พิมพ์ อีเมล์
น่ากลัว หรือ น่าใช้


   นิวเคลียร์   

        เป็นเวลาหลายทศวรรษมาแล้วที่ประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจเริ่มสร้างปฏิกรณ์นิวเคลียร์ เพื่อใช้เป็นพลังงานทางเลือก ลดการพึ่งพาน้ำมันที่มีความผันผวนในเรื่องของราคาอยู่ตลอด และเพื่อลดภาระที่ต้องคอยวิ่งตามนโยบายประเทศผู้ผลิตน้ำมันและนักเก็งกำไร ซึ่งเป็นตัวการสำคัญในการปั่นราคาให้ขยับขึ้นตามใจชอบ

        กระทั่งปัจจุบัน มีโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์กระจายอยู่ทั่วโลกไม่น้อยกว่า 500 แห่ง สามารถผลิตไฟฟ้าได้เกือบ 20% ของไฟฟ้าที่ใช้อยู่ทั้งหมดบนโลกของเรา

        เฉพาะที่ฝรั่งเศสประเทศเดียว สามารถพึ่งพาพลังงานจากนิวเคลียร์สูงมากถึง 78% ของการใช้ไฟฟ้าทั้งประเทศทำให้บทบาทของพลังงานนิวเคลียร์เพิ่มความสำคัญขึ้นมาเรื่อย ๆ

        แม้อัตราการขยายตัวจะเนิบช้า แต่ชาติมหาอำนาจทั้งหลลายก็จ้องนิวเคลียร์กันตาเป็นมัน เช่น จีน ซึ่งกำลังโหมพัฒนาเศรษฐกิจและนำความเจริญสู่ชาติทุกวิถีทาง จำเป็นต้องใช้ไฟฟ้าจำนวนมาก แต่กำลังประสบปัญหาขาดแคลน จึงตั้งหน้าตั้งตาเร่งสร้างเครื่องปฏิกรณ์ให้ได้ปีละ 1-2 เครื่อง ภายใต้เป้าหมายที่จะเพิ่มโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ให้ได้ 30 โรง ภายในอีก 15 ปีข้างหน้า

        นับว่าจีนเป็นชาติที่ก้าวหน้าเรื่องพลังงานนิวเคลียร์มากที่สุดในเอเชียขณะนี้ ตามติดด้วยเกาหลีใต้และอินเดีย ซึ่งก็กระหายพลังงานชนิดนี้เช่นกัน

        ทางด้านคู่ต่อกรสมัยสงครามโลกอย่างสหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่นต่างก็เห็นตรงกันว่า การใช้นิวเคลียร์เชิงสันติจะเป็นเสาหลักแห่งพลังงานอนาคต ด้วยข้อดีที่ว่านิวเคลียร์ให้พลังงานมากมายมหาศาล เชื้อเพลิงราคาไม่แพงพลังงานที่ได้มีคุณภาพ ไม่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกมาทำลายภูมิอากาศของโลก ขนส่งก็ง่าย ไม่ต้องมีสิ่งก่อสร้างใหญ่โตชวนให้รกหูรกตา ทำลายทัศนียภาพชุมชนแวดล้อม นอกจากโดมบรรจุเครื่องปฏิกรณ์และหอเย็นเท่านั้นทำให้ทั้งสองประเทศเตรียมขยายโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์แห่งใหม่เพิ่มขึ้นอีกเรื่อย ๆ

        โดยเฉพาะนโยบายของญี่ปุ่นนั้น กำหนดไว้ชัดเจนว่าในปี 2556 จะเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานนิวเคลียร์ให้ได้มากกว่า 40% จากปัจจุบันที่ใช้อยู่ราว 25% ของการใช้ไฟฟ้าทั้งประเทศ

        เมื่อมีข้อดีก็มีข้อเสียให้พึงระวังเช่นกัน เนื่องจากเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ผลิตเชื้อเพลิงมีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดอุบัติเหตุ เงินลงทุนก็แพงแสนแพง ต้องมีระบบดูแลความปลอดภัยในกระบวนการแผ่รังสีอย่างเข้มงวดจึงไม่ต้องแปลกใจว่าทำไมโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ส่วนใหญ่จึงกระจุกอยู่แต่ในชาติที่ร่ำรวย และชาติที่มีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจสูงเป็นหลัก

        การกำจัดกากกัมมันตภาพรังสีก็เป็นปัญหาใหญ่ เพราะพลังงานนิวเคลียร์ไม่ใช่แหล่งพลังงานหมุนเวียนและปริมาณยูเรเนียมที่มีอยู่ก็อาจแปรเป็นพลังงานให้ได้ใช้อีกไม่เกิน 50 ปี

        ยิ่งเมื่อใดเครื่องปฏิกรณ์ได้รับความนิยมถึงขีดสุด ความเป็นห่วงต่อการควบคุมการใช้อาวุธนิวเคลียร์ก็จะเป็นไปอย่างยากลำบากยิ่งขึ้น เพราะจะมีพลูโทเนียมปริมาณมหาศาลพร้อมนำไปใช้ได้ทันที

        กระนั้นนักวิทยาศาสตร์ระดับชาติจำนวนไม่น้อยก็ตั้งข้อสังเกตว่า เมื่อเชื้อเพลิงสะอาด เช่น น้ำมัน และก๊าซธรรมชาติหมดไป หากมนุษย์ไม่พัฒนานิวเคลียร์เชิงสันติไว้รองรับ อนาคตโลกเราคงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องถูกบีบบังคับให้หันกลับไปใช้เชื้อเพลิงสกปรกอย่างถ่านหิน หินน้ำมัน หรือทรายน้ำมันเป็นต้น

        ดังนั้น ในขณะที่ยังมีเวลาและเชื้อเพลิงสะอาดให้ใช้ ประเทศที่มีความพร้อมต่อการเตรียมใช้พลังงานนิวเคลียร์ให้เกิดความปลอดภัยสูงสุดก่อนนำมาใช้จริง ประชาชนในประเทศจะได้ไม่ตื่นตระหนกและต่อต้าน เหมือนกับที่กำลังเกิดขึ้นในหลาย ๆ ประเทศ

        ปัจจุบัน ไทยได้นำพลังงานนิวเคลียร์มาใช้ประโยชน์ในหลาย ๆ ด้านอาทิ ในภาคอุตสาหกรรม ใช้ในการวัดระดับการไหลด้วยรังสีแกมม่า การวัดประมาณสารตะกั่วในผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม และตรวจสอบการรั่วซึมของท่อขนส่งต่าง ๆ ที่ตรวจสอบได้ยาก

        ด้านการแพทย์และอนามัย พลังงานนิวเคลียร์ถูกนำไปใช้รักษาโรคมะเร็ง ตรวจการทำงานของต่อมไธรอยด์ หรือตรวจการไหลเวียนของโลหิต

        ทางด้านเกษตรกร มีการใช้พลังงานปรมาณูในการเปลี่ยนแปลงพันธุกรรมของพืช เพื่อให้ได้สายพันธุ์ที่ดีขึ้นและในทางสิ่งแวดล้อม ไทยเราใช้ฆ่าเชื้อโรค วิเคราะห์สารพิษในดิน น้ำ และอากาศได้

        ในอนาคตอันใกล้ที่ประเทศไทยจะนำพลังงานชนิดนี้มาใช้ผลิตไฟฟ้า ต้องสร้างความเชื่อมั่น คำนึงถึงมาตรฐานการผลิต ความปลอดภัยในการใช้ให้รัดกุม

        ประเด็นหลักที่ละเลยไม่ได้คือ หน่วยงานรัฐต้องสะสางความหวาดระแวงต่อผลกระทบที่จะเกิดขึ้น ด้วยผลการพิสูจน์ในเชิงปฏิบัติการที่ไม่ใช้แค่คำชี้แจง ซึ่งต้องแสดงให้เห็นต่อประชาชนทั่วไป และชุมชนในพื้นที่ที่มีการก่อสร้างหรือชุมชนใกล้เคียง

        มิฉะนั้นแรงต้านคงยากที่จะคลี่คลาย และความหวังที่จะแจ้งเกิดโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในประเทศไทยก็คงต้องถอยห่างออกไปเรื่อย ๆ

   ถ่านหิน   

        พลังงานที่คงความสำคัญต่อเนื่องยาวนานจากอดีตสู่ปัจจุบัน และได้รับความคาดหวังว่าจะเป็นพลังงานที่โลกต้องพึ่งพาต่อไปในอนาคต แม้ว่าภาพลักษณ์ที่ประจักษ์ต่อสายตาคนไทยในยามนี้ จะเต็มไปด้วยแง่ลบก็ตาม

        แต่ด้วยปริมาณสำรองมโหฬารสามารถใช้ได้นานกว่า 200 ปี แถมราคาแสนถูก การเปลี่ยนแปลงของราคาก็ค่อนข้างมีเสถียรภาพ เมื่อเทียบกับปริมาณน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติที่จะหมดลงในอีก 40-60 ปี ตามคำ ทำนายของนักวิชาการ นานาประเทศจึงไม่อาจมองข้ามได้ ซึ่งก็รวมไทยอยู่ในกลุ่มนั้นด้วย

        ขณะนี้รูปแบบการนำถ่านหินมาใช้ได้ปรับเปลี่ยนสู่เทคโนโลยีถ่านหินสะอาด เพื่อลดการปล่อยมลพิษจากกระบวนการเผาไหม้สู่สิ่งแวดล้อมในหลายประเทศ ส่งผลให้ปริมาณการใช้ถ่านหินเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 7% ทั่วโลกจากปัจจุบันที่ใช้อยู่ราว 25% ของการใช้เชื้อเพลิงทั้งหมด ซึ่งเป็นปริมาณที่มากเป็นอันดับสองรองจากน้ำมันโดยถ่านหินถูกใช้เพื่อผลิตไฟฟ้าประมาณ 40% มากกว่าก๊าซธรรมชาติ และพลังงานนิวเคลียร์

        ปกติถ่านหินทั่วไปจะมี 2 ประเภทใหญ่ ๆ คือ black coal เป็นถ่านหินคุณภาพดี ให้ความร้อนสูง ประมาณ 8 กิโลวัตต์ต่อ 1 กิโลกรัม ประกอบด้วยถ่านหินแอนทราไซต์ (Anthracite) ถ่านหินบิทูมินัส (Bituminous) และถ่านหินซับบิทูมินัส (Sub- Bituminous)

        ส่วนถ่านหินคุณภาพต่ำ หรือ brown coal รู้จักทั่วไปก็คือ ถ่านหินลิกไนต์ ให้ความร้อนเพียง 4 กิโลวัตต์ต่อ 1 กิโลกรัม

        ในภาพรวม ถ่านหินจะมีปัญหาเรื่องความชื้นสูง จึงจำเป็นต้องปรับคุณสมบัติเพิ่มประสิทธิภาพถ่านหินเพื่อให้มีการเผาไหม้ให้พลังงานความร้อนได้ดีขึ้น ทั้งยังลดการปลดปล่อยเขม่า ฝุ่นละอองจากการเผาไหม้

        หลายประเทศได้คิดค้น วิจัย เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีถ่านหินอย่างใจจดใจจ่อ นอกจากราคาถูก ปริมาณมากแล้วหากเลิกใช้ถ่านหินในทันที จะไม่สามารถหาเชื้อเพลิงใดที่ใช้ทดแทนการผลิตไฟฟ้าได้เพียงพอต่อความต้องการของประชากรได้ทั่วโลก หรือถ้าทั่วโลกเลิกใช้ถ่านหินขึ้นมาจริง ๆ ก็ต้องเริ่มจากทยอยลดสัดส่วนการใช้ถ่านหินลง แล้วหาเชื้อเพลิงประเภทอื่นที่ปริมาณมากพอเข้ามาทดแทน

        อย่างไรก็ดี ตอนนี้ เทคโนโลยีถ่านหินสะอาดที่พัฒนาขึ้นได้แล้วมีหลายประเภท เช่น Supercritical boiler power plant เป็นการเผาไหม้ด้วยอุณหภูมิและความดันสูง Circulating fluidized bed fired boiler : CFB boiler ถูกเผาไหม้ด้วยอุณหภูมิและความดันระดับปานกลาง เนื่องจากมีตัวกระจายความร้อน และสามารถดักจับมลพิษได้ภายในระบบ และ Integrated gasification combine cycle เป็นการเปลี่ยนถ่านหินให้กลายเป็นก๊าซ และเผาไหม้ในกังหันก๊าซเพื่อผลิตไฟฟ้า

        ทั้ง 3 เทคโนโลยีนี้ เป็นเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพสูง เพิ่มประสิทธิภาพการเผาไหม้จาก 33% เป็น 37-43% ทำให้ใช้เชื้อเพลิงในปริมาณที่น้อยลง คาร์บอนไดออกไซด์ที่ถูกปล่อยก็น้อยลงตามไปด้วย

        ที่น่าสนใจคือ เทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นมาใหม่นี้จะมีตัวดักจับมลพิษ จำพวกซัลเฟอร์ไดออกไซด์ และฝุ่นละอองทั้งในระบบและนอกระบบ ดังนั้น มลพิษที่ถูกปลดปล่อยออกจากโรงไฟฟ้าที่ใช้เทคโนโลยีถ่านหินสะอาดก็จะมีน้อยลงกว่าเดิม

        ค่าใช้จ่ายในการปรับเปลี่ยนเทคโนโลยี เมื่อคิดต่อหน่วยการผลิตแล้ว มีราคาถูกกว่าโรงไฟฟ้านิวเคลียร์มากระยะเวลาที่ใช้ในการศึกษาข้อมูลและการสร้าง ก็น้อยกว่าหลายปี

        ดังนั้น การนำถ่านหินมาใช้ภายใต้เทคโนโลยีใหม่ให้เหมาะสม และบริหารจัดการให้ถูกต้อง จึงไม่ใช่เรื่องที่น่ากลัวอีกต่อไป

        ถ่านหินในประเทศไทยนั้น ปัจจุบันมีปริมาณสำรองถ่านหินมากกว่า 2,000 ล้านตัน แหล่งถ่านหินส่วนใหญ่อยู่บริเวณตอนเหนือของประเทศ และที่มีการนำมามากในขณะนี้ คือ ถ่านหินจากเหมืองแม่เมาะ จังหวัดลำปาง ดำเนินการโดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ซึ่งในปี พ.ศ.2543 มีปริมาณการผลิตลิกไนต์ถึง 13.6 ล้านตัน คิดเป็นปริมาณมากกว่า 3 ใน 4 ของปริมาณการผลิตทั้งประเทศ นอกจากนี้ยังมีแหล่งผลิตถ่านหินสำคัญอีก 3 แห่ง คือ อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน มีกำลังการผลิตรวม 1.9 ล้านตัน อำเภอสบปราบจังหวัดลำปาง ปริมาณการผลิต 1.6 ล้านตัน และอำเภอเชียงม่วน จังหวัดพะเยา มีปริมาณการผลิต 0.2 ล้านตัน ซึ่งทั้ง 3 แหล่งนี้ดำเนินการผลิตโดยบริษัทเอกชน นอกจากนี้ มีการผลิตจากแหล่งอื่น ๆ เล็กน้อยรวมกันแล้วประมาณ 0.4 ล้านตัน

        กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงานรายงานว่า ถ่านหินที่ใช้ในประเทศไทย ส่วนใหญ่ใช้ในการผลิตภาคไฟฟ้าถึงร้อยละ 81 ที่เหลืออีกร้อยละ 19 ใช้ในภาคอุตสาหกรรม เช่น อุตสาหกรรมซีเมนต์ กระดาษ เยื่อไฟเบอร์ อาหาร ปูนขาว ใบยาสูบ โลหะ แบตเตอรี่ ฯลฯ

หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ สิ่งพิมพ์ฉบับพิเศษ
วันศุกร์ที่ 27 มีนาคม พ.ศ.2552
 
< ก่อนหน้า   ถัดไป >
mod_vvisit_counterวันนี้960
mod_vvisit_counterเมื่อวานนี้1144
mod_vvisit_counterรายเดือน6834
mod_vvisit_counterทั้งหมด560949