ความรู้เกี่ยวกับโรงงานสกัดน้ำมันปาล์ม

โรงงานสกัดน้ำมันปาล์มวิธีการผลิตน้ำมันปาล์ม ทะลายปาล์มประกอบด้วยผลปาล์มน้ำมันจำนวนมากติดอยู่กับก้านทะลาย ผลปาล์มน้ำมันประกอบด้วยน้ำมัน 2...
อ่านบทความเต็ม

บทความอื่น
พิมพ์ อีเมล์
ก้าว...โลก

ย้อนกลับไปราว 116 ปีก่อน รูดอล์ฟ ดีเซล คิดค้นเครื่องยนต์ดีเซลสำเร็จเป็นครั้งแรก โดยใช้เครื่องยนต์

        หลังจากนั้นไม่นาน โลกก็ค้นพบแหล่งน้ำมันขนาดใหญ่ และเทคโนโลยีการกลั่นน้ำมันดิบ ที่สามารถแยกประเภทของน้ำมันได้ละเอียดขึ้น ทำให้เครื่องยนต์ในยุคต่อมาเลิกพึ่งพาน้ำมันพืชไปอย่างน่าเสียดาย

        ต้องรอนานกว่า 100 ปีต่อมา “พลังงานสีเขียว” จึงถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นวาระประชาคมโลกแบบจริงจัง และถูกผลักดันในฐานะ “ความหวัง” ที่จะพาประชาคมโลกพื้นวิกฤตเชื้อเพลิงน้ำมัน

        ทั้งประเทศเกษตรกรรมทั่วโลกและประเทศที่พัฒนาแล้ว ต่างตระหนักในศักยภาพ และเริ่มพัฒนาเชื้อเพลิงชีวภาพขนานใหญ่ เพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันใต้ดินหันมาผลิตน้ำมันบนดินทดแทนให้มากขึ้น

        บราซิล คือ ประเทศตัวอย่างที่โดดเด่นที่สุดในการปฏิวัติเชื้อเพลิงน้ำมันครั้งใหญ่ของโลก นับตั้งแต่เกิดวิกฤตการณ์น้ำมันโลกครั้งแรก บราซิลตื่นตัวอย่างมาก ถึงกับประกาศเดินหน้าโครงการพัฒนาพลังงานทดแทนจากเอทานอลซึ่งบ้านเราก็ยึดถือเป็นต้นแบบในการเดินตามรอยผลิตเอทานอลในขณะนี้

        แม้ช่วงแรกบราซิลจะประสบปัญหา ต้องล้มลุกคลุกคลานอยู่หลายรอบ แต่ความมุ่งมั่นที่แน่วแน่ในการปลอดพันธนาการประเทศออกจากเชื้อเพลิงน้ำมัน ในที่สุดการมองการณ์ไกลของบราซิลก็สัมฤทธิ์ผล ไม่เฉพาะแค่การผลิตพลังงานสีเขียวใช้ได้เองในประเทศ ส่วนเกินที่ผลิตได้ของเอทานอลยังส่งออกสร้างรายได้เข้าประเทศได้ด้วยส่งผลให้บราซิลกลายเป็นผู้ส่งออกเอทานอลรายใหญ่ของโลก ที่ประเทศไทยอยากเจริญรอยตามในอนาคต

        เมื่อพลังงานสีเขียวถูกพัฒนาขึ้น ไม่เฉพาะแต่น้ำมันที่ผลิตได้จากพืช แม้แต่แสงอาทิตย์ น้ำ ลม อากาศ ต่างถูกนำมาวิจัยและพัฒนา จนสามารถใช้ขับเคลื่อนรถยนต์ได้จริง ซึ่งราคาก็มีสูงบ้าง ต่ำบ้าง ตามแต่วิวัฒนาการของเทคโนโลยีของแต่ละประเทศ

        ฉะนั้น ค่ายรถยนต์ต่าง ๆ จึงพัฒนาเครื่องยนต์ไปในทิศทางที่สอดคล้องกับพลังงานสีเขียวมากขึ้น ปัจจุบันนี้มีรถยนต์สำหรับพลังงานทางเลือกเกิดขึ้นในหลายประเทศทั่วโลก

        ในญี่ปุ่น บริษัทชื่อ Genepax เผยโฉมรถยนต์ต้นแบบ วิ่งได้ด้วยน้ำและอากาศ ภายใต้ระบบการทำงานที่เรียกว่า Water Energy System (WES) สามารถสร้างพลังงานไฟฟ้าให้กับรถยนต์ ด้วยการส่งผ่านน้ำและอากาศเข้าไปยังขั้วไฟฟ้าที่พัฒนาขึ้นใหม่ชื่อว่า Membrane Electrode Assembly (MEA)

        จุดเด่นของเจ้าเซลเชื้อเพลิงนี้อยู่ที่วัสดุพิเศษ ช่วยแยกน้ำออกเป็นไฮโดรเจนและอ็อกซิเจนได้ด้วยปฏิกิริยาเคมี บริษัทฯ คาดว่า เทคโนโลยีดังกล่าวจะสามารถผลิตไฮโดรเจนจากน้ำเพื่อนำไปใช้สร้างเป็นพลังงานไฟฟ้าได้นานกว่าเทคโนโลยีที่ใช้ปัจจุบัน

        เหนือกว่านั้น คือ เทคโนโลยี WES ไม่ต้องใช้ถังไฮโดรเจนที่รองรับแรงดันสูง หรือตัวเร่งปฏิกิริยา เซลไฟฟ้าแต่ละชั้นของ Genepax ใช้กำลังไฟฟ้าได้ 120 วัตต์ เมื่อใช้ทั้งระบบจะทำให้กำลังไฟฟ้าได้สูงถึง 300 วัตต์

        จุดมุ่งหมายต่อไปของบริษัทฯ คือ ระบบที่สามารถผลิตไฟฟ้าได้ 1 กิโลวัตต์เพื่อไว้ใช้กับรถยนต์ และเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน

        ลองมาดูต้นทุนผลิตเครื่องยนต์พลังน้ำประเภทนี้ดูบ้าง ราคาจัดว่าอยู่ในระดับปานกลางประมาณสองล้านเยน หรือ 620,000 บาท แต่บริษัทฯ หมายมั่นปั้นมือว่าจะขายแค่ 500,000 เยน หรือราว 155,000 บาท หรืออาจถูกลงกว่านี้ถ้ายอดขายกระฉูด

        ส่วนคนที่คิดถึงรถยนต์ประเภทประหยัดน้ำมัน วิ่งได้เกิน 20 กิโลเมตรต่อลิตขึ้นไปรถชนิดนี้มีการผลิตและจำหน่ายแล้วในสหรัฐอเมริกาและยุโรป ถ้าจะบอกว่าขายดีเป็นเทน้ำเทท่าก็เชื่อว่าไม่เกินจริง โดยเฉพาะที่สหรัฐฯ

        รถยนต์ชนิดนี้เป็นรถยนต์ที่ใช้น้ำมันเบนซินเช่นเดียวกับรถยนต์ธรรมดาแต่ระบบขับเคลื่อนกลับไม่ธรรมดา เพราะประกอบด้วยระบบเครื่องยนต์แบบลูกสูบทำงานร่วมกับมอเตอร์ซึ่งเป็นระบบไฟฟ้า

        รถยนต์ไฮบริด (Hybrid Car) หรือรถยนต์ลูกผสม คือ รถยนต์ประเภทที่ได้รับการพัฒนาขึ้นด้วยจุดประสงค์ที่จะลดผลกระทบของมลพิษจากเครื่องยนต์ต่อสิ่งแวดล้อม เฉพาะอย่างยิ่ง ปัญหาคุณภาพอากาศในเขตเมือง ทำให้เมืองใหญ่ ๆ หลายเมืองต้องออกกฎหมายควบคุมปริมาณการปล่อยมลพิษของรถยนต์ที่จะจำหน่ายในเมืองนั้น ๆ ส่งผลให้มีการพัฒนาระบบเครื่องยนต์เบนซินหรือเครื่องยนต์ดีเซล ที่มีอัตราความสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงต่ำ ปล่อยมลพิษน้อยที่สุดในปัจจุบัน

        การผลิตรถยนต์ไฮบริดทุกวันนี้ เป็นการผสมผสานระหว่างเครื่องยนต์สันดาปภายใน (Internal Combustion Engine : ICE) กับระบบมอเตอร์ไฟฟ้า

        ประสิทธิภาพในการประหยัดเชื้อเพลิงจะทำได้มากน้อยเพียงใดนั้น ขึ้นอยู่กับความสามารถในการลดการสูญเสียพลังงานที่ใช้ขับเคลื่อนจากเครื่องยนต์สันดาปภายใน ซึ่งการลดการสูญเสียอาศัยการใช้พลังงานไฟฟ้าจากมอเตอร์เป็นส่วนเสริม

        รถยนต์ไฮบริดที่มีคุณภาพต่ำสุด เรียกว่า มินิไฮบริด (Mini Hybrid) ประสิทธิภาพสูงกว่ารถยนต์ธรรมดา 8% ส่วนรถยนต์ที่มีคุณภาพสูงสุด เรียกว่า ฟลูไฮบริด (Full Hybrid) ประสิทธิภาพสูงกว่ารถยนต์ธรรมดา 45%

        แน่นอนว่า ประเภทที่คุณภาพสูงย่อมเป็นที่นิยมของตลาดมากที่สุด ระดับราคาก็แพงกว่าประเภทมินิไฮบริด ตั้งแต่ 5,0000-10,000 เหรียญสหรัฐ แต่ก็ไม่ถือว่าแพงมากจนเกินไป ณ วันนี้ รถยนต์ไฮบริดขนาด 1,600 ซีซี ที่วางจำหน่ายในสหรัฐฯ มีราคาเพียง 20,000-25,000 เหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 600,000-750,000 บาทเท่านั้น

        โอกาสที่คนไทยจะได้ใช้คงต้องรออีกสักพัก เพราะรัฐบาลยังไม่มีนโยบายส่งเสริมให้คนไทยใช้ แต่ก็แว่วว่ามีบริษัทผลิตรถยนต์ญี่ปุ่นค่ายหนึ่ง กำลังวางแผนจะใช้ไทยเป็นฐานผลิต ส่วนเรื่องราคายังไม่เป็นที่เปิดเผย

        ขยับมาดูที่จนกันบ้าง บริษัทฯ บีวายดี ได้ผลิตรถยนต์พลังไฟฟ้า Chery S18 ความหวังใหม่ของประเทศที่ได้เปิดตัวให้ชมกันไปเป็นที่เรียบร้อย เพียงแค่เสียบปลั๊ก รถคันนี้ก็วิ่งฉิว 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และวิ่งได้ไกล 150 กิโลเมตรต่อการชาร์จไฟแต่ละครั้ง จากไฟบ้าน 220 โวลต์

        ราคาขายขั้นต่ำน่าจะอยู่ที่ 100,000 หยวน คิดเป็นเงินไทยน่าจะตกอยู่ที่ 5-6 แสนบาท ซึ่งก่อนหน้านี้ บริษัทฯ ได้เริ่มผลิตรถยนต์ลูกผสมคันแรก ที่ใช้ได้ทั้งไฟฟ้าและน้ำมัน Chery รุ่น F3DM ถ้าใช้ไฟฟ้า จะวิ่งได้ไกล 100 กิโลเมตร หากวิ่งใช้น้ำมันด้วย จะวิ่งได้ระยะทางไกลรวมกัน 580 กิโลเมตร

        นอกจากจีน ที่ไต้หวันก็คิดค้นรถยนต์พลังไฟฟ้าต้นแบบได้เช่นกัน นั่งได้ 2-3 คน แต่ราคายังค่อนข้างสูงประมาณ 8 แสนบาท วิ่งได้เร็ว 70 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

        มีข้อมูลผลการทดลองของต่างประเทศที่น่าสนใจ ระบุว่า ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นขณะใช้งานรถยนต์ไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์กับรถยนต์ที่ใช้น้ำมัน เปรียบเทียบกับการใช้งานวันละ 5 กิโลเมตร จะเสียค่าใช้จ่ายสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ 4.55 บาท รถใช้น้ำมันเสียค่าใช้จ่าย 10 บาท

        หากใช้งานวันละ 20 กิโลเมตร รถยนต์ไฟฟ้าร่วมกับพลังงานแสงอาทิตย์ต้องเสียค่าใช้จ่าย 4.60 บาท รถใช้น้ำมันเสียค่าใช้จ่าย 40 บาท

        จากผลการทดลองนี้ จะเป็นได้ว่ารถยนต์ไฟฟ้าประหยัดเงินค่าน้ำมันได้ 45.5% และพลังงานแสงอาทิตย์ประหยัด 88.5%

        เปลี่ยนมาดูรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานลมกันบ้าง เมื่อตาต้ามอเตอร์ บริษัทรถยนต์ยักษ์ใหญ่ของอินเดีย ประกาศผลิตรถยนต์ดังกล่าวโดยจะทยอยนำส่งเข้าสู่โชว์รูมในปีนี้

        รถยนต์พลังลม หรือ AirCar ใช้การปล่อยอากาศจากระบบบีบอัดอากาศด้วยความดันสูง อากาศที่ปล่อยออกมาจะทำหน้าที่หมุนเพลา ทำให้รถเคลื่อนที่ไปได้ด้วยการเติมอากาศ ซึ่งเติมได้ตามสถานีอัดอากาศ สนนราคาไม่แพงมากนัก ความเร็วสูงสุดที่ทำได้อยู่ที่ประมาณ 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง วิ่งได้ 200 กิโลเมตรต่อการเติมอากาศหนึ่งครั้ง

        จริง ๆ แล้ว บริษัทผู้ออกแบบรถยนต์พลังลมคันนี้ คือ บริษัท MDI ประเทศลักเซมเบิร์ก โดยให้สิทธิแก่ตาต้าผลิตรถยนต์พลังลมในอินเดีย

        โมเดลแรกของตาต้า CityCAT ตั้งราคาไว้ที่ 400,000 บาท ตาต้าหวังว่าจุดเด่นของ CityCAT ที่ไม่มีการปล่อยมลพิษทางอากาศ และราคาไม่แพงจะทำให้รถพลังงานลมรุ่นแรกนี้ ทำยอดได้สวยหรู

        ที่ฝรั่งเศสก็คิดค้นรถยนต์ขับเคลื่อนด้วยพลังงานลมได้เหมือนกัน แต่ยังไม่รู้ว่าจะผลิตออกมาขายในเชิงพาณิชย์หรือไม่

        ส่วนบ้านเราตอนนี้ รถยนต์ที่สามารถใช้พลังงานทดแทนได้ ก็เริ่มมีหลายรุ่นหลายค่ายให้เลือกใช้ ทั้งรถยนต์ที่สามารถเติมแก๊สโซฮอล์ ไบโอดีเซล และรถที่คนไทยกำลังตั้งตารอมานานพอสมควรแล้วก็คือ อีโคคาร์

        ก็หวังว่าถ้าไม่มีเหตุให้ต้องเปลี่ยนรัฐบาลใหม่ในเร็ววัน คนไทยคงได้ยลโฉมอีโคคาร์ได้เร็วขึ้น

หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์
ฉบับวันศุกร์ที่ 27 มีนาคม พ.ศ.2552 (สิ่งพิมพ์ฉบับพิเศษ)
 
< ก่อนหน้า   ถัดไป >
mod_vvisit_counterวันนี้681
mod_vvisit_counterเมื่อวานนี้745
mod_vvisit_counterรายเดือน4462
mod_vvisit_counterทั้งหมด558577