ความรู้เกี่ยวกับโรงงานสกัดน้ำมันปาล์ม

โรงงานสกัดน้ำมันปาล์มวิธีการผลิตน้ำมันปาล์ม ทะลายปาล์มประกอบด้วยผลปาล์มน้ำมันจำนวนมากติดอยู่กับก้านทะลาย ผลปาล์มน้ำมันประกอบด้วยน้ำมัน 2...
อ่านบทความเต็ม

บทความอื่น
พิมพ์ อีเมล์
เปิดแผนเกษตรแก้โลกร้อน
ชงกลั่นกรองฯ ของบฯ พันล้าน
ลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก?

        ากกรณีที่ที่ประชุมคณะกรรมการกลั่นกรองเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรี คณะที่ 2 เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคมที่ผ่านมา มีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอแผนบรรเทาภาวะโลกร้อนด้านการเกษตรระหว่างปี 2551-2554 ในวงเงินประมาณ 1,013 ล้านบาท เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของภาคการเกษตรนั้น

        ในสาระสำคัญของแผนบรรเทาภาวะโลกร้อนดังกล่าว ระบุว่า ภาคเกษตรกรรมมีบทบาทในเรื่องโลกร้อนสองด้าน คือ เป็นผู้นำปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกพร้อม ๆ กับทำหน้าที่ดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากอากาศมากักเก็บไว้ในมวลชีวภาพ

        แม้ในปัจจุบันภาคเกษตรจะไม่ใช่สาเหตุใหญ่ของปัญหาการเกิดก๊าซเรือนกระจก เมื่อเปรียบเทียบกับภาคพลังงานและภาคอุตสาหกรรม แต่ในอนาคตเมื่อประชากรเพิ่มมากขึ้น ภาคเกษตรจะทวีความสำคัญมากขึ้นเนื่องจากเป็นผู้ผลิตอาหารและเป็นผู้ให้ความมั่นคงด้านอาหารแก่ประชากรโลก ซึ่งจะเป็นภาคการผลิตที่จะได้รับผลกระทบจากความเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่จำเป็นต้องมีการปรับตัว และเนื่องจากภาคเกษตรกรรมเป็นภาคที่สามารถดูดซับก๊าซเรือนกระจกที่สำคัญจากชั้นบรรยากาศและตรึงไว้ในต้นพืช ซากสัตว์ และดินได้ จึงเป็นภาคที่จะสามารถช่วยแก้ปัญหาการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เกิดจากภาคอื่น ๆ สามารถใช้เป็นภาคยุทธศาสตร์ในการแก้ไขปัญหาโลกร้อนได้

        งบประมาณที่กระทรวงเกษตรฯ เสนอรวมทั้งสิ้น 1,013.68 ล้านบาท ระยะเวลาดำเนินงาน 4 ปี เริ่มตั้งแต่ตุลาคม 2550 ถึงกันยายน 2554 แบ่งเป็นปี 2551 จำนวน 357.90 ล้านบาท ปี 2552 จำนวน 243.95 ล้านบาท ปี 2553 จำนวน 215.95 ล้านบาท ปละปี 2554 จำนวน 195.87 ล้านบาท

        ทั้งนี้ จะดำเนินงานในพื้นที่ปลูกพืชเศรษฐกิจที่สำคัญและพื้นที่นำร่องที่เป็นพื้นที่เสี่ยงต่อการเกิดความแห้งแล้งและเสื่อมโทรมซ้ำซาก 18.6 ล้านไร่ ได้แก่ กลุ่มลุ่มน้ำย่อยห้วยน้ำสิงห์ ลุ่มน้ำบึงบอระเพ็ด ลุ่มน้ำป่าสักตอนล่าง ลุ่มน้ำห้วยกระเสียว ลุ่มน้ำลำตะคองและลำพระเพลิง ลุ่มน้ำคลองท่าราด ลุ่มน้ำแม่น้ำเพชรบุรีตอนบน ลุ่มแม่น้ำปราณบุรี และลุ่มน้ำปากพนัง

        สําหรับยุทธศาสตร์การดำเนินงาน แบ่งเป็น 3 ยุทธศาสตร์ ได้แก่

        - ยุทธศาสตร์ที่ 1 การบริหารจัดการองค์ความรู้ เป็นการศึกษาวิจัยและจัดทำระบบฐานข้อมูลการจัดการองค์ความรู้ทั้งดานพืช ดิน น้ำ ปศุสัตว์ และประมง และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เช่น การศึกษาผลบกระทบของการปลูกพืช การปรับตัวของชนิดและพันธุ์พืช การผลิตพืชเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตพลาสติกย่อยสลายได้ทางชีวภาพ การปลดปล่อยก๊าซมีเทนในนาข้าวและการกักเก็บคาร์บอนในดิน แผนที่ปริมาณคาร์บอนในดินกับใช้ประโยชน์ที่ดิน การกระจายตัวของฝน การเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิและทรัพยากรประมง และการจัดทำฐานข้อมูล

        - ยุทธศาสตร์ที่ 2 การป้องกันและแก้ไขปัญหา เป็นการนำเทคโนโลยีของแต่ละหน่วยงานมาใช้ในการป้องกันการแก้ไขและปรับตัวเพื่อบรรเทาปัญหาจากภาวะโลกร้อนด้านการเกษตร เพื่อช่วยลดความรุนแรงของปัญหาที่จะเกิดขึ้น เช่น การปลูกไม้ยืนต้น การจัดทำพื้นที่ที่เหมาะสมในการปลูกพืชพลังงาน การอนุรักษ์ดินและน้ำเพื่อรักษาน้ำในดิน การจัดระบบการผลิตปศุสัตว์ การไถกลบตอซัง และการติดตามผลกระทบจากความแห้งแล้งด้านดินและพืชเศรษฐกิจ

        - ยุทธศาสตร์ที่ 3 ด้านการรณรงค์เผยแพร่และประชาสัมพันธ์ เป็นการจัดให้มีกิจกรรมรณรงค์ เผยแพร่ประชาสัมพันธ์ ให้เกษตรกรได้ทราบแนวทางในการบรรเทาปัญหาภาวะโลกร้อนด้านการเกษตร และให้เกษตรกรมีส่วนร่วมในกิจกรรมโครงการของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อบรรเทาปัญหา เช่น การรณรงค์ไถกลบตอซังเพื่อลดก๊าซเรือนกระจก เพื่อให้เกษตรกรรับทราบผลกระทบที่จะเกิดขึ้น ให้มีการพัฒนาบุคลากรของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และเกษตรกร เพื่อให้มีความรู้ ความเข้าใจ ในปัญหาที่แท้จริง สามารถสื่อสารปัญหาได้อย่างถูกต้อง และนำความรู้ไปพัฒนาเป็นโครงการต่าง ๆ เพื่อบรรเทาปัญหาภาวะโลกร้อนให้กับเกษตรกรได้อย่างมีประสิทธิภาพ

        ด้านการบริหารโครงการ กรมพัฒนาที่ดินเป็นผู้ประสานงานหลัก ดำเนินการร่วมกับ 8 หน่วยงานได้แก่ กรมวิชาการเกษตร กรมการข้าว กรมประมง กรมปศุสัตว์ กรมชลประทาน สำนักงานฝนหลวงและการบินเกษตร สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรและสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม

        ส่วนผลที่คาดว่าจะได้รับคือ หน่วยงานในกระทรวงเกษตรฯ มีข้อมูลการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่มีความถูกต้องสอดคล้องกับสภาพแวดล้อมและการผลิตด้านการเกษตรของประเทศ โดยหน่วยงานในกระทรวงเกษตรฯ มีโครงการรองรับการเปลี่ยนแปลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ

        นอกจากนี้ ผลการศึกษาวิจัยจะทำให้ทราบถึงแนวทางและระดับความเหมาะสมในการดำเนินการรองรับแผนเปลี่ยนแปลงในอนาคต และเกษตรกรสามารถพัฒนาตนเองเพื่อรองรับและปรับตัวต่อปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลกได้

        อย่างไรก็ตาม เป็นที่น่าสังเกตว่า ในสาระสำคัญที่กระทรวงเกษตรฯ เสนอที่ประชุมคณะกรรมการกลั่นกรองฯข้างต้น มีเพียงกรอบแนวทางการใช้งบประมาณและยะเวลาดำเนินโครงการ แต่กลับไม่มีรายละเอียดของโครงการที่จะใช้จ่าย

        ขัดกับหลักการของการเสนอของบประมาณสำหรับโครงการที่มีความสำคัญเร่งด่วน

        เป็นผลให้ทางสำนักงานงบประมาณให้ความเห็นในที่ประชุมคณะกรรมการกลั่นกรองฯ เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคมที่ผ่านมาว่า กระทรวงเกษตรฯ ควรใช้การตั้งเรื่องและทยอยเบิกจ่ายเป็นงวด ๆ ตามงบประมาณรายจ่ายประจำปีแทนการเบิกจ่ายทั้งก้อนในแต่ละปี เพื่อให้สำนักงบประมาณได้พิจารณาโครงการโดยละเอียด

        ทั้งนี้ เนื่องจากโครงการที่เสนอของบประมาณยังขาดละเอียดการดำเนินงานและผลที่จะได้รับเพียงพอที่จะพิจารณา โดยเฉพาะกรณีของกรมชลประทานที่เสนอของบฯ ดำเนินการในปี 2551 จำนวน 357 ล้านบาท ตาสำนักงานงบประมาณเห็นชอบให้ใช้งบฯ ดำเนินการในเบื้องต้นเพียง 40 ล้านบาทเท่านั้น

        เกิดอะไรขึ้นกับกระทรวงเกษตรฯ ที่รับผิดชอบโครงการขนาดใหญ่ของประเทศมาหลายโครงการ??

        หากตระหนักถึงความสำคัญเร่งด่วนของปัญหาโลกร้อน ที่ต้องเร่งรับมือ ก็ควรจัดระเบียบโครงการให้พร้อม ไม่ใช่ตั้งวงเงินงบประมาณไว้รอรายละเอียดของแผนการดำเนินการภายหลัง

        ไม่ใช่สักแต่ทำตามกระแสโลก

        อย่าลืมว่า การทำงานของรัฐบาลชุดนี้ทุกก้าวย่าง กำลังถูกจับตาจากทั่วสารทิศ นอกจากความสุจริต โปร่งใสแล้ว การใช้จ่ายเงินงบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ประชาชนคาดหวังจากรัฐบาล “ขิงแก่” เช่นกัน


หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน
ฉบับวันพฤหัสบดีที่ 12 กรกฎาคม พุทธศักราช 2550
 
< ก่อนหน้า   ถัดไป >
mod_vvisit_counterวันนี้274
mod_vvisit_counterเมื่อวานนี้508
mod_vvisit_counterรายเดือน9311
mod_vvisit_counterทั้งหมด631313