พิมพ์ อีเมล์
REDD! ถึงคราไทยเลิกตามก้นฝรั่ง
'ชูป่าชุมชน – เกษตรยั่งยืน' ขึ้นเวทีโลกร้อน

ารเจรจาตามแผนบาหลี โรดแมฟ เพื่อจัดทำกติกาโลกฉบับใหม่เพื่อการแก้ไขจัดการปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งเป็นปัญหาวิกฤติด้านสิ่งแวดล้อมที่ทั่วทุกมุมโลกเผชิญอยู่ในขณะนี้ ได้ดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง และเรื่องการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการทำลายป่าและความเสื่อมโทรมของป่าในประเทศกำลังพัฒนา หรือที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า Reducing Emission from Deforestation and Degradation in Developing Countries (REDD)

เป็นอีกประเด็นที่มีการเจรจาของประเด็นที่มีการเจรจาของประเทศต่าง ๆ อย่างเข้มข้น เพราะจากการศึกษาของ UNFCCC พบว่า การทำลายป่าปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก คิดเป็นร้อยละ 20 ของการปลดปล่อยทั้งโลก ซึ่งหัวใจสำคัญการแก้ปัญหาโลกร้อนต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพื่อรักษาระดับของก๊าซเรือนกระจกในชั้นบรรยากาศให้อยู่ในระดับที่ปลอดภัย

        REDD ที่มีแนวคิดลดการทำลายป่า ฟื้นฟูความเสื่อมโทรมของผืนป่า และดูแลรักษาให้อุดมสมบูรณ์ เป็นอีกโครงการที่กำลังจะเกิดขึ้นเพื่อแก้ปัญหา สำหรับประเทศไทยที่อยู่ในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาและมีท่าทีสนับสนุนต่อเรื่อง REDD หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับการอนุรักษ์ป่าเริ่มลงมือเรื่อง REDD แล้ว โดยได้จัดทำข้อเสนอโครงการต่อธนาคารโลกเมื่อธันวาคมปี พ.ศ.2551 ที่ผ่านมา เพื่อขอเงินสนับสนุนเตรียมความพร้อมที่จะทำเรื่องนี้

        อย่างไรก็ตาม จากการประชุมนำเสนอ (ร่าง) รายงานฉบับสมบูรณ์เรื่อง “การศึกษาติดตามการเจรจา เรื่องการลดก๊าซเรือนกระจกจากภาคป่าไม้ในประเทศกำลังพัฒนา (REDD) ในเวทีการเจรจาเรื่องโลกร้อนและนัยสำคัญต่อประเทศไทย” ที่จัดโดยชุดโครงการพัฒนาความรู้และยุทธศาสตร์ความตกลงพหุภาคีด้านสิ่งแวดล้อมและยุทธศาสตร์โลกร้อน สนับสนุนโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ฝ่ายสวัสดิภาพสาธารณะ นอกจากนำเสนอรายงานผลการศึกษาเรื่อง REDD ของ ผศ.ดร.ลดาวัลย์ พวงจิตร นักวิจัยชุดโครงการฯ แล้วได้มีนักวิชาการ นักพัฒนาเอกชน ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว โดยที่ประชุมนี้มองเห็นร่วมกันว่า หากทำ REDD ต้องทำคำนำยามป่าของประเทศไทยให้มีความชัดเจน ป่าไม่ใช่แค่แหล่งดูดซับคาร์บอน แต่มีความเชื่อมโยงวิถีชีวิต ชุมชน ความหลากหลายทางชีวภาพ และการใช้ประโยชน์ไม่ได้จำกัดแค่ตัวเงินเท่านั้น

        สมศักดิ์ สุขวงศ์ นักวิชาการศูนย์ฝึกอบรมวนศาสตร์ชุมชนแห่งภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (RECOFTC) มองว่า คำนิยามป่าที่ใช้อยู่ในปัจจุบันของไทย ซึ่งทำโดยกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพรรณพืช หรือกรมป่าไม้เดิม ไม่เหมาะสมกับการทำ REDD การตั้งคำนิยามป่าไม้ว่าเป็นพื้นที่ที่มีเรือนยอดปกคลุมผิวดินถึง 30% จะทำให้ป่าในเขตอนุรักษ์ซึ่งมีต้นไม้ขึ้นหนาทึบเท่านั้นที่สามารถทำ REDD ได้ ทั้งที่ภาคการเกษตรที่ยั่งยืน เช่น ป่าวนเกษตร ป่าชุมชน ป่าหัวไร่ปลายนา เกษตรผสมผสานหรือเกษตรทฤษฎีใหม่ตามแนวพระราชดำริ หรือแม้กระทั่งไร่หมุนเวียนถ้ามีการจัดการที่ดีก็เป็นแหล่งกักเก็บคาร์บอนได้เช่นกัน ถือเป็นป่าประเภทหนึ่ง ก็ควรจะอยู่ในคำนิยามป่าไม้ด้วย การนิยามป่าไม้ควรใช้การจัดเก็บคาร์บอนเป็นหลัก อย่างไร่หมุนเวียนมีการศึกษาแล้วสามารถเก็บคาร์บอนได้ 5 ตันต่อไร่ต่อปี สวนทางกับความเข้าใจของสังคมว่า การปลูกพืชแบบนี้ทำลายป่า แต่จริง ๆ วิถีนี้รักษาระดับคาร์บอนได้

        “รู้สึกผิดหวัง เราเป็นประเทศเกษตรกรรม แต่กลับตั้งคำนิยามป่าไม้ไว้สูง ใช้ Maxima เรือนยอดปกคลุมตามคำจำกัดความของ UNFCC ทั้งที่ควรจะตั้งให้ต่ำไว้ เพียงแค่ 10% ก็พอ เนื้อที่ประมาณ 1 ไร่ เพื่อให้เหมาะสมกับวัฒนธรรมของเรา แต่ถ้าเป็นคำนิยามที่ใช้อยู่ตอนนี้ จะเป็นการจำกัดผู้ขายผู้ซื้อ ก็คือ กรมอุทยานฯ ที่มีป่าผืนใหญ่ทำ REDD ตามก้นฝรั่งแบบนี้ไม่ได้ประโยชน์ ปิดกั้นการมีส่วนร่วมในชุมชน ในเวทีเจรจาโลกร้อน อินเดียเคลื่อนไหวขอแก้คำนิยามป่าไม้ลดเปอร์เซ็นต์เรือนยอดปกคลุมและขนาดพื้นที่ให้เล็กลง เพื่อเปิดโอกาสให้เกษตรกรรายย่อยทำ REDD ได้”

        อาจารย์สมศักดิ์ขยายความว่า ป่าชุมชนเป็นทางเลือกที่ดีในการลดโลกร้อนด้วยโครงการ REDD เพราะชาวบ้าน เกษตรกรได้รวมผืนป่าที่ถูกทำลาย พลิกฟื้นให้เกิดเป็นป่าไม้ที่สมบูรณ์อีกครั้ง ขณะเดียวกันก็มีความมั่นคงทางอาหาร ชาวบ้านสามารถยังชีพเก็บหาของป่ากินได้ตามฤดูกาล เช่นเดียวกับเกษตรกรรมยั่งยืนที่มีการทำเกษตรอินทรีย์ นอกจากต้นไม้ที่ช่วยกักเก็บคาร์บอน ในดินเองก็ดูดซับคาร์บอนเยอะ ในสหรัฐอเมริกามีการขายคาร์บอนเครดิตจากพื้นที่เกษตรกรรม ราคาประมาณ 12 เหรียญต่อตัน ประเทศซึ่งพัฒนาแล้วจะมุ่งขายคาร์บอนเครดิตจาก Organic Faming มากกว่าพื้นที่ป่าไม้ ตนมองว่าการเกษตรที่ยั่งยืนจะเป็นกุญแจสำคัญในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมในวันข้างหน้ารวมทั้งลดโลกร้อน ลดการปล่อยคาร์บอน เกษตรกรได้เงินสนับสนุนและช่วยรักษาความยั่งยืนของวิถีชุมชน ระบบนิเวศ

        ด้าน ศจินทร์ ประชาสันติ์ มูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน (ประเทศไทย) และสมาชิกเครือข่ายลดโลกด้วยโลกที่เป็นธรรม มองว่า ถ้าโครงการ REDD ไม่ได้รับการออกแบบมาให้เข้ากับบริบทป่าเขตร้อนที่มีความเชื่อมโยงกับชุมชน ใช้ป่าตอบสนองกับการลดก๊าซ หวังได้รับผลตอบแทนเป็นเงินจากการขายโควตาการปล่อยก๊าซเรือนกระจกหรือเงินจากแหล่งทุน REDD อาจจะทำให้ปัญหาป่าไม้ประเทศไทยมีความซับซ้อนมากกว่าที่เป็นอยู่

        “เราต้องการ REDD ที่ดูเรื่องวิถีชีวิตชาวบ้าน ไม่ใช่ดูเฉพาะการอนุรักษ์ป่า ห่วงจะสูญเสียสิทธิชุมชนในการใช้ประโยชน์จากป่า จะทำให้ชาวบ้านหรือชุมชนที่พึ่งพิงป่า แต่ไม่มีเอกสารสิทธิถูกกันออกจากพื้นที่หรือเปล่า เพราะที่ผ่านมาแนวคิดการจัดการป่ามีแนวโน้มแยกคนกับป่าออกจากกัน ทั้งที่ชุมชนใช้ประโยชน์จากป่าอย่างจำกัด และนำมาสู่การอนุรักษ์ ทำให้ป่าอยู่ได้ด้วยซ้ำ ถ้ากระบวนการรับ REDD ขาดการมีส่วนร่วมของชุมชนท้องถิ่นจะซ้ำรอยปัญหาเดิม”

        นักพัฒนาเอกชนหญิงเห็นว่า เราจำเป็นต้องมีความรู้เรื่องสาเหตุและผลกระทบในมุมมองของประเทศไทย ปัญหาป่าไม้บ้านเรายังแก้ไม่ตรงจุด ถ้าย้อนดูปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการทำลายป่าที่ผ่านมาจะพบว่าการทำลายป่ามาจากนโยบายการจัดการป่าไม้ที่หละหลวม และขาดประสิทธิภาพ การที่ไทยจะเข้าร่วมโครงการ REDD หรือไม่นั้น เห็นว่าจะเป็นโอกาสผลักดันให้ภาครัฐยกเครื่องนโยบายด้านป่าไม้ให้มีความเข้มแข็งควบคู่กับการจัดการที่ยั่งยืน

        นอกจากนี้ ศจินทร์มองว่า การแก้ปัญหาโลกร้อนต้องอยู่บนพื้นฐานของความเป็นธรรม ประเทศพัฒนาแล้วเป็นตัวการหลักในการปล่อยก๊าซ แต่ประเทศกำลังพัฒนา ประเทศยากจน คนชนบท ที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกน้อยกว่าถูกเอาเปรียบ แทนที่ประเทศพัฒนาจะลดการบริโภคพลังงาน ลดการผลิต กลับทำต่อไปได้ ไม่ต้องลดประเทศตนเองแต่สามารถเอาเงินมาซื้อขายก๊าซคาร์บอน มองว่าเป็นการใช้เงินแลกเปลี่ยนกับฐานทรัพยากรที่มีอยู่ในชุมชน สิ่งที่ควรทำคือถามชุมชนว่าต้องการสิทธิในการจัดการฐานทรัพยากรหรือต้องการเงิน ซึ่งตรงนี้จะทำให้ทุกอย่างอยู่บนพื้นฐานการมีส่วนร่วม

        สำหรับผลกระทบของ REDD ที่มีต่อประเทศไทยนั้น ผศ.ดร.ลดาวัลย์ พวงจิตร คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ หนึ่งในนักวิจัยที่ติดตามการเจรจาเรื่อง REDD ในเวทีเรื่องโลกร้อน มองว่าชุมชนอาจได้รับผลกระทบจากการใช้ประโยชน์จากป่า เพราะเมื่อเข้าโครงการแล้ว การดูแลรักษาป่าจะเข้มงวดยิ่งขึ้น ส่งผลต่อวิถีชีวิตดั้งเดิมของชาวบ้านที่อาศัยผลผลิตจากป่าในการดำรงชีวิต รวมทั้งเกิดความขัดแย้งระหว่างรัฐกับชุมชน และการพัฒนาโครงการสร้างพื้นฐานอาจจะได้รับผลกระทบ ไม่สามารถใช้พื้นที่ป่าได้ อย่างไรก็ตาม ในแง่บวกไทยจะมีส่วนร่วมกับประชาคมโลกในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และมีงบประมาณในการดูแลรักษาป่าเพิ่มขึ้น และถ้าเข้ากลไกจะเกิดการบริหารจัดการป่าที่โปร่งใส

        ในการประชุมนี้ อาจารย์ลดาวัลย์ยังอธิบายด้วยว่า มีข้อเสนอเกี่ยวกับขนาดของโครงการ REDD จากประเทศต่าง ๆ อยู่หลายแนวคิดคือ REDD ในระดับประเทศ จัดเป็นฯโครงการขนาดใหญ่ แต่ติดตามประเมินผลทำได้ยาก ถัดมาเป็นระดับเอกชนและชุมชน จะทำได้ง่ายกว่า แต่แนวคิดนี้ยังมีผู้คัดค้าน เพราะเกรงว่าอาจเกิดการรั่วไหลในระดับประเทศก็เช่นกัน ไทยอาจจะดูแลป่าของประเทศตัวเอง แล้วไปใช้ประโยชน์จากผืนป่าไมของลาวแทน เพราะลาวไม่ได้เข้าร่วมโครงการแนวคิดสุดท้ายเป็นการผสมผสานระหว่างสองแนวคิดข้างต้น

        ขณะที่ด้านการเงินก็มีแนวคิดการให้เงินสนับสนุน ซึ่งแหล่งเงินทุนใหญ่ คือ กองทุน Forest Carbon Partnership Facility (FCPF) ของธนาคารโลก มีหลายกลุ่มประเทศที่ได้รับการสนับสนุนการเตรียมความพร้อมทำ REDD จากธนาคารโลกไปแล้ว แหล่งทุนอื่น ๆ ก็มีนอร์เวย์ ที่ประกาศให้เงิน 600 ล้านเหรียญสนับสนุนกิจกรรมเริ่มต้น REDD ออสเตรเลียให้ปาปัวนิวกินีและอินโดนีเซีย อังกฤษและนอร์เวย์ให้เงินสนับสนุนการรักษาป่าแถบที่ลุ่มคองโก อีกโครงการของนอร์เวย์ให้บราซิล 1 พันล้านเหรียญทำ REDD ถึงปี พ.ศ.2558

        จะสังเกตได้ว่า ประเทศที่มีป่าไม้มาก และมีการทำลายป่าสูง จะได้รับความสนใจจากแหล่งทุนมากกว่า ประเทศขนาดเล็กที่มีพื้นที่ป่าน้อย ก็เรียกร้องกันให้มีความเสมอภาคในทุกประเทศ อีกวิธีด้านการเงินเป็นการซื้อขายคาร์บอนเครดิต ด้านวิธีการสำรวจก็ใช้เทคนิคการสำรวจ ระยะใกล้ควบคู่กับการสำรวจภาคพื้นดิน มีการประเมินการเปลี่ยนแปลงคาร์บอนเครดิต ด้านวิธีการสำรวจก็ใช้เทคนิคการสำรวจ ระยะใกล้ควบคู่กับการสำรวจภาคพื้นดิน มีการประเมินการเปลี่ยนแปลงคาร์บอนในป่า การเพิ่มขึ้นหรือลดลง ซึ่งข้อมูลจะแม่นยำหรือไม่ขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีที่ใช้และงบประมาณ ในประเทศกำลังพัฒนาต้องเร่งสร้างศักยภาพถ้าจะเข้าโครงการ

        นอกจากนี้ ยังมีประเด็นที่ยังต้องมีการเจรจาอีกมากที่เกี่ยวข้องกับประเทศเจ้าบ้านที่สนใจร่วมโครงการ เวทีโลกเน้นให้มีนโยบายที่ส่งเสริมการอนุรักษ์ป่า ทั้งการควบคุมราคาและผลผลิตของสินค้าจากป่าเพราะถ้าสินค้าป่ามีราคาสูงจะจูงใจให้คนเอาของป่ามาขาย รวมทั้งการเพิ่มภาษี ลดการส่งออกสินค้าจากป่า ต้องควบคุมการพัฒนาที่ส่งผลต่อพื้นที่ป่า เช่น การสร้างถนน สร้างเขื่อน แม้แต่การประกาศเขตพื้นที่อนุรักษ์เพิ่มขึ้น หรือการให้เงินตอบแทนแต่ละชุมชนถ้ามีการรักษาป่า

        “ความถาวรเป็นอีกประเด็นหนึ่งที่ถกเถียงกัน เพราะ REDD เป็นการดูแล ฟื้นฟูป่า ถ้าโครงการจบลง แล้วหลังจากนั้นปล่อยก๊าซจะมีอยู่หรือเปล่า ถ้าลดก๊าซได้เพียงชั่วคราว แสดงว่าเป็นโครงการไม้ยั่งยืน” นักวิจัยผู้นี้กล่าว และให้ข้อมูลว่าสิ่งที่ REDD ให้ความสำคัญนอกจากความถาวรของโครงการแล้ว ยังเน้นความสมัครใจของประเทศที่เข้าร่วมโครงการ เอกราชของพื้นที่เจ้าของประเทศ ไม่กระทบชุมชนท้องถิ่น รวมถึงความเสมอภาคและยุติธรรม

หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์
ฉบับประจำวันจันทร์ที่ 19 มกราคม พ.ศ.2552 หน้า 4
 
< ก่อนหน้า   ถัดไป >
mod_vvisit_counterวันนี้454
mod_vvisit_counterเมื่อวานนี้797
mod_vvisit_counterรายเดือน26180
mod_vvisit_counterทั้งหมด113310