาโน้มน้าวว่าเป็นทางออกของการแก้ไขปัญหาพลังงานอยู่เสมอ
แต่จาคอบสันจัดให้พลังงานนิวเคลียร์และถ่านหินที่ใช้เทคโนโลยีเก็บกักก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เป็นทางเลือกสุดท้ายต่อจากพลังงานเชื้อเพลิงชีวภาพ
จาคอบสันบอกว่า “ถ่านหินที่ใช้เทคโนโลยีเก็บกักก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์นั้นปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และมลภาวะทางอากาศมากกว่าพลังงานลม 60-110 เท่า และพลังงานนิวเคลียร์ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และมลภาวะทางอากาศมากกว่าประมาณ 25 เท่า”
เขายังเห็นว่า พลังงานนิวเคลียร์มีอันตรายอย่างอื่นด้วย หากสหรัฐอเมริกาเลือกใช้พลังงานนิวเคลียร์มากขึ้นชาติอื่น ๆ ก็จะต้องการที่จะใช้มันเช่นเดียวกัน
“ทันทีที่คุณมีโรงงานพลังงานนิวเคลียร์ มันจะมุ่งไปยังการเริ่มต้นในการทำยูเรเนียมให้บริสุทธิ์ ซึ่งเป็นสิ่งที่อิหร่านกำลังทำและเวเนซุเอลาก็มีแผนที่จะทำด้วยศักยภาพของผู้ก่อการร้ายที่จะได้อาวุธนิวเคลียร์หรืออยู่ในสถานะที่จะพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ ซึ่งสามารถใช้ในการทำสงครามในดินแดนที่จำกัดจะเพิ่มขึ้น ๆ อย่างแน่นอนจากจำนวนโรงงานพลังงานนิวเคลียร์ทั่วโลก” จาคอบสันกล่าว
แม้ว่าผลงานวิจัยนี้จะชี้ว่าพลังงานลมเป็นพลังงานทางเลือกที่ดีที่สุดก็ตาม แต่จาคอบสันเห็นว่า พลังงานลมอย่างเดียวไม่ใช่คำตอบ มันต้องใช้พลังงานอื่น ๆ ควบคู่กันไปด้วย เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานน้ำขึ้นน้ำลง พลังงานคลื่นทะเลและพลังงานใต้พิภพ
บัณฑิต คงอินทร์
อีเมลนี้จะถูกป้องกันจากสแปมบอท แต่คุณต้องเปิดการใช้งานจาวาสคริปเพื่ออ่านมันได้
หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับวันเสาร์ที่ 20 ธันวาคม พุทธศักราช 2551 หน้า 19 |
|