เศรษฐกิจมั่งคั่ง ด้วยพลังงานทดแทน
“ผมมองว่าจุดต่ำสุดของราคาน้ำมันคงจะอยู่แค่ 35 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ไม่ต่ำไปกว่านี้ หลังจากนั้นราคาจะเริ่มขยับสูงขึ้น ถ้าวันนี้เราเตรียมพร้อมพลังงานทดแทนล่วงหน้า ก่อนเวลาเศรษฐกิจฟื้นสักครึ่งปี คนไทยก็จะไม่ต้องเผชิญวิกฤตราคาพลังงานแบบ 147 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลอีก” |
นี่คือการวิเคราะห์สถานการณ์ด้านพลังงานให้ฟังอย่างคร่าว ๆ จากผู้เชี่ยวชาญด้านน้ำมัน มนูญ ศิริวรรณ ซึ่งประมวลภาพรวมจากหลากหลายนานาทัศนะ โดยเฉพาะแนวคิดจากฝั่งรัฐบาลที่ประเมินว่า เศรษฐกิจของประเทศจะฟื้นตัวได้ในปลายปีนี้
ดังนั้น จึงเห็นว่าสถานการณ์ขณะนี้ เหมาะอย่างยิ่งต่อการเดินหน้าขับเคลื่อนพลังงานทดแทนในบ้านเรา เพราะผลประโยชน์ที่จะตามมาให้ได้เก็บเกี่ยวนั้น ยืนยันว่าคุ้มแบบไม่เสียแรงเปล่าแน่นอน และไม่ใช่แค่คนใช้น้ำมันเท่านั้นที่จะได้รับประโยชน์ในระยะยาว หากแต่เป็นผลดีร่วมกัน ตั้งแต่เกษตรกรต้นทาง ผู้เพาะปลูกผลิตวัตถุดิบ สู่ผู้ประกอบการโรงงานแปรรูปต่อเนื่องไปถึงธุรกิจขายปลีกเชื้อเพลิง จะได้รับอานิสงค์ในเรื่องของรายได้กันถ้วนหน้า ต่อให้เกิดการลงทุนพลังงานทางเลือกรูปแบบใหม่ ๆ ตามมา ทั้งทุนจากในประเทศและทุนจากต่างประเทศ เพียงแค่รอสถานการณ์สุกงอมอีกนิดชื่อของพลังงานทดแทน พลังงานทางเลือก ทางรอดของประเทศจะฉายแสงเป็นหนึ่งกำลังหลักสร้างเศรษฐกิจไทยสู่ความมั่นคง
พลังงานมั่นคง ไทยพ้นวิกฤติ
เป็นเวลาหลายปีมาแล้ว ที่คนไทยใช้น้ำมันในปริมาณมากขึ้นแบบก้าวกระโดด ทั้ง ๆ ที่มีแหล่งน้ำมันในประเทศอยู่เพียงน้อยนิด ส่วนใหญ่ต้องอาศัยนำเข้าจากต่างประเทศเป็นหลัก สูญเสียเงินตราออกนอกประเทศเฉลี่ยปีละกว่า 7 แสนล้านบาท ตัวเลขนี้สูงกว่ามูลค่าการส่งออกข้าวและยางพารา อันเป็นพืชส่งออกสำคัญของไทยรวมกันเสียอีก! โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในช่วงครึ่งแรกของปีที่แล้ว ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นถึง 40% ทำเอาราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลในบ้านเรา สร้างสถิติขึ้นไปแตะลิตรละ 44 บาทมาแล้ว จากเดิมที่เคยแพงที่สุดก็แค่ปริ่ม ๆ 30 บาทต่อลิตร
แต่มาถึงปีนี้ ราคาน้ำมันกลับถูกลงอย่างเหลือเชื่อจากพิษเศรษฐกิจ ทำให้คนไทยยิ่งใช้เพลิน ไม่คำนึงถึงการประหยัดเงินในกระเป๋าเหมือนเก่า รวมถึงไม่ต้องไปกังวลหรือใส่ใจกับการเลือกใช้พลังงานทดแทน
แต่หารู้ไม่ว่า การละเลยต่อการเลือกใช้พลังงานทดแทนเป็นการทำลายเศรษฐกิจของชาติโดยตรง ที่อาจจะสร้างผลลบได้มากกว่าผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกที่สั่นสะเทือนมาถึงไทยด้วยซ้ำ
เมื่อคนไทยไม่ประหยัด ไม่ช่วยกันลดการนำเข้าน้ำมัน เงินตราก็มีแต่จะไหลออกนอกประเทศไปเรื่อย ๆ สวนทางกับตัวเลขการส่งออกของประเทศที่หดหาย ถึงขั้นติดลบตั้งแต่เดือนแรกของปี 2552
มนูญ ศิริวรรณ ผู้เชี่ยวชาญน้ำมันย้ำว่า แนวโน้มราคาน้ำมันคงอยู่ในช่วงขาลงอีกไม่นาน เพราะขณะนี้กลุ่มประเทศผู้ผลิตน้ำมันสามารถผนึกกำลังกันได้ นำไปสู่การบรรลุข้อตกลงลดกำลังผลิต เพื่อหวังกดดันให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น จากเดิมที่ประเทศผู้ผลิตเหล่านี้เคยเสียงแตกมาตลอดไม่มีชาติไหนยอมทำตามมติ แต่เมื่อสถานการณ์เปลี่ยนไป ความเสียหายมาเยือนถึงตัว จึงเป็นธรรมดาที่ชาติผู้ผลิตน้ำมันต้องหันมาหาทางออกร่วมกัน
หลังจากนี้ ถ้ามีการลดกำลังผลิตน้ำมันได้อย่างต่อเนื่อง ราคาก็จะค่อย ๆ ขยับขึ้นตามลำดับ
นั่นคือความจริงที่มีโอกาสเกิดขึ้น อย่าคิดว่าวิกฤติเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นอยู่ในเวลานี้ จะเป็นตัวฉุดให้ราคาน้ำมันดิ่งต่อ เพราะปัญหาของพิษเศรษฐกิจที่เห็นกันอยู่ในเวลานี้ คงจะไม่เลวร้ายไปกว่านี้แล้ว
“ถ้าเราประเมินว่าเศรษฐกิจจะฟื้นปลายปี ราคาน้ำมันจะขยับขึ้นก่อนที่เศรษฐกิจจะผงกหัวครึ่งปี หากเราไม่เดินหน้าทำเรื่องพลังงานทดแทนรอไปทำพร้อมกับเวลาที่เศรษฐกิจสร่างไข้ก็คงไม่ทันการณ์ แถมวิกฤตราคาพลังงาน ก็จะกลับมาหาคนไทยอีกครั้ง ทำให้ตั้งตัวไม่ทัน” นายมนูญกล่าว
อย่างไรก็ตาม ถึงตอนนี้จะหวังให้คนไทยเพิ่มการใช้พลังงานทดแทนเองคงยาก เนื่องจากแรงกดดันจากราคาน้ำมันแพงไม่มี จึงเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะต้องออกมาสานต่อนโยบายเรื่องนี้อย่างจริงจัง ถ้าไม่อยากให้ประเทศไทยหวนกลับไปเผชิญกับวิกฤติราคาพลังงานอีกรอบ
ข้อแนะนำที่อยากฝากถึงรัฐบาลก็คือ ควรเร่งจัดทำแผนพลังงานทดแทนให้ชัดเจน จากเป้าหมายที่ประกาศไว้ว่า จะผลักดันให้มีการใช้พลังงานทดแทนในประเทศเพิ่มเป็น 20% ของการใช้พลังงานทั้งหมดในอีก 15 ปีข้างหน้าจากปัจจุบันใช้อยู่แค่ 6-7%
คำถามคือ วิธีการที่จะนำไปสู่เป้าหมายจะทำอย่างไร เพราะที่เป็นอยู่ในตอนนี้ค่อนข้างเลื่อนลอย ถ้าจะกระตุ้นให้ประชาชนหันมาใช้แก๊สโซฮอล์ ไบโอดีเซล หรือก๊าซเอ็นจีวี ก็จะต้องกำหนดนโยบายให้เกิดความชัดเจนว่าจะเลิกขายน้ำมันเบนซิน 95 และเบนซิน 91 ในประเทศไทยหรือไม่
หากนโยบายมีความแน่นอนว่า จะให้เลิกขายก็จะต้องประกาศให้ชัดเจนลงไปในรายละเอียดอีกว่า จะให้เลิกปีไหน เพราะความแน่นอนของนโยบายเหล่านี้จะส่งผลต่อการตัดสินใจลงทุนด้านพลังงานทดแทนของภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้องทั้งหมด เช่น ปริมาณวัตถุดิบที่จะส่งเสริมให้เพาะปลูกเพื่อรองรับการผลิตเอทานอล เพื่อใช้ผสมในแก๊สโซฮอล์ การจัดวางพื้นที่ การกำหนดแหล่งผลิตจะเป็นที่ไหน อย่างไร มีกำลังการผลิตรองรับได้มากน้อยเพียงไรหากภาคธุรกิจพร้อมใจหันมาค้าพลังงานทดแทนมากขึ้น จะเกิดอะไรขึ้น ฯลฯ
สิ่งเหล่านี้คือคำตอบที่จะต้องมีการแจงตัวเลขออกมาให้ชัดเจน และลงลึกไปถึงรายละเอียดว่า จะสนับสนุนวัตถุดิบตัวไหน เช่น อ้อย หรือมันสำปะหลัง ฯลฯ ในสัดส่วนเป็นอย่างไร
นายมนูญย้ำว่า ประเทศไทยมีพื้นที่ทางการเกษตรเหลืออยู่อีกมาก ที่พอจะใช้ให้รัฐบาลส่งเสริมการปลูกพืชพลังงาน โดยไม่ต้องไปเบียดเบียนผลผลิตเพื่อการบริโภคของประชาชน ซึ่งนอกจากจะเป็นการเดินหน้าเรื่องการเสาะหาพลังงานทดแทนอย่างยั่งยืนแล้ว ยังจะเป็นการช่วยสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรอีกทางหนึ่งด้วย
“เปรียบเทียบบ้านเรากับสหรัฐอเมริกาที่โหมผลิตแก๊สโซฮอล์ แต่ขณะนี้สหรัฐฯ ต้องชะลอการผลิตลง เพราะส่งผลกระทบต่อปริมาณผลผลิตข้าวโพดถั่วเหลืองที่ใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตมีไม่เพียงพอรองรับอุตสาหกรรมอื่น ๆ ส่งผลให้ราคาแพงสร้างความเดือนร้อนไปทั่ว แต่ไทยเราเดินหน้าได้เต็มที่ เนื่องจากมีพื้นที่เกษตรมาก ผลผลิตต่อไร่ยังเพิ่มได้อีก จากที่ตอนนี้ผลผลิตต่อไร่ของเรายังค่อนข้างต่ำเกินจริง สามารถพัฒนาต่อไปอีกเยอะ เราจึงไม่ควรชักช้า” เขาย้ำ
นอกจากนี้ ทิศทางของราคาพลังงานทดแทนก็มีความสำคัญ โดยเฉพาะในแง่ของการลงทุนเชิงพาณิชย์ของค่ายน้ำมันต่างชาติ ที่รัฐบาลจะต้องประกาศให้เสียงดังฟังชัด ว่าจะสนับสนุนหรือสร้างแรงจูงใจแบบไหน เพื่อดึงดูดความสนใจให้มีกำลังซื้อจากประชาชนมากพอที่บริษัทน้ำมันต่างชาติจะสนใจโดดลงมาร่วมวงผลิตด้วย
สิ่งเหล่านี้กำลังเป็นอุปสรรคอย่างมาก เพราะในขณะนี้ นโยบายของรัฐบาลยังขาดความชัดเจน ทำให้ผู้ประกอบการเอกนที่คิดจะลงทุนก็วางแผนลำบาก เกิดความกังวลว่า หากลงทุนไปก็จะไม่มีใครซื้อ ทำให้อยู่ไม่ได้ การผลิตโดยมากจึงจำกัดอยู่เพียงแค่แก๊สโซฮอล์ 95 และ 91 เท่านั้น
ทุกวันนี้ ค่ายน้ำมันสัญชาติไทยจึงยังคงเป็นตัวหลักในการผลิตพลังงานทดแทนประเภทใหม่ ๆ ออกสู่ตลาด กล่าวคือ นอกเหนือจากแก๊สซฮอล์ 95 และ 91 แล้ว ก็ยังมี E85 และ B5 เป็นต้น
อีกเรื่องที่รัฐบาลขาดตกไปก็คือ “การรณรงค์” แม้วันนี้รัฐบาลจะมองเห็นความจำเป็นของการใช้พลังงานทดแทน แต่การออกแรงรณรงค์ค่อนข้างจะอ่อนล้าซึ่งนายมนูญกล่าวว่า ถ้าจะให้ดีกว่านี้ รัฐบาลจะต้องจัดสรรงบประมาณลงมาเพื่อรณรงค์กันต่อเนื่องแบบระยะยาว ประสิทธิผลที่จะส่งถึงประชาชนจึงจะสัมฤทธิ์
สรุปแล้ว ความหวังต่อการสร้างพลังงานทดแทนในเวลานี้ ขึ้นอยู่ท่าทีของรัฐบาลเท่านั้น ที่จะเป็นผู้ชี้ชะตาพลังงานทดแทนสำหรับประเทศไทย
หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ สิ่งพิมพ์ฉบับพิเศษ วันศุกร์ที่ 27 มีนาคม พ.ศ.2552 | |