นาหมอบุญ กับเทคโนโลยีพลังงานยั่งยืน
รู้ทันพลังงาน
•...ศศิธร อบกลิ่น โครงการจัดทำแผนพลังงานชุมชน กระทรวงพลังงาน
ความต้องการใช้พลังงานที่มากขึ้นเรื่อย ๆ สวนทางกับปริมาณพลังงานที่นับวันจะลดลง และยังทำให้เกิดการไหลออกของเงินตราจำนวนมาก อบต.นาหมอบุญ อ.จุฬาภรณ์ จ.นครศรีธรรมราช จึงได้กำหนดแนวทางปรับลดการใช้พลังงานของชุมชนให้คนราว 6,500 คน จาก 1,800 ครัวเรือน สามารถใช้พลังงานในขั้นสุดท้ายเท่าเดิม แต่ลดการนำเข้าพลังงาน โดยปรับเปลี่ยนเทคโนโลยีพลังงานให้ใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ พึ่งตนเองได้ |
ภายใต้โครงการจัดทำแผนพลังงาน 80 ชุมชน สนองพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียงซึ่งนับเป็นโครงการที่ให้ชุมชนได้จัดเตรียมการเรียนรู้ด้วยกระบวนการศึกษาศักยภาพพลังงานที่อยู่ในชุมชน และจัดวางแผนดำเนินการด้านพลังงานในระดับชุมชน โดยชุมชนมีส่วนร่วมในการรับรู้ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตจากการใช้พลังงานอย่างฉลาด ประหยัด ตลอดจนเกิดรูปธรรมที่สอดคล้องกับความต้องการของชุมชน
ปฏิวัติวิถีชีวิต-พลังงาน ลดนำเข้า
ธรรมรัตน์ นาคสัน นายกอบต.นาหมอบุญ ระบุว่า รายจ่ายหลัก ๆ ที่เห็นชัด คือ เรื่องไฟฟ้า น้ำมัน และก๊าซหุงต้ม ส่วนใหญ่มีค่าใช้จ่ายครัวเรือนละ 200-220 บาทต่อเดือน ทั้งตำบลตกปีละ 2-3 ล้านบาทเศษ จึงมาช่วยกันคิด และวางแผนประหยัด
ประกอบกับช่วงปี 2550 ทางพลังงานจังหวัดเข้ามาส่งเสริมชาวบ้านผ่านทางอบต. ให้จัดทำแผนพลังงานของชุมชน มียุทธศาสตร์การเรียนรู้ด้านพลังงานควบคู่ไปกับยุทธศาสตร์การส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีพลังงานทดแทนที่เหมาะสม เน้นให้สามารถใช้พลังงานได้อย่างยั่งยืน ไม่มีผลกระทบกับสิ่งแวดล้อม ชาวบ้านมีส่วนร่วมรับรู้และตัดสินใจวางแผนพลังงานระดับท้องถิ่นของตนเอง
เช่น คณะกรรมการพลังงานและชาวบ้านพิจารณาร่วมกันแล้วเห็นว่าในพื้นที่มีเศษไม้เหลือใช้ หรือกิ่งไม้ที่เกิดจากการตกแต่งต้นไม้จำนวนมาก ความเหมาะสมในการใช้เทคโนโลยีพลังงานทดแทนจึงอยู่ที่เตาแก๊สชีวมวล ซึ่งให้ความร้อนสูงแต่ประหยัดฟืน ประกอบดับช่างตำบลสามารถแกะแบบและผลิตเตาชนิดนี้เองได้ในราคาลูกละ 2,500 บาท
“เตาแก๊สชีวมวลลูกหนึ่งมีอายุการใช้งาน 5 ปีเป็นอย่างต่ำ หากชาวบ้าน 1,000 หลังคาเรือน ใช้เตาหลังละ 1 ลูก จะลงทุน 2.5 ล้านบาท แต่ผลที่ได้ในระยะ 5 ปี ไม่ต้องซื้อก๊าซหุงต้มถึง 10 ล้านบาท ก็ประหยัดไป 7.5 ล้านบาท ถือว่าคุ้มค่าอย่างยิ่ง” นายก อบต.นาหมอบุญ อธิบาย
ประเมินทั้งตำบล ขณะนี้ชาวบ้านมีความเข้าใจ และกว่า 30% มีการใช้อุปกรณ์ประหยัดพลังงาน ไม่ว่าจะเป็นเตาซูเปอร์อั้งโล่ เตาอบ เตาเผาถ่าน บางคนยังนำร่องเรื่องการผลิตเพื่อใช้และจำหน่ายในชุมชนถือเป็นเรื่องน่ายินดี เพราะจากเดิมที่แจกอุปกรณ์ฟรียังไม่เอา ไม่เคยชิน ไม่รับรู้ ตอนนี้ชาวบ้านอยากใช้แล้ว ซึ่งไม่เพียงจะส่งผลดีด้านประหยัด แต่รวมถึงคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อมที่ดีขึ้นด้วย
ดังนั้น เพื่อขยายการรับรู้ให้กว้างขวางครอบคลุมพื้นที่ทั้งตำบลกว่า 4 หมื่นไร่ จึงได้ใช้สื่อวิทยุท้องถิ่นจัดรายการทุกวัน วันละชั่วโมง คุยเรื่องสิ่งแวดล้อม เรื่องพลังงานและทุกเรื่องของชุมชน
สร้างทางเลือกพลังงานใกล้ตัว
ด้าน อุทัย ภูริพงศธร พลังงานจังหวัดนครศรีธรรมราช เล่าว่า ครั้งแรกที่เข้ามาทำความเข้าใจกับชาวบ้านและชุมชน ต้องใช้ความพยายามมากในการสร้างความเข้าใจกับชาวบ้านและชุมชนว่าไม่ได้หมายถึงเฉพาะเรื่องน้ำมันและก๊าซ โดยวิธีนำตัวอย่างต้นแบบของเทคโนโลยีด้านพลังงานไม่ว่าจะเป็นเตาหุงต้มประสิทธิภาพสูง เตาแก๊สชีวมวล เตาเผาถ่านไปสาธิตให้ดู
จากนั้นชาวบ้านเริ่มตื่นตัวว่าสิ่งที่พลังงานนำมาสาธิต ใช้วัสดุและวัตถุที่มีอยู่ในชุมชนเช่น เตาแก๊สชีวมวล ก็ใช้เศษไม้เศษวัสดุต่าง ๆ ขณะที่เปลวไฟที่ได้ก็เท่ากันกับเปลวไฟจากก๊าซหุงต้ม จึงสนใจเข้ามาเรียนรู้มากเพื่อนำมาใช้ในครัวเรือน นอกจากนี้ก็ให้ความรู้เกี่ยวกับพฤติกรรมการประหยัดพลังงานต่าง ๆ เช่น ควรใช้ไฟฟ้าอย่างไรให้มีประสิทธิภาพ ใช้รถยนต์อย่างไรให้ประหยัด ฯลฯ
สิ่งเหล่านี้คือวิธีการที่สะท้อนข้อมูลให้เขาเห็น พร้อมแนวทางแก้ไขร่างเป็นแผนขึ้นมา โดยทีมงานพลังงานในอบต.นาหมอบุญ ที่ตั้งขึ้นมาเป็นคณะกรรมการด้านแผน ด้านการจัดการโครงการ พลังงานจังหวัดเป็นเพียงพี่เลี้ยงช่วยว่าถ้าจะทำอย่างนี้แล้วผลที่ได้รับจะเป็นอย่างไร
เมื่อทำแผนพลังงานเสร็จในปี 2550 ทาง อบต.นาหมอบุญ กับทีมงานแผนพัฒนาชุมชนก็เลือกทำเตาฟืนประสิทธิภาพสูงแบบ 2 กระทะ ตามโรงเรียนและวัดต่าง ๆ เพื่อเป็นจุดสาธิต กระทั่งปี 2551 กระทรวงพลังงานจึงทำโครงการขยายผล สนับสนุนงบประมาณ 2 แสนกว่าบาท จึงเลือกกิจกรรมเกี่ยวกับเตาแก๊สชีวมวลขึ้นมาทำก่อน
กระทรวงพลังงานสนับสนุนส่งเตาแก๊สชีวมวล 137 ลูก มาให้ครัวเรือนที่สนใจเอาไปทดลองใช้ ต่อมาชุมชนก็ศึกษา ทดลองสร้างเองเพื่อเป็นการพึ่งพาตนเอง ต่อไปถ้ามีปัญหา หรือชุมชนสนใจใช้มากขึ้น ในท้องถิ่นก็จะสามารถจัดหา ผลิตได้เองในชุมชน เป็นการประหยัดค่าใช้จ่าย และส่งเสริมอาชีพในชุมชนได้เพื่อขยายผล
ที่น่าสนใจคือ ชาวบ้านมีการต่อยอดเทคโนโลยีกับภูมิปัญญา เช่น การนำผลไม้ชนิดต่าง ๆ มาเผาผลิตเป็นถ่านผลไม้ดูดกลิ่นในตู้เย็น ตู้เสื้อผ้า ฯลฯ ใส่บรรจุภัณฑ์เก๋ ๆ ขายราคา 5-10 บาท เป็นการสร้างรายได้สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลไม้ที่เป็นผลผลิตเหลือทิ้ง ปล่อยไว้ก็ไร้ค่า
เทคโนโลยีพลังงานประหยัด 2 ต่อ
ประกอบ ชูไชยยัง หรือที่รู้จักกันในนาม “ช่างเภา” ประธานศูนย์การเรียนรู้ถ่ายทอดและผลิตเทคโนโลยีทดแทนพลังงานชุมชนบอกว่า เทคโนโลยีพลังงานหลากหลายที่ทางพลังงานจังหวัดนำเข้ามาสาธิตในพื้นที่ล้วนมีประโยชน์ และสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับท้องถิ่นได้ ขึ้นอยู่กับใครจะสนใจและเลือกไปปฏิบัติ
ในส่วนตัวเขา เริ่มจากการผลิตเตาเผาถ่านถัง 200 ลิตรเป็นอันดับแรก ทดลองเผาดู 2-3 ครั้ง จึงได้คุณภาพตามที่ต้องการ พอเริ่มจับเคล็ดลับได้ ก็สามารถเผาทุกส่วนของต้นไม้ไม่ว่าชิ้นเล็ก ชิ้นใหญ่ และยังได้ประโยชน์ 2 ส่วน คือ ถ่าน และน้ำส้มควันไม้
“ด้วยพื้นฐานด้านการเกษตรที่ทำมาตลอดชีวิต เมื่อได้น้ำส้มควันไม้ ซึ่งทราบจากการไปศึกษาดูงานหลายที่ว่ามีสรรพคุณสารพัดประโยชน์ จึงนำไปทดลองใช้ในบ่อเลี้ยงกบ เลี้ยงปลาดุก ก็ดับกลิ่นคาวได้ดี เมื่อนำไปผสมน้ำรดแปลงผัก ก็ทำให้ผักงอกงามไล่เพลี้ยไล่แมลงได้ จึงใช้ทั้งสมานแผล รักษาโรคกระเพาะอาหาร และน้ำขี้เถ้าที่ได้จากการเผาถ่านไปผลิตเป็นสบู่ แชมพู น้ำยาล้างจาน น้ำยาล้างห้องน้ำใช้ภายในครัวเรือนเองด้วย” ช่างเภา เล่า
จากนั้นจึงได้ขยายผลการใช้พลังงานทดแทนให้มากขึ้นเรื่อย ๆ เช่น ทำจักรยานวิดน้ำ รดน้ำพืชผักในสวน โดยเชื่อมสายพานกับมอเตอร์แบบชัก แล้วใช้แรงคนปั่นแทนพลังงานไฟฟ้า ประหยัดรายจ่ายในครอบครัวได้เกือบทุกทาง เพราะค่าก๊าซ ค่าไฟฟ้าลดลง ในขณะที่อาหารจำพวกผัก ปลา หรือกบ ก็ปลูกและเลี้ยงเอง แทบไม่ต้องซื้อกิน เรียกได้ว่าดำเนินชีวิตแบบพอเพียง แถมหากเหลือจากใช้สอยภายในครัวเรือน ยังขายให้กับเพื่อนบ้านสร้างรายได้อีกด้วย
ผลที่เกิดขึ้นตอนนี้คือ ในแต่ละเดือนก็มีรายได้เพิ่มขึ้น บางครั้งถึง 4,000-5,000 บาท จากการที่ทำเตาเผาถ่านชีวมวลขาย และยังลดรายจ่ายจากการปลูกผัก จับปลา ไม่ต้องซื้อ ประหยัดไปได้
ช่างเภา บอกว่า ที่น่าภาคภูมิใจคือ เมื่อเพื่อนบ้านและชาวบ้านในตำบลเข้ามาศึกษาดูงาน มองเห็นว่าเป็นตัวอย่างที่ดี ก็เลือกนำไปทำบ้าง ทำให้ความต้องการเตาแก๊สชีวมวล เตาซูเปอร์อั้งโล่ และเตาเผาถ่านถัง 200 ลิตร สูงขึ้นเรื่อย ๆ สร้างงานสร้างอาชีพให้กับชาว ต.นาหมอบุญ อีกทางหนึ่ง
วันนี้ แม้ชาว ต.นาหมอบุญ ยังคงใช้พลังงานเท่าเดิม แต่ค่าใช้จ่ายด้านพลังงานกลับลดลงเรื่อย ๆ เพราะต่างร่วมมือร่วมใจลุกขึ้นมาปฏิวัติวิถีชีวิต นำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในทางปฏิบัติ นั่นคือต้องใช้พลังงานอย่างพอเพียง เพื่อให้มีใช้อย่างเพียงพอ และเน้นพึ่งพาตนเอง ทำให้พวกเขาดำรงชีวิตได้อย่างมีความสุข แม้ในภาวะที่เศรษฐกิจถดถอย
ชุมชนที่สนเข้าร่วมโครงการจัดทำแผนพลังงานชุมชน สามารถสมัครได้ที่สำนักงานพลังงานจังหวัด หรือศูนย์ประสานงานกลางการวางแผนพลังงานชุมชน โทร. 02-223-3344 ต่อ 2262-3
หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันจันทร์ที่ 19 มกราคม พ.ศ.2552 หน้า B6 | |