รู้ใช้...พลังงาน
ความหวังต่อเสถียรภาพน้ำมันที่นักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานต่างก็ออกมาพูดถึงภาวะการผลิตว่ากำลังจะเข้าสู่ช่วงนับถอยหลังเพราะน้ำมันใกล้จะหมดโลกแล้วนั้น ถึงจะไม่มีการชี้ชัดได้ว่าปริมาณน้ำมันใต้พื้นธรณียังเหลืออยู่กี่มากน้อย มีเพียงการคาดการณ์ว่าจะใช้ได้อีกกี่ปี แต่ก็เพียงพอที่จะกระตุ้นให้ประเทศผู้ใช้น้ำมันทั่วโลก เดินหน้าหาพลังงานทางเลือกไว้ใช้ในประเทศเพื่อความมั่นคงระยะยาว |
สำหรับประเทศไทย ได้ตื่นตัวต่อการสร้างสรรค์พลังงานทดแทนและพลังงานหมุนเวียนไว้เป็นทางเลือกเช่นเดียวกัน เพราะดูจากแนวโน้มการใช้น้ำมันของบ้านเราแล้ว ถือได้ว่าค่อนข้างน่าเป็นห่วง กล่าวคือ ประเทศไทยบริโภคน้ำมันมากเป็นลำดับที่ 15 ของโลก และการใช้น้ำมันในประเทศก็เป็นน้ำมันที่เกิดจากการนำเข้ามากถึง 90% จากปริมาณการใช้ทั้งหมด
เมื่อราคาน้ำมันผันผวนอยู่ในช่วงขาขึ้น คนไทยก็เฮหันไปพึ่งพาก๊าซธรรมชาติ หรือแอลพีจี ซึ่งเดิมทีมีไว้รองรับการใช้ของภาคครัวเรือนเป็นหลักและเมื่อมีการใช้ผิดประเภทมากยิ่งขึ้น ไทยก็ต้องหันไปนำเข้าแอลพีจีในปริมาณมาก ก่อให้เกิดการสูญเสียเงินตราออกต่างประเทศอย่างที่ไม่ควรจะเสียจากก่อนหน้านี้ที่เราสามารถผลิตใช้ได้เองอย่างพอเพียงทำให้มีการพยายามมองหาพลังงานทางเลือกอื่น ๆ มาทดแทนมากขึ้น
วันนี้ วงการพลังงานทดแทนของไทยกำลังได้รับการพัฒนาให้เป็นรูปเป็นร่าง และขยายวงสู่การใช้งานทั้งในภาคประชาชนและการใช้เชิงพาณิชย์เกิดความหลากหลายมากขึ้นตามลำดับ
โดยทั่วไปแล้ว พลังงานทดแทนสามารถแยกออกได้เป็น 3 กลุ่มใหญ่ประกอบด้วย
1.พลังงานทดแทนที่ใช้เพื่อผลิตไฟฟ้า ได้แก่ แสงอาทิตย์ น้ำ ลม ชีวมวล ความร้อนใต้ภิภพ คลื่น ภาวะน้ำขึ้น-น้ำลง และขยะ
2.พลังงานทดแทนที่ใช้เพื่อผลิตความร้อน ได้แก่ แสงอาทิตย์ ชีวมวล ความร้อนใต้พิภพ
3.พลังงานทดแทนที่ใช้เพื่อผลิตเชื้อเพลิง ได้แก่ พืชที่ใช้สำหรับผลิตเอทานอลไว้ผสมในแก๊สโซฮอล์ หรือไบโอดีเซล
หลายคนอาจสงสัยว่า พลังงานหมุนเวียนหายไปไหน จริง ๆ แล้วพลังงานหมุนเวียนก็คือพลังงานทดแทนประเภทหนึ่ง โดยพลังงานทดแทนแยกย่อยได้เป็นพลังงานทดแทนที่ใช้แล้วหมดไป เช่น กลุ่มของแก๊สโซฮอล์ ไบโอดีเซล เป็นต้น และพลังงานทดแทนประเภทหมุนเวียน เช่น แสง อาทิตย์ น้ำ ลม ชีวมวล ไฮโดรเจน ฯลฯ
พลังงานทั้งหมดที่กล่าวมานี้ แต่ละประเภทมีรายละเอียดที่แตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการผลิตไปจนถึงการใช้ ซึ่งรายละเอียดต่าง ๆ ที่จะนำมาเสนอนี้น่าจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่กำลังจะหันมาใช้พลังงานทดแทน ในยามที่เศรษฐกิจฝืดเคืองจะได้ช่วยชาติลดการนำเข้าไม่ต้องเสียดุลการค้าต่างชาติ และยังช่วยประหยัดเงินในกระเป๋าเรา เรียกว่าจ่ายครั้งเดียวได้ประโยชน์สองต่อนั่นเอง
พลังงานแสงอาทิตย์ เป็นพลังงานหมุนเวียนที่ใช้แล้ว เกิดขึ้นใหม่ได้ตามธรรมชาติ เป็นพลังงานสะอาด ปราศจากมลพิษ มีศักยภาพสูงและหากจะใช้เพื่อการผลิตไฟฟ้า ก็ทำได 3 แบบ คือ
1.แบบใช้งานในชนบท ไม่มีระบบสายส่งไฟฟ้า ใช้แผงเซลล์แสงอาทิตย์ อุปกรณ์ควบคุมการประจุแบตเตอรี่ แบตเตอรี่ และอุปกรณ์เปลี่ยนระบบไฟฟ้ากระแสตรงเป็นไฟฟ้ากระแสสลับอิสระ
2.แบบใช้งานในเขตเมือง มีระบบจำหน่ายไฟฟ้าเข้าถึง ใช้แผงเซลล์แสงอาทิตย์ อุปกรณ์เปลี่ยนระบบไฟฟ้ากระแสตรงเป็นไฟฟ้ากระแสสลับชนิดต่อกับระบบจำหน่ายไฟฟ้า
3.แบบผสมผสาน เช่น ระบบเซลล์แสงอาทิตย์ร่วมกับพลังงานลมและเครื่องยนต์ดีเซล ระบบเซลล์แสงอาทิตย์ร่วมกับพลังงานลมและไฟฟ้าพลังน้ำ เป็นต้น ซึ่งรูปแบบนี้ขึ้นอยู่กับการออกแบบ
ในส่วนของการใช้พลังงานแสงอาทิตย์เพื่อการผลิตน้ำร้อน ทำได้ 3 แบบ เช่นกัน คือ ผลิตน้ำร้อนชนิดไหลเวียนตามธรรมชาติ ตั้งถังเก็บน้ำให้อยู่สูงกว่าแผงรับแสงอาทิตย์ผลิตน้ำร้อนชนิดใช้ปั๊มน้ำหมุนเวียน เหมาะใช้ผลิตจำนวนมากมีการใช้งานต่อเนื่อง และผลิตน้ำร้อนชนิดผสมผสานใช้ความร้อนเหลือทิ้งจากการะบายความร้อนของเครื่องทำความเย็น หรือเครื่องปรับอากาศผ่านอุปกรณ์แลกเปลี่ยนความร้อน
พลังงานแสงอาทิตย์ เป็นพลังงานทางเลือกที่น่าจะเป็นหนึ่งในพลังงานที่ใกล้ตัวคนมากที่สุดและสามารถนำมาใช้จริง เพื่อประโยชน์ในชีวิตประจำวันได้ง่ายที่สุดรองจากพลังงานทดแทนทางด้านคมนาคม แตกต่างกันอยู่ที่ว่าพลังงานทดแทนทางด้าน เช่น แก๊สโซฮอล์ หรือไบโอดีเซลนั้นจะมีผู้ดำเนินการมาให้แล้ว กล่าวคือ ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมเป็นผู้จัดหามาให้ผู้บริโภคเพียงแค่เลือกใช้เท่านั้น
แต่ในส่วนของพลังงานแสงอาทิตย์ เป็นเรื่องที่ผู้ใช้ต้องลงทุนลงแรงเองด้วยการซื้อแผงรับพลังงานแสงอาทิตย์มาติดตั้ง และต่อเชื่อมเข้ากับอุปกรณ์ต่าง ๆ เพื่อสามารถเปลี่ยนพลังงานที่ไม่มีวันหมด และไม่มีต้นทุนนี้มาเป็นพลังงานไฟฟ้าสำหรับใช้ในบ้านเรือนหรืออุตสาหกรรม
นอกจากนี้ พลังงานแสงอาทิตย์ยังสามารถปรับใช้เพื่อกิจกรรมอื่น ๆ เช่นใช้ในการอบแห้งพืชผลทางการเกษตร ฯลฯ
ทั้งนี้ จากการดำเนินการจัดทำโครงการด้านพลังงานแสงอาทิตย์ ทั่วประเทศไทย โดยกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน ตั้งแต่ปี พ.ศ.2526-2550 มีจำนวนทั้งสิ้น 1,040 แห่ง ขนาดกำลังการผลิต 2,900.816 กิโลวัตต์ โดยที่มีการใช้งานมากที่สุด 3 ลำดับแรก คือ ระบบประจุแบตเตอรี่สำหรับหมู่บ้านชนบท จำนวน 353 แห่ง 1,025.5 กิโลวัตต์ ระบบผลิตไฟฟ้าสำหรับโรงเรียนชนบท 177 แห่ง 786.5 กิโลวัตต์ และระบบผลิตไฟฟ้าสำหรับศูนย์การเรียนรู้ชุมชน 117 แห่ง 175.5 กิโลวัตต์
สำหรับการใช้งานด้านพลังงานแสงอาทิตย์ของประเทศไทย นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2526-2550 พบว่ามีหน่วยงานทั้งในส่วนของภาครัฐ สถาบันการศึกษาและเอกชนได้ดำเนินการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าด้วยเซลล์แสงอาทิตย์ ระบบสูบน้ำด้วยเซลล์แสงอาทิตย์ รวมถึงระบบการสื่อสารด้วยเซลล์แสงอาทิตย์ เป็นจำนวนถึง 32,249.992 กิโลวัตต์
พลังงานน้ำ กรณีจะนำมาใช้ประโยชน์ได้ ต้องกักเก็บไว้เพื่อเป็นการสะสมกำลัง โดยการสร้างเขื่อนหรือฝายปิดลำน้ำที่มีระดับความสูงเป็นพลังงานศักย์ และผันน้ำเข้าท่อไปยังเครื่องกังหันน้ำ ขับเคลื่อนกำเนิดไฟฟ้าพลังน้ำ
จากฐานข้อมูลของกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงานพบว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีการผลิตไฟฟ้าจากพลังน้ำรวมทั้งสิ้น 2,999.86 MW. โดยผู้ที่ผลิตไฟฟ้าจากพลังน้ำมากที่สุด คือ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย จำนวน 2,946.73 MW.
พลังงานน้ำพุร้อน เป็นพลังงานความร้อนใต้ภิภพ ซึ่งหมุนเวียนใช้ได้ไม่หมดสิ้น เป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่มีน้ำร้อนไหลขึ้นมาจากใต้ผิวดินจึงเป็นแหล่งพลังงานรูปแบบหนึ่งที่พัฒนาขึ้นมาใช้ได้หลายทาง ได้แก่ ผลิตกระแสไฟฟ้าใช้ในงานอุตสาหกรรมอบแห้ง ผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร และยังสามารถพัฒนาเพื่อใช้ประโยชน์ในกิจการท่องเที่ยวด้วย
พลังงานลม ต้องอาศัยเทคโนโลยีกังหันลม ซึ่งเป็นเครื่องจักรกลอย่างหนึ่งที่รับพลังงานจลน์จากการเคลื่อนที่ของลมให้เป็นพลังงานกลได้จากนั้นนำพลังงานกลมาใช้ประโยชน์โดยตรง เช่น การบดสีเมล็ดพืช สูบน้ำและผลิตพลังงานไฟฟ้า
พลังงานขยะ ใช้ก๊าซชีวภาพจากหลุมฝังกลบขยะมูลฝอย เฉลี่ยอายุการฝังกลบประมาณ 20 ปี ก๊าซชีวภาพที่ได้จากหลุมฝังกลบเกิดจากปฏิกิริยาย่อยสลายทางชีวเคมีของขยะ
ช่วงแรกเป็นการย่อยสลายแบบใช้อากาศ จากนั้นจึงย่อยแบบไม่ใช้อากาศทำให้ได้ก๊าซมีเทน คาร์บอนไดออกไซด์ แอมโมเนีย คาร์บอนมอนนอกไซด์ ไฮโดรเจนซัลไฟด์ ไนโตรเจน โดยปริมาณก๊าซมีเทนและคาร์บอนไดออกไซด์ที่ได้จะมีมากกว่าก๊าซชนิดอื่น ถ้ามีความเข้มข้นมีเทนมากกว่า 50% ขึ้นไปสามารถนำไปใช้ผลิตพลังงานไฟฟ้าได้
นอกจากนี้ยังใช้เป็นเชื้อเพลิงโดยตรง ทดแทนก๊าซธรรมชาติได้ หรือใช้เป็นเชื้อเพลิงสำหรับหม้อไอน้ำใช้ในงานอุตสาหกรรม ใช้เป็นเชื้อเพลิงสำหรับยานพาหนะ โดยผ่านกระบวนการปรับปรุงคุณภาพก๊าซและทำให้เป็นของเหลวผลิตเป็นเอทานอล และใช้เป็นแหล่งไฮโดรเจนสำหรับเซลล์เชื้อเพลิง
พลังงานไฮโดรเจนและเซลล์เชื้อเพลิง มีอยู่เป็นจำนวนมากใช้ได้ไม่มีวันหมด พบได้ในสารประกอบอื่น ๆ เช่น น้ำ สารประกอบไฮโดรคาร์บอนที่อยู่ในเชื้อเพลิงจำพวกน้ำมันเบนซิน ก๊าซธรรมชาติ โพรเพน และเมธานอล การผลิตทำได้หลายวิธี เช่น ผ่านกระแสไฟฟ้าลงในน้ำเพื่อแยกไฮโดรเจนที่ชั้นประจุลบ และออกซิเจนที่ขั้วประจุบวก อาจใช้กระแสไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานหมุนเวียนอื่นได้ เช่น แสงอาทิตย์ ลม และน้ำ
อีกวิธี ใช้ไอน้ำอุณหภูมิสูงแยกไฮโดรเจนออกจากสารประกอบไฮโดรคาร์บอน (ก๊าซธรรมชาติ) และวิธีสุดท้าย ใช้แสงอาทิตย์แยกน้ำออกเป็นไฮโดรเจนและออกซิเจน
การใช้ประโยชน์ ใช้เป็นเชื้อเพลิงหรือแปลงเป็นไฟฟ้าให้กำลังงานแก่รถยนต์ กระสวยอวกาศ จรวด รวมถึงให้ความร้อนไฟฟ้าและทำน้ำบริสุทธิ์ให้นักบินอวกาศ เป็นแหล่งเชื้อเพลิงให้เครื่องมือชนิดพกพา เช่น โน้ตบุ๊ก มือถือ หรือจะนำไปใช้เป็นแหล่งให้ความร้อนและไฟฟ้าตามบ้านพักอาศัย อาคาร ใช้ในอุตสาหกรรม ผลิตปุ๋ยแอมโมเนีย กลั่นน้ำมันปิโตรเลียม และสังเคราะห์เมธานอล เป็นต้น
ขณะที่เซลล์กำเนิดไฟฟ้า เป็นเทคโนโลยีการผลิตไฟฟ้าที่ใช้ไฮโดรเจนเป็นเชื้อเพลิง อาศัยการกระตุ้นปฏิกิริยาไฟฟ้าเคมีของไฮโดรเจนและออกซิเจนซึ่งให้ไฟฟ้าและน้ำร้อน
พลังงานชีวมวล เกิดจากพืชซึ่งเปลี่ยนพลังงานแสงอาทิตย์แล้วเก็บสะสมไว้ดำรงชีพ และเป็นส่วนประกอบสำคัญที่ก่อให้เกิดการเจริญเติบโตของราก ลำต้น ใบ ดอก และผล เรียกว่ากระบวนการสังเคราะห์แสง
อาศัยสารคลอโรฟิลล์บนพืชสีเขียว ทีทำตัวเสมือนเป็นโรงงานเล็กดูดอากาศคาร์บอนไดออกไซด์จากอากาศและน้ำจากดินมาทำปฏิกิริยากัน แล้วผลิตเป็นสารประกอบกลุ่มหนึ่ง เช่น น้ำตาล แป้ง และเซลลูโลส เรียกรวม ๆ ว่า คาร์โบไฮเดรต
พลังงานแสงอาทิตย์จะถูกสะสมในรูปแบบของพันธเคมีของสารประกอบเหล่านั้น การกินกันเป็นทอด ๆ หรือห่วงโซ่อาหารของสิ่งมีชีวิต ทำให้เกิดการถ่ายทอดพลังงานเคมีจากพืชสู่สัตว์และสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ
กล่าวโดยสรุปก็คือ การทำงานของสิ่งมีชีวิตโดยพื้นฐานล้วนอาศัยพลังงานจากดวงอาทิตย์ และการเติบโตของสิ่งมีชีวิตก็เป็นแหล่งสะสมพลังงานที่ได้รับจากดวงอาทิตย์เช่นกัน
ปรากฏการณ์นี้ก่อเกิดชีวมวลซึ่งสามารถเปลี่ยนรูปเป็นพลังงานได้เพราะในขั้นตอนของการเจริญเติบโต พืชให้คาร์บอนออกไซด์ น้ำ และเปลี่ยนพลังงานแสงอาทิตย์ผ่านกระบวนการสังเคราะห์แสงออกมาเป็นพลังงานชีวมวล คือ สารอินทรีย์ที่เป็นแหล่งกักเก็บพลังงานจากธรรมชาติ ตลอดจนนำไปใช้ผลิตพลังงานได้ อาทิ แกลบจากการสีข้าวเปลือก ชานอ้อยจาการผลิตน้ำตาลทรายเศษไม้จากการแปรรูปไม้ ส่าเหล้าจากการผลิตแอลกอฮอล์ เป็นต้น ซึ่งพลังงานชีวมวลแต่ละชนิดมีคุณสมบัติแตกต่างกัน แกลบให้ความร้อนสูงขี้เถ้าที่เกิดจากการเผาแกลบ นำไปใช้ในอุตสาหกรรมเหล็กและแก้วได้
พลังงานก๊าซชีวภาพ เกิดขึ้นจากกระบวนการย่อยสลายสารอินทรีย์แบบไร้ออกซิเจน โดยสารอินทรีย์ที่นิยมนำมาผ่านกระบวนการผลิตก๊าซชีวภาพ คือ น้ำเสียจากโรงงานอุตสาหกรรม ได้แก่ โรงงานแป้งมันสำปะหลัง โรงงานเบียร์ โรงงานผลไม้กระป๋อง น้ำเสียจากฟาร์มเลี้ยงสัตว์ นำไปทดแทนน้ำมันเตาได้
แก๊สโซฮอล์ คือ ส่วนผสมของน้ำมันเบนซินกับเอทานอล ซึ่งเป็นแอลกอฮอล์บริสุทธิ์ ผลิตได้จากพืชที่ปลูกในประเทศ เช่น อ้อย มันสำปะหลัง ข้าวฟ่าง ข้าว ข้าวโพด เป็นต้น ผ่านกระบวนการหมัก กลั่น และทำให้บริสุทธิ์ ช่วยลดการนำเข้าน้ำมันได้มาก ทั้งยังช่วยสนับสนุนเกษตรกรผู้ปลูกพืชพลังงานด้วย
ในส่วนของเอทานอลหรือเอทิลแอลกอฮอล์ที่ผลิตได้ ยังนำไปใช้เป็นส่วนประกอบในการผลิตสินค้าได้หลายอย่าง ทั้งเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ อุตสาหกรรมสี เครื่องสำอาง และใช้ในการแพทย์
ไบโอดีเซล เป็นเชื้อเพลิงเหลวที่ผลิตได้จากน้ำมันพืช เช่น ปาล์มมะพร้าว ถั่วเหลือง ทานตะวัน เมล็ดเรพ สบู่ดำ ไขมันสัตว์ หรือน้ำมันปรุงอาหารที่ใช้แล้ว นำไปผ่านกระบวนการทางเคมี เพื่อให้เกิดสารที่สามารถใช้เป็นเชื้อเพลิงในรถยนต์ได้เหมือนน้ำมันดีเซล
ปัจจุบัน ไบโอดีเซลที่มีการผลิตแบ่งได้เป็น 3 ประเภทหลัก ๆ คือ ไบโอดีเซลที่ใช้น้ำมันพืชหรือไขมันจากสัตว์หรือน้ำมันหมู ป้อนลงในเครื่องยนต์ดีเซล โดยไม่ผสมหรือเติมสารเคมีอื่นใด
สิ่งสำคัญคือ ต้องอุ่นน้ำมันอย่างน้อย 70 องศาเซลเซียส ในทุกจุดที่มีน้ำไหลผ่าน เพื่อหลอมไขแข็งและลดความหนืดของน้ำมัน มิฉะนั้นอาจเกิดอุปสรรคต่อหัวฉีดน้ำมัน และการป้อนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้าสู่ห้องเผาไหม้ทำให้เกิดการสันดาปไม่สมบูรณ์
ถัดมาเป็นไบโอดีเซลแบบลูกผสม เป็นการผสมน้ำมันพืชหรือน้ำมันจากสัตว์กับน้ำมันก๊าดหรือน้ำมันดีเซล เพื่อลดความหนืดของน้ำมันพืชลงและปิดท้ายด้วยไบโอดีเซลแบบเอสเทอร์ เป็นเชื้อเพลิงที่มีคุณสมบัติเหมือนกับน้ำมันดีเซลมากที่สุด เกิดจากปฏิกิริยาระหว่างน้ำมันพืช ไขมันสัตว์หรือน้ำมันพืชใช้แล้วกับแอลกอฮอล์ เช่น เมทานอล หรือเอทานอล
ก๊าซธรรมชาติ เกิดจากการสะสมและทับถมของซากสิ่งมีชีวิตตามชั้นหิน ดิน และในทะเลทรายหลายร้อยล้านปี เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติซึ่งมีสาเหตุจากความร้อนและความกดดันของผิวโลก มีผลให้ซากเหล่านั้นกลายเป็นน้ำมันดิบ ก๊าซธรรมชาติ และถ่านหิน
เชื้อเพลิงที่นำมาใช้ในยานยนต์ที่เรารู้จักกันดีในประเทศก็คือก๊าซธรรมชาติเพื่อยานยนต์ เอ็นจีวี หรืออาจรู้จักกันในชื่อของก๊าซธรรมชาติอัดซีเอ็นจี
แม้ปัจจุบันนี้ จะมีพลังงานทางเลือกให้ได้เลือกใช้หลากหลาย แต่แนวโน้มการใช้พลังงานทางเลือกในบ้านเราจะเฟื่องฟูได้แค่ไหน ก็ขึ้นอยู่กับทิศทางของราคาน้ำมัน ทั้งน้ำมันดีเซล และน้ำมันเบนซิน เป็นสำคัญ ถ้าหากไม่สามารถผลิตพลังงานทดแทนได้ในราคาถูกกว่าพลังงานหลัก ก็คงจะไม่สามารถสนับสนุนให้เกิดการใช้พลังงานทางเลือกเหล่านี้ได้ ดังนั้น จะต้องมีการค้นคว้าวิจัยต่อเนื่อง เพื่อให้สามารถผลิตพลังงานเหล่านี้ได้ในราคา ปริมาณ และคุณภาพที่เหมาะสม จึงจะสามารถกระตุ้นให้ผู้บริโภคได้ตัดสินใจเลือกใช้มากขึ้น
นอกจากนี้ การที่พลังงานหลัก เช่น น้ำมันมีราคาลดลงในขณะนี้ ก็อาจจะเป็นตัวฉุดอีกทางหนึ่ง ที่ทำให้การพัฒนาพลังงานทางเลือกไม่ก้าวหน้าอย่างรวดเร็วเหมือนยุคน้ำมันแพง ซึ่งเป็นเรื่องที่รัฐบาลไม่เพียงแต่รัฐบาลไทยแต่หมายถึงรัฐบาลทั่วโลกจะต้องตระหนัก และให้ความสำคัญของการพัฒนาพลังงานทดแทน ไม่ว่าสถานการณ์ราคาน้ำมันในตลาดโลกจะเป็นอย่างไร
เพราะพลังงานทางเลือกใหม่ ๆ เหล่านี้ คืออนาคตของโลก อนาคตของเรานั่นเอง
หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันศุกร์ที่ 27 มีนาคม พ.ศ.2552 (สิ่งพิมพ์ฉบับพิเศษ) | |