ปลูกต้นไม้ 7 ระดับ สวัสดิการชีวิตจากพืชพลังงาน
ชาวตำบลคอรุม อ.พิชัย จ.อุตรดิตถ์ เป็นอีกชุมชนที่เข้มแข็ง รู้จักประยุกต์เทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ากับภูมิปัญญาดั้งเดิม ควบคู่กับการดำเนินชีวิตอย่างพอเพียง โดยนำเรื่องพลังงานทดแทนเข้ามาสร้างความมั่นคงในชีวิตทั้งระยะสั้น ระยะยาว ยังมีหลักสูตรฝึกอบรมเผยแพร่ความรู้ให้กับคนทั้งจังหวัดอุตรดิตถ์ได้มีทางเลือกมากขึ้น |
การรู้จักเลือกนำเอาน้ำมันพืชและสัตว์ที่เหลือทิ้งมาทำเป็นน้ำมันไบโอดีเซล ใช้กับเครื่องยนต์การเกษตร ช่วยให้สามารถประหยัดต้นทุนการเกษตรลงได้ถึงหนึ่งในสี่เป็นตัวอย่างหนึ่งที่น่าเอาเป็นแบบอย่าง
เหนืออื่นใด คือการรู้จักเลือกปลูกพืชพลังงานเพื่อสร้างความมั่นคงให้กับชีวิตในภายภาคหน้า นั่นคือการปลูกพืชพลังงานต้นไม้ 7 ระดับ
แล้ว “พืชพลังงาน 7 ระดับ” คืออะไร
นายอัษฎางค์ สีหาราช ประธานศูนย์ฝึกอบรมเครือข่ายปราชญ์ชาวบ้านจังหวัดอุตรดิตถ์ ต.คอรุม อ.พิชัย จ.อุตรดิตถ์ อธิบายว่า ต้นไม้ 7 ระดับ ประกอบด้วย ระดับที่ 1 ไม้ชั้นบนหรือไม้ยืนต้น อายุ 10 ปีขึ้นไปจึงจะใช้ประโยชน์ได้ เช่น ประดู่ ยางนา สัก มะค่า ถือเป็นไม้ที่สร้างบำเหน็จ บำนาญ และมรดก
ต้นไม้ระดับที่ 2 คือไม้ชั้นกลาง อายุ 3 ปี ขึ้นไป ส่วนใหญ่เป็นไม้ผล รวมถึงพืชพลังงาน อาทิ มะม่วง ลำไย กระท้อน ขนุน ระดับที่ 3 ไม้ทรงพุ่ม อายุ 1 ปีขึ้นไป เช่น มะนาว มะละกอ มะเขือพวง กล้วย ระดับที่ 4 พืชหน้าดิน ได้แก่ พืชผักสวนครัว ระดับที่ 5 พืชหัว คือพวกที่อยู่ใต้ดิน ประเภท ขิง ข่า กระชาย เผือก มัน ระดับที่ 6 พืชน้ำ เช่น ผักบุ้ง ผักกะเฉด บัว และระดับที่ 7 พืชเกาะเกี่ยวจำพวกตำลึง มะระ ถั่วฝักยาว บวบ ฯลฯ
“ต้นไม้ทั้ง 7 ระดับเราสามารถปลูกไว้ในพื้นที่เดียวกันโดยใช้หลักการระบบนิเวศป่า โดยประโยชน์ 5 อย่างที่จะได้รับ คือ 1.อาหาร 2.พืชสมุนไพรเป็นยา 3.ได้เงิน เมื่อปลูกไว้มากเกินก็ขายได้ 4.ได้ไม้ใช้สอย นำมาสร้างบ้านเฟอร์นิเจอร์ ทำวงกบ ประตู หน้าต่าง 5. เกิดระบบนิเวศที่ดี ได้พื้นที่สีเขียว ซึ่งถ้าเราเริ่มปลูกวันนี้ ต้นไม้จะกลายเป็นบำเหน็จบำนาญและมรดกของชีวิตทันที” นายอัษฎางค์บอกพร้อมยกตัวอย่างว่า
เช่น ปัจจุบัน เรามีอายุ 45 ปี ปลูกต้นยางนาซึ่งเป็นต้นไม้พลังงาน จำนวน 3,000 ต้น อีก 15 ปีข้างหน้ามีอายุ 60 ปี ต้นยางนาเหล่านี้ก็เติบโต มีความสูงไม่ต่ำกว่า 15 เมตร นำมาแปรรูปเป็นไม้ได้ต้นละไม่ต่ำกว่า 2 ยก ถ้าราคายกละ 15,000 บาท ก็เท่ากับเกิดสินทรัพย์ถึง 90 ล้านบาท หากอยากได้บำเหน็จก็แค่ตัดต้นยางนาเหล่านี้ไปแปรรูปขาย แต่ถ้าอยากได้บำนาญ ต้นยางนาก็ยังให้น้ำยางถึงต้นละ 30 ลิตร/ปี รวม 3,000 ต้น ได้ 90,000 ลิตร/ปี นำมาผลิตเป็นไบโอดีเซลขายได้ นอกจากนี้ยังเป็นมรดกให้ลูกหลานใช้เป็นหลักทรัพย์ในอนาคตได้
ทั้งนี้ นายอัษฎางค์ได้ย้อนฟังให้ถึงสิ่งที่กระตุ้นให้ตนเองหันมาสนใจเรื่องพืชพลังงานว่าเริ่มจากเมื่อครั้งที่จะทำแผนชุมชน ต้องหาข้อมูลเบื้องต้นโดยเฉพาะในส่วนที่เป็นต้นทุนการทำเกษตรของชุมชน ทำให้สังเกตเห็นตัวเลขรายจ่ายที่ใช้ไปในส่วนของพลังงาน
“ผมสังเกตเห็นว่าน้ำมันที่จำเป็นต้องใช้ในการทำเกษตรที่มีต้นทุนสูงมาก เป็นภาระค่าใช้จ่ายที่หนัก ดูได้จากตัวเลขผลการสำรวจข้อมูลเมื่อปี 2550 ที่แค่เพียง 10 หมู่บ้าน จาก 12 หมู่บ้าน ของตำบลคอรุม เสียเงินซื้อน้ำมันโซล่าถึง 61 ล้านบาท จึงนำข้อมูลไปปรึกษากับทาง อบต. และหารือกันถึงวิธีการผลิตน้ำมันไบโอดีเซลใช้เอง”
ที่สุดเกิดการประสานการทำงานร่วมกันกับสำนักงานภูมิภาคที่ 9 ภายใต้โครงการนำร่องการจัดทำแผนพลังงานชุมชนฯ และมีการอบรมเกี่ยวกับการผลิตน้ำมันไบโอดีเซล
“ครั้งแรกที่ตัวแทนเข้าร่วมอบรมก็ยังไม่สำเร็จ เพราะวิธีการผลิตน้ำมันไบโอดีเซลค่อนข้างซับซ้อน จึงมีการประยุกต์และทดลองสูตรต่าง ๆ ขึ้นใหม่ กระทั่งได้สูตรไบโอดีเซลแบบชาวบ้าน ที่มีขั้นตอนไม่ยุ่งยาก
เราใช้วัสดุอุปกรณ์ที่มีอยู่ในท้องถิ่นแบบง่าย ๆ จึงร่วมมือกับหลายหน่วยงานเปิดอบรมให้กับผู้สนใจอย่างไม่หวงสูตรเริ่มมาตั้งแต่ปี 2550 อบรมไปแล้วกว่า 1,000 คน และยังจะจัดต่อไปเรื่อย ๆ เพราะอยากให้คนหันมาใช้พลังงานทดแทนกันมาก ๆ เพราะไม่เพียงประหยัดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานแต่ยังเป็นการช่วยชาติด้วย”
นายอัษฎางค์บอกอีกว่า การอบรมหลักสูตรเกี่ยวกับพลังงานของชุมชนคอรุม มีด้วยกัน 5 หลักสูตร ใช้เวลา 4 วัน 3 คืน ประกอบด้วย
1.หลักสูตรการพึ่งพาตนเองด้านพลังงาน
2.หลักสูตรการผลิตเทคโนโลยีประหยัดพลังงาน เช่น เตาแก๊สเชื้อเพลิงแกลบ เตาชีวมวล เตาเผาถ่าน 200 ลิตร
3.หลักสูตรการพึ่งพาตนเองในครัวเรือน อาทิ การทำน้ำยาต่าง ๆ สบู่เหลว สบู่ก้อน
4.หลักสูตรไร่นาสวนผสมตามหลักทฤษฎีใหม่ และ
5.หลักสูตรสร้างบำเหน็จบำนาญและมรดกให้เกษตรกร ซึ่งก็คือ การปลูกพืชพลังงาน 7 ระดับ
ปรากฏว่าคนสนใจหลักสูตรที่ 5 มาก เนื่องจากมีการวิเคราะห์ให้ชาวบ้านเห็นว่าทุกวันนี้ ต่างทำงานอย่างหนักแต่เมื่ออายุ 60 ปี จะสวัสดิการอะไรรองรับเหมือนข้าราชการหรือไม่ ฉะนั้น ในฐานะที่เป็นเกษตรกร จึงต้องสร้างสวัสดิการบำเหน็จ บำนาญ และมรดกด้วยตนเอง นั่นคือ การเปิดบัญชีต้นไม้ 7 ระดับ ประโยชน์ 5 อย่าง ที่ใครทำอย่างนี้แล้วจะไม่อดตาย
“การอบรมจะเน้นปฏิบัติมากกว่าทฤษฏี ทำให้คนที่เข้าร่วมคิดเป็น ทำเป็น นำสิ่งของพื้นบ้านที่มอยู่รอบ ๆ ตัวมาใช้ให้เกิดประโยชน์ได้ เชื่อว่าจะมี ผู้สนใจนำเทคโนโลยีประหยัดพลังงาน และแนวคิดในการนำการปลูกต้นไม้ 7 ระดับ โดยเฉพาะพืชพลังงานกลับไปใช้ประโยชน์ที่บ้านของตนเองมากกว่า 50%” นายอัษฎางค์บอก
ทางด้าน นายเฉลย มากล้น วิทยากรอบรมหลักสูตร “พืชพลังงาน 7 ระดับ” ของหมู่ 6 ต.คอรุม บอกถึงเทคนิคของการจูงใจให้คนหันมาสนใจเข้ารับการอบรมว่า
“เมื่อแรกที่สามารถประยุกต์การผลิตไบโอดีเซลจนได้สูตรเฉพาะแล้ว เราไม่ได้นำไปเผยแพร่ให้เพื่อนบ้านทันที ทรัพยากรที่ทิ้งแล้วยังเอากลับมาใช้ให้เกิดประโยชน์ได้
“และเมื่อเปรียบเทียบการใช้น้ำมันดีเซลกับไบโอดีเซล พบว่าไบโอดีเซลมีต้นทุนต่ำกว่าถึง 50% ส่งผลให้การทำไร่ทำนาโดยภาพรวมประหยัด 25% ทำให้คนอื่น ๆ เกิดความเชื่อถือมั่นใจ และขยายผลได้อย่างรวดเร็ว หากในอนาคตน้ำมันจะหมดโลก หรือเกิดวิกฤตน้ำมันไม่มีขาย เราก็มีความรู้ที่จะช่วยเหลือตนเองให้อยู่รอดได้”
สำหรับชุมชนที่สนใจเข้าร่วมโครงการจัดทำแผนพลังงานชุมชน กับกระทรวงพลังงานในปี 2552 สามารถสมัครได้ที่ สำนักงานพลังงานจังหวัด หรือศูนย์ประสานงานกลางการวางแผนพลังงานชุมชน โทร.0-223-3344 ต่อ 2262-3
• รัชนิกร แสงขาว •
หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับประจำวันพุธที่ 17 ธันวาคม พุทธศักราช 2551 หน้า 21 | |