น้ำโขงลด...ปลาหาย
ผลพวงจากการโหมพัฒนาประเทศโลกด้วยระบบทุนนิยมกลายเป็นฝันร้ายของมวลมนุษย์บนโลก เมื่อความโลภและไม่รู้จักพอที่แฝงมาพร้อมกับระบบทุนนิยม แปรเปลี่ยนเป็นคลื่นยักษ์ถาโถมพลังทลายระบบเศรษฐกิจจนเกิดวิกฤติอย่าง “แฮมเบอร์เกอร์ไครซิส” ลุกลามเป็นโดมิโนล้มไปแล้วทั่วโลกอย่างไม่ปราณีปราศรัยอยู่ในขณะนี้ และอาจยืดยาวไปอีก 1-2 ปี ไม่ได้ส่งผลร้ายต่อเรื่องเงิน ๆ ทอง ๆ เพียงอย่างเดียว |
ยังกลายเป็นปัญหาหนีเสือปะจระเข้เมื่อเศรษฐกิจทรุด คนตกงานจะหันกลับไปดำรงชีวิตแบบเรียบง่ายในถิ่นอย่างที่เคยก็ทำไม่ได้ เพราะชุมชนแทบไม่เหลือทรัพยากรให้กินให้ใช้อย่างเพียงพอเหมือนในอดีตด้วยเหตุแห่งการพัฒนาเชิงเดี่ยวที่รัฐและกลุ่มทุนขาดความรู้ความเข้าใจในเรื่องระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพ รวมถึงภูมิปัญญาท้องถิ่น
กรณีตัวอย่างในงานเสวนา “น้ำลด ปลาหาย ตั้งรับอย่างไรกับสภาวะเศรษฐกิจโลกถดถอย” ที่จัดโดย โครงการพัฒนาองค์ความรู้และศึกษานโยบายการจัดการทรัพยากรชีวภาพในประเทศไทย (BRT) ศ.ดร.วิสุทธิ์ ใบไม้ เป็นประธาน ณ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เมื่อเร็ว ๆ นี้ กับงานวิจัยเรื่อง “การเปลี่ยนแปลงระบบนิเวศและผลกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพ และภูมิปัญญาท้องถิ่นในแถบอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง” ของ ศ.ดร.ยศ สันตสมบัติ อาจารย์ประจำภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา คณะสังคมศาสตร์ ม.เชียงใหม่ และคณะอันได้แก่ วิเชียร อันประเสริฐ ไพบูลย์ เฮงสุวรรณ และ เสถียร ฉันทะ ที่นำบางส่วนบางตอนมาจัดทำเป็นหนังสือ “แม่น้ำแห่งชีวิต” ชี้ให้เห็นถึงภาพปัญหาที่เกริ่นไว้ในข้างต้นได้เป็นอย่างดี
'น้ำโขง' คือสายน้ำหล่อเลี้ยงสรรพชีวิตในอุษาคเนย์มาเนิ่นนานนับพันปีจากต้นกำเนิดในทิเบต น้ำโขงไหลสู่มณฑลยูนนานทางตอนใต้ของจีน ผ่านพม่า ลาว ไทย เขมร จนลงสู่ทะเลทางเวียดนามใต้น้ำโขงเป็นบ้านของปลากว่า 1,700 ชนิด อีกทั้งยังเป็นแหล่งกำเนิดสาหร่ายน้ำจืดมากคุณประโยชน์อย่าง 'ไก' รวมทั้ง กุ้ง หอย ปู ปลา และสัตว์น้ำอีกมากมาย ที่เป็นอาหารหล่อเลี้ยงความอุดมสมบูรณ์ให้ผู้คนกว่า 200-300 ล้านคนที่อาศัยในลุ่มน้ำโขง อารยธรรมที่หลากหลายพัฒนาเติบใหญ่ขึ้นได้เพราะการโอบอุ้มของสายน้ำแห่งชีวิต
ความสำคัญของแม่น้ำโขงมีมากมายเหลือคณานับ แต่ ศ.ดร.ยศ บอกว่า ประเทศในแถบลุ่มน้ำโขงมีวิธีคิดในการพัฒนาเศรษฐกิจคล้าย ๆ กัน โดยแสวงหาประโยชน์จากน้ำโขง ทั้งการสร้างเขื่อน ระเบิดเกาะแก่งกลางแม่น้ำเพื่อเปิดทางเดินเรือสินค้าการขยายถนนเชื่อมต่อประเทศต่าง ๆ ภายใต้แนวคิดสี่เหลี่ยมเศรษฐกิจ การเกษตรเคมีเชิงอุตสาหกรรมริมน้ำในพื้นที่มหาศาล ที่มีการสร้างทำนบกั้นไม่ให้แม่น้ำขยายตัว ฯลฯ ทุกประเทศล้วนพัฒนาตัวเองในเชิงเดี่ยวหวังให้เศรษฐกิจเติบโต จนเกิดปัญหาระบบนิเวศเสื่อมโทรม ชีวภาพในธรรมชาติลดลงสะท้อนออกมาเป็นภาวะโลกร้อน สุดท้ายเกิดการแย่งชิงทรัพยากรธรรมชาติที่มีน้อยลงทุกที จนกลายเป็นการขูดรีดธรรมชาติอย่างทารุณ ไม่มีประเทศใดเลยที่คิดจะทำแผนนโยบายระดับชาติอนุรักษ์แม่น้ำสายนี้
ที่สำคัญจากการสำรวจวิจัยลุ่มน้ำโขงตอนบน เก็บข้อมูลหมู่บ้านในจีน สิบสองปันนา หลวงพระบาง และภาคเหนือของไทย พบวิกฤติลุ่มน้ำโขงที่น่าเป็นห่วงที่สุดอยู่ในจีน ซึ่งมีการสร้างเขื่อนขนาดใหญ่กั้นแม่น้ำถึง 8 แห่ง และมีการระเบิดแก่งในน้ำโขงเพื่อขยายช่องทางเดินเรือพาณิชย์ (แต่ทำได้บางส่วนเพราะถูกคัดค้านจากประชาคมโลก)
แม้ในฤดูน้ำหลากสภาพทั่วไปยังดูดี แต่ในความเป็นจริงสิ่งมีชีวิตในลำน้ำลดน้อยลงมากเนื่องจากถูกปิดกั้นเส้นทางขยายพันธุ์ตามธรรมชาติ น้ำก็ด้อยคุณภาพ วัฏจักรการขึ้นลงของน้ำก็เปลี่ยนแปลงผันผวนไม่เป็นธรรมชาติ ส่งผลต่อการอพยพและการวางไข่ของปลา แถมขนาดลำน้ำยังเล็กลง ทำให้ปลาว่ายทวนขึ้นไปวางไข่ลำบาก ไกเติบโตได้น้อย ฯลฯ
ทั้งหมดส่งผลกระทบกับประเทศที่อยู่ท้ายน้ำ ในด้านความมั่นคงทางอาหารและรายได้ระดับรากหญ้า เพราะในแง่ความหลากหลายทางชีวภาพย่อมสัมพันธ์เชื่อมโยงกันตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ กรณีประเทศไทยก็อาจเกิดปัญหาเช่นเดียวกัน หากนโยบายรัฐยังดันทุรังวางแผนสร้างเขื่อนต่าง ๆ ในน้ำสาละวิน และน้ำสาขาของลำน้ำโขงรวมถึงลาวและพม่าด้วย
น่ากลัวกว่านั้นก็คือเสียงบ่นจากชาวบ้านมีมากขึ้น ถึงจำนวนปลาที่ลดลงมากในน้ำโขง พวกเขาเล่าว่าต้องใช้เวลานานกว่าเดิมในการหาปลาให้ได้จำนวนเท่าเดิม บางครั้งช่วงกลางคืนยังต้องออกมาดักจับปลากันก็มีปลาที่จับได้ แต่คนกินคือนักท่องเที่ยว ชาวบ้านไม่ได้กินทั้งที่เป็นแหล่งโปรตีนได้ฟรีจากธรรมชาติ
นับว่าเป็นเรื่องน่าเสียดายอย่างยิ่งกับปริมาณปลาต่อปีที่เคยมีอย่างล้นหลามนับล้านล้านตันในน้ำโขง ในปี 2550 ที่ผ่านมา WWF เคยประเมินมูลค่าการแลกเปลี่ยนปลาแม่น้ำโขงสูงถึง 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นเงินไทยราว ๆ 80,000 ล้านบาท แต่ตัวเลขมหาศาลเหล่านี้ ศ.ดร.ยศ บอกว่า ไม่เคยมีประเทศใดกำหนดไว้ในจีดีพีเลยแม้แต่ประเทศไทยเองก็ตาม ทำให้การลงทุนแต่ละครั้งในน้ำโขง ไม่มีการศึกษาผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง เมื่อปลาหรือสัตว์น้ำอื่น ๆ สูญพันธุ์ ถึงเวลานั้นมานั่งประเมินมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจก็ไม่ทันแล้ว
“คิดดูว่าถ้าปลาร่อยหรอจนหมดจากแม่น้ำ ภูมิปัญญาชาวบ้านในการใช้ชีวิตและสร้างเครื่องมือหาปลา อันเป็นองค์ประกอบหนึ่งของอารยธรรมลุ่มน้ำย่อมสูญหายตามไปด้วย” หัวหน้าคณะวิจัยอธิบายด้วยน้ำเสียงเจือความกังวล
ขณะที่ วิเชียร อันประเสริฐ หนึ่งในทีมนักวิจัย ระบุถึงข้อมูลการประเมินค่าทางเศรษฐกิจของพันธุ์ปลาบริเวณบ้านปากอิง อ.เชียงของ จ.เชียงราย ช่วงปี 2547-2548 แค่หมู่บ้านเดียว พบการจับปลาเพื่อบริโภคและค้าขายจำนวน 21 ชนิด น้ำหนักสุทธิ 48,283 กิโลกรัม คิดเป็นมูลค่าเงิน 3,373.821 บาท โดยน้ำหนักลาและมูลค่าเงินที่ค้าขายเป็นแค่ 1 ใน 3 เท่าจากที่เคยจับปลาได้ในอดีต
“ชาวบ้านที่ปากอิงบอกเราด้วยว่า ปลาที่จับได้มีขนาดเล็กลง จำนวนปลาลดลง ปลาบางชนิดจับได้ยากมากขึ้น เช่น ปลาบึก ปลาฝาไม ปลาดาบ ปลาทาย ปลาเชื่อม ส่วนบางชนิดชาวบ้านคิดว่าสูญพันธุ์ไปแล้ว เพราะในระยะ 10 กว่าปีมานี้ไม่เคยจับได้เลย เป็นปลาขนาดใหญ่น้ำหนัก 70-100 กิโลกรัมอาทิ ปลาเริม ปลาเอิน ปลาสาป ปลาลาสะนาก ปลากะโห้ ปลาหว่าหัวหง่าม ปลาหว่าอี่ ปลากะ ปลาคูณ ปลางิ้ว ฯลฯ โดยเป็นอย่างนี้ในทุกฤดู”
เมื่อถามถึงหนทางแก้ไขก่อนจะสายเกินเยียวยา ศ.ดร.ยศ ชี้แจงว่าเป็นเรื่องยาก เนื่องจากการวางแผนดำเนินงานตามอภิมหาโครงการต่าง ๆ นำไปสู่ “การปิดล้อมข้ามชาติ” (Transnation Enclosure) หรือการขยายตัวของอำนาจรัฐในการควบคุมบงการเหนือพื้นที่ต่าง ๆ บนลุ่มน้ำโขง มีลักษณะดำเนินงานโดยการบังคับบัญชาจากบนลงสู่เบื้องล่าง ไม่เคยมีเวทีสำหรับการทบทวนตรวจสอบ ประชาพิจารณ์จากผู้ที่ต้องอาศัยน้ำโขงร่วมกันบางโครงการไม่มีแม้กระทั่งการศึกษาผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม (EIA) ชุมชนท้องถิ่นจึงตกอยู่ในสภาพที่ถูกปิดล้อมจากอำนาจรัฐ ชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากโครงการโดยตรงไม่ได้มีส่วนร่วม แถมยังถูกผลักให้ไปอยู่ตรงชายขอบของอำนาจในสภาพไร้สิทธิไร้เสียง ต้องยอมจำนนต่ออำนาจรัฐโดยปราศจากการต่อสู้ต่อรอง
แนวทางที่พอทำได้ก็คือ รัฐต้องมองมิติการพัฒนาประเทศใหม่ควรนำเอาความหลากหลายทางชีวภาพเข้าไปคำนวณด้วย เพราะจะเห็นถึงการพัฒนาเศรษฐกิจในมุมที่นุ่มลึกรอบด้านมากขึ้น ส่วนตัวแปรสำคัญที่จะอนุรักษ์ทำให้ความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพกลับคืนมาได้ ก็คือชาวบ้านในชุมชน แรงกดดันต่อการนำพาชีวิตรอด ทำให้พวกเขารู้ว่าต้องร่วมกันอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเพราะไม่เช่นนั้นจะไม่เหลืออะไรให้ลูกหลานกิน
เมื่อมีพลังของชาวบ้านที่รู้ปัญหาดีที่สุดอยู่เป็นทุน ภาคสังคมควรเข้าไปเสริมบทบาทของชาวบ้านให้แข็งแกร่งขึ้นด้วยการให้ความรู้ สานกำลังเครือข่ายชุมชนที่ได้รับผลกระทบ ให้เป็นฐานกำลังในการจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืน เพื่อเชื่อมโยงกับองค์กรประชาสังคมโลก ร่วมกันทำงานด้านการรณรงค์ นำเสนอนโยบาย รวมถึงผลักดันข้อเรียกร้องที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงมาตรการเชิงนโยบาย ให้เกิดประโยชน์กับสาธารณชนในวงกว้าง
“รัฐเองก็ควรกระจายอำนวยในการจัดการทรัพยากรไปสู่รากหญ้าอย่างแท้จริง ไม่ใช่ชาวบ้านจัดการ แต่เขาไม่มีสิทธิในทรัพยากร” เสียงสุดท้ายของ ศ.ดร.ยศ ฝากไว้ให้คิด ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดของ ผศ.ดร.สมศักดิ์ สุขวงศ์ ที่กล่าวไว้ในวงเสวนาเช่นเดียวกันว่า “คำว่าทุกภาคส่วนในการมีส่วนร่วมในประเทศไทย เป็นถ้อยคำที่ดูหรูหราแต่ในความเป็นจริงเป็นการโกหกหลอกลวง”
ผู้ที่สนใจการศึกษาวิจัยการเปลี่ยนแปลงระบบนิเวศ และผลกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพ และภูมิปัญญาท้องถิ่นในลุ่มน้ำโขง สามารถติดตามได้ในหนังสือแม่น้ำแห่งชีวิต สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่โครงการ BRT โทร.0-2644-8150-4 ต่อ 554
หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ฉบับวันจันทร์ที่ 30 มีนาคม พ.ศ.2552 หน้า 4 | |