เขื่อนผลิตไฟฟ้า 'ภูมิภาคลุ่มน้ำโขง' กุญแจแก้ไขความจน..?
การประชุมน้ำโลกที่ประเทศตุรกีเป็นเจ้าภาพ เพิ่งจะเสร็จสิ้นไปหมาด ๆ พร้อมกับการที่ทั่วโลกต่างแสดงความวิตกถึงอนาคตโลกที่ว่ากันว่าอีก 20 ปี ประชากรโลกครึ่งหนึ่งจะขาดน้ำจืด |
ถ้าประเมินถึงความต้องการในการใช้น้ำจะเห็นว่าตั้งแต่ปีก่อน ๆ แล้วที่เราเริ่มจะทะเลาะกันเพราะแย่งน้ำ
ไม่รวมกรณีที่ประเทศจีนช่วงชิงการสร้างเขื่อนกักเก็บน้ำโขงไปเรียบร้อยแล้ว เป็นผลให้ประเทศไทยได้แต่รอความเมตตาจากจีนว่าจะปล่อยน้ำหรือกักน้ำเมื่อใด
ขณะที่ทางฝั่งลาวยังมีโครงการก่อสร้างเขื่อนอีก 4 เขื่อนใหญ่บนแม่น้ำโขง ในจำนวนเขื่อนทั้งหมด 70 เขื่อน ไม่นับเขื่อน “น้ำเทิน 2” ที่กำลังจะแล้วเสร็จในปลายปีนี้
วัตถุประสงค์คือ เพื่อผลิตไฟฟ้าพลังน้ำโดยมีประเทศไทยจ่อคิวเป็นลูกค้า!
บนเวทีสัมมนา “ภูมิภาคลุ่มน้ำโขง : จดหมายเหตุ – ประวัติศาสตร์ – นิเวศวิทยา – ชาติพันธุ์” ซึ่งจัดขึ้นทุกปี เพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ สร้างความเข้าใจเกี่ยวกับสถานการณ์ทางด้านสังคม วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ การเมืองการปกครองที่เกิดขึ้นในกลุ่ม 6 ประเทศในแถบลุ่มน้ำโขง ประกอบด้วย ลาว เวียดนาม กัมพูชา พม่า จีน (มณฑลยูนนาน) และไทย โดยมีมูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ให้การสนับสนุนเหมือนเดิม
หนึ่งในหัวข้อที่ถือว่าฮ็อต ก็คือ “ไฟฟ้า : โอกาสของลาว วิกฤตของไทย” เพราะขณะที่ความต้องการใช้ไฟฟ้าของไทยไม่เพียงไม่ลดลง แต่ยังคงต้องการมากขึ้นทุกปี ปีละ 1,000 เมกะวัตต์
ส่วนทางฝั่งลาว ประเทศที่เคยติดอันดับ 20 ของประเทศยากจน วันนี้รัฐบาลลาวประกาศแล้วว่า ภายในปี พ.ศ.2563 ลาวจะหลุดพ้นจากความยากจน
ประชากรลาวจะมีรายได้ต่อหัวเฉลี่ยอยู่ที่ 1,500 เหรียญสหรัฐ จากเดิมมีรายได้เพียง 380 เหรียญสหรัฐ ซึ่งในบรรดาทรัพยากรธรรมชาติทั้งหมดของลาว “น้ำ” นับเป็นทรัพยากรที่ดีที่สุดในเวลานี้ เนื่องจากลาวนอกจากจะมีแม่น้ำโขงไหลผ่านความยาวประมาณ 1,600 กิโลเมตร ยังมีลุ่มน้ำใหญ่อีก 15 ลุ่มน้ำ
แน่นอน การซื้อไฟฟ้าจากลาวเป็นเรื่องธรรมดา เพราะไทยถือเป็นลูกค้าเก่าเล่ายี่ห้อตั้งแต่เมื่อ 30 ปีก่อน ไทยนำเข้าไฟฟ้าที่ได้จากโครงการเขื่อนน้ำงึม 1 ประมาณ 180 เมกะวัตต์ ทำให้ลาวมีรายได้เพิ่มขึ้นมากกว่ารายได้จากการท่องเที่ยวเสียอีก
ขณะที่ทางรัฐบาลเองก็ให้คำมั่นสัญญาว่า “เม็ดเงิน” ที่จะได้รับเข้ามาจะนำไปใช้ในเรื่องของการศึกษาและการสาธารณะสุขของพี่น้องลาว
ซึ่งเฉพาะแค่เขื่อนน้ำงึม 2 หลังจากเดินเครื่องแล้ว ลาวจะได้เม็ดเงินประมาณ 2,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 80,000 ล้านบาทไทย
ทว่า การที่ลาวพร้อมที่จะขาย และไทยพร้อมที่จะซื้อ จะใช่วิธีการแก้ปัญหาวิกฤตการขาดแคลนพลังงานไฟฟ้าหรือไม่นั้นคงต้องดูกันต่อไป
ทั้งนี้ รศ.ดร.กัมปนาท ภักดีกุล คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรมนุษย์ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้สะท้อนภาพของแม่น้ำโขงด้วยภาพของที่ราบลุ่มชิงไห่ บริเวณต้นแม่น้ำโขงทางด้านเหนือ ที่แห้งแล้งชนิดที่เห็นถึงผืนดินที่แตกระแหง อันเป็นสัญญาณเตือนภัยแรกของสภาวะวิกฤตของแม่น้ำโขงในปัจจุบัน
อาจารย์กัมปนาทบอกว่า ในอดีตได้มีการบันทึกถึงการเปลี่ยนแปลงในลำน้ำโขงหลังการสร้างเขื่อนมันวานในจีนคือ พ.ศ.2536 พบว่าตะกอนในลำน้ำโขงลดลง ซึ่งหมายถึงความอุดมสมบูรณ์ต่าง ๆ ด้วย รวมทั้งอัตราการไหลของน้ำที่มีการเปลี่ยนแปลงไม่คงที่
สาเหตุประการหนึ่งมาจากการเปลี่ยนแปลงของผืนดินบริเวณต้นน้ำที่กลายเป็นไร่กะหล่ำปลี ทำให้น้ำชะตะกอนลงในลำห้วยเป็นจำนวนมาก ปริมาณน้ำในแม่น้ำโขงก็ลดลง รวมทั้งการเกิดไฟป่า ไม่ว่าจะในพม่า ไทย ลาว จีน เวียดนาม ล้วนเป็นผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลง
“ผลการวิจัยของนาซาเมื่อเร็ว ๆ นี้ พบว่าควันไฟจากการเผาชีวมวลต่างยับยั้งการตกของฝนด้วย และเมื่อตรวจสอบด้วยดาวเทียมตรวจวัดปริมาณน้ำฝนในเขตร้อนของนาซายังพบว่า เมฆที่ปนเปื้อนควันจากไฟป่านั้นกระบวนการอุ่นตัวของเมฆจะทำให้ฝนหมดสภาพไปอย่างสิ้นเชิง
“พื้นที่ป่าของเมนแลนด์ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หมดไป 50,000 ตารางไมล์ภายในเวลา 12 ปีที่ผ่านมา (พ.ศ.2516 – 2528) พื้นที่ป่าในเมืองไทยก็เช่นกันลดลงอย่างต่อเนื่อง การถางป่าในเขตร้อนทำให้เกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพิ่มขึ้นถึง 20% ของสาเหตุการเกิดคาร์บอนไดออกไซด์จากกิจกรรมต่าง ๆ ของมนุษย์ ทั้งยังทำให้พรรณไม้ต่าง ๆ สูญพันธุ์ไปอีกด้วย
“การศึกษาการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศของประเทศไทยจึงเป็นสิ่งที่ตามมาปรากฏว่าเมื่อใช้เครื่องมือในการคาดการณ์จากการเพิ่มขึ้นของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์พบว่ามีปริมาณเข้มข้นจากเดิมเพิ่มขึ้น 1 เท่าครึ่งถึง 2 เท่า
ถ้าก๊าซเรือนกระจกที่เพิ่มขึ้น 2-2.4 องศาเซลเซียส 20-30% ของชนิดพันธุ์จะมีความเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ได้ โดยไม่สามารถคืนกลับสภาวะเดิมได้ และถ้าอุณหภูมิของโลกสูงเกินกว่า 4 องศา จะส่งผลให้ระบบนิเวศปรับตัวไม่ทัน”
อาจารย์กัมปนาทบอกอีกว่า เมื่อศึกษาความแปรปรวนองสภาพอากาศในประเทศไทย นอกเหนือจากเรื่องภาวะโลกร้อน ยังได้เห็นถึงผลกระทบที่ตาม ๆ กันมาอีกหลายเรื่องในช่วง 20-30 ปีที่ผ่านมา เช่น การเกิดภาวะน้ำท่วมเฉลี่ย 11 ครั้งต่อปี
รวมทั้งจำนวนวันที่มีอุณหภูมิต่ำกว่า 15 องศาเซลเซียสมีลดลง วันที่มีอุณหภูมิมากกว่า 33 องศาเซลเซียสมีเพิ่มมากขึ้นอย่างชัดเจน และมีการปรับเปลี่ยนของฤดูกาล
ซึ่งการเปลี่ยนแปลงที่กล่าวมาแล้วเหล่านี้ไม่เพียงเกิดขึ้นกับแม่น้ำโขง แต่ยังเกิดขึ้นกับลุ่มน้ำสาขาด้วยเช่นเดียวกัน
ทางด้าน รศ.ดร.สุวิทย์ เลาหศิริวงศ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยนครพนม เล่าถึงความคึกคักในธุรกิจค้าไฟฟ้าพลังน้ำทางฟากประเทศลาว ว่า สายการบินลาวเที่ยวบินคุนหมิง-เวียงจันทร์ ที่ให้บริการทุกวันนั้นผู้โดยสารกว่าครึ่งลำล้วนเป็นนักธุรกิจจีนที่เข้ามาทำธุรกิจเกี่ยวกับเขื่อนทั้งสิ้น
สำหรับการสร้างเขื่อนไฟฟ้าพลังงานน้ำนั้น ถ้าไม่นับเขื่อน “น้ำเทิน 2” ที่มีบริษัทไทยถือหุ้นอยู่ 25% กำลังจะเสร็จในปลายปีนี้ รศ.ดร.สุวิทย์บอกว่า มีเขื่อนที่น่าสนใจอีก 4 เขื่อนใหญ่ที่ยังไม่ได้สร้าง ขณะนี้กำลังอยู่ในระหว่างการศึกษา
ทั้งนี้ เขื่อนใหญ่ทั้ง 4 แห่งนี้ นอกจาก “เขื่อนน้ำอู” ที่กั้นลำน้ำอูก่อนจะไหลลงแม่น้ำโขง ในหลวงพระบาง มีกำลังการผลิตไฟฟ้า 1,100 เมกะวัตต์ เขื่อนที่เหลือล้วนสร้างกั้นอยู่บนลำน้ำโขงทั้งสิ้นประกอบด้วย...
“เขื่อนหลวงพระบาง” กำลังการผลิตไฟฟ้าอยู่ที่ 1,410 เมกะวัตต์
“เขื่อนปากลาย” ที่แขวงไชยยะบุลี กำลังการผลิตไฟฟ้า 1,260 เมกะวัตต์
“เขื่อนปากเบง” ระหว่างแขวงอุดมไชยกับไชยบุรี กำลังการผลิตไฟฟ้า 1,300 เมกะวัตต์ เตรียมจะขายไฟให้ลาว ไทย และจีน
และ “เขื่อนบ้านกุ่ม” ที่คอนพะเพ็ง แขวงจำปาศักดิ์ กำลังการผลิตไฟฟ้า 2,330 เมกะวัตต์
อธิการบดีมหาวิทยาลัยนครพนม บอกอีกว่า ถ้าดูตัวเลขรายได้ต่อหัวของประชากรลาว ตั้งแต่ พ.ศ.2523 ไม่ถึง 100 เหรียญสหรัฐคือประมาณ 3,000-4,000 บาท แล้วขยับสูงขึ้นมาเรื่อย ๆ นั่นมาจากการขายไฟฟ้า
ท่านสมพงษ์ มงคลวิไล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ ประเทศลาว อธิบายว่า “แต่ละปีลาวเสียพื้นที่ไปกับการทำไร่เลื่อนลอยมากรัฐบาลไม่สามารถควบคุมได้ เพราะขาดคนขาดงบประมาณ การเสียพื้นที่บางส่วนไปกับโครงการน้ำเทิน 2 แต่สามารถโยกย้ายคนมาอยู่ในที่ที่รัฐจัดสรรให้ ทำให้มีรายได้จากการขายไฟฟ้าและสามารถพัฒนาการศึกษาการสาธารณสุขมูลฐานที่ยังขาดแคลนงบประมาณจำนวนมาก” ดร.สุวิทย์บอก
นั่นคือลาวมองว่าการสร้างไฟฟ้าน้ำตก ก็คือรายได้ที่จะมาช่วยให้ประเทศลาวหลุดพ้นจากความยากจนและสร้างความเจริญให้กับประเทศชาติ โดยคาดว่าจะมีรายได้ภายใน 10 ปีแรก 34 ล้านเหรียญสหรัฐ และตลอดอายุโครงการ 25 ปี จะทำเงินได้ 2,000 ล้านเหรียญสหรัฐ
ส่วนอนาคตของแม่น้ำโขงจะเป็นอย่างไรนั้น ท่านอธิการบดีสุวิทย์ฝากไว้ให้คิดด้วยภาพของแม่น้ำโขงที่หนองคาย บันทึกเมื่อปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมา ที่ปีนี้ระดับน้ำลดลงอย่างรวดเร็วจนน่าใจหาย
ทางด้าน น.อ.ดร.สมัย ใจอินทร์ เจ้าของรางวัลเกียรติยศนาวี ปี 2552 เสนอแนะเกี่ยวกับการเลือกพลังงานทดแทนว่า นอกจากพลังงานไฟฟ้าพลังงานน้ำที่ได้จากการสร้างเขื่อนกักเก็บน้ำ ความที่เป็นประเทศเกษตรกรรม ทำให้ไทยเรายังมีพลังงานทางเลือกที่น่าสนใจอีกชนิด
คือพลังงานจากผืนดิน
“มองทางเศรษฐกิจมันสวยงามเหลือเกินแต่ถ้ามองผลกระทบในอนาคตก็น่าประหวั่นพรั่งพรึงพอสมควร
“วันนี้เราพึ่งพาพลังงานนำเข้าที่เป็นน้ำมัน 1.1 ล้านล้านบาท ปีที่แล้วเรานำเข้าไฟฟ้า 4,000 กว่าล้านบาท เทียบกับเมื่อ 3 ปีที่แล้วซึ่งเป็นช่วงวิกฤตสุด เรานำเข้า 8,000 กว่าล้านบาท ไฟฟ้าจึงเป็นสินค้านำเข้าอันดับ 1 ของไทย และก็เป็นสินค้าส่งออกอันดับ 1 ของลาวเช่นกัน”
ดร.สมัยบอกอีกว่า การที่ประเทศไทยวางแผนว่า ภายในปี 2565 จะใช้พลังงานทดแทนอย่างน้อย 20% ของพลังงานที่ไทยเราใช้ทั้งหมด ทั้งในภาคขนส่ง ภาคไฟฟ้า ภาคความร้อน เป็นสิ่งที่น่าให้การสนับสนุนด้วยเหตุผลที่ว่า
“70%ของ “คน” ยังอยู่ในภาคเกษตร และ 10% ของเศรษฐกิจเราอยู่ในภาคเกษตร และ 10% ของเศรษฐกิจเราอยู่ในภาคเกษตร
“วันนี้อุตสาหกรรมไบโอดีเซลของเรานำหน้าอาเซียนแล้วครับ ประเทศไทยเราตอนนี้มีสินค้าเหลือก็มาทำไบโอดีเซล มีอ้อยเหลือมาทำเบนซิน คือ 55% ของทั้งหมดมาจัดสรรเป็นพลังงาน ใช้เวลาทั้งหมดแค่ 8 ปีเท่านั้น
“คิดง่าย ๆ คือถ้าเราเอาเกษตรเป็นที่ตั้งเรื่องนี้ก็จะเกิดและยั่งยืนต่อไปในอนาคตด้วย” อาจารย์สมัยกล่าวเสียงหนักแน่น
แม้เราจะไม่สามารถห้ามลาวไม่ให้สร้างเขื่อนแต่ถ้ารู้จักใช้ไฟฟ้ากันอย่างเขียม ๆ สิบคน ร้อยคน พันคนก็ช่วยลดการใช้ไฟไปได้พอสมควร
และจะได้ไม่ต้องมานั่งเสียใจกับอนาคตของแม่น้ำโขง ที่ต่อไปอาจจะเห็นแค่ดินทรายและโขดหินระเกะระกะเป็นสัญลักษณ์บอกให้รู้ว่าเส้นทางนี้เคยเป็นแม่น้ำมาก่อน
หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับวันอังคารที่ 24 มีนาคม พุทธศักราช 2552 หน้า 20 | |