ความรู้เกี่ยวกับโรงงานสกัดน้ำมันปาล์ม

โรงงานสกัดน้ำมันปาล์มวิธีการผลิตน้ำมันปาล์ม ทะลายปาล์มประกอบด้วยผลปาล์มน้ำมันจำนวนมากติดอยู่กับก้านทะลาย ผลปาล์มน้ำมันประกอบด้วยน้ำมัน 2...
อ่านบทความเต็ม

บทความอื่น
พิมพ์ อีเมล์
เปิดรายงานใหม่
'แหล่งน้ำไทย' เสี่ยงมลพิษขั้นวิกฤติ

วันที่ 22 มีนาคมของทุกปี เป็น วันน้ำโลก (World Water Day) ที่ทั่วโลกจะจัดกิจกรรมรณรงค์และส่งเสริมให้ผู้คนสนใจและเห็นถึงความสำคัญของแหล่งน้ำ การจัดการทรัพยากรน้ำให้เกิดความยั่งยืน ในโอกาสวันน้ำโลกนี้ กรีนพีซได้เปิดเผยรายงานชิ้นใหม่ตีแผ่วิกฤติมลพิษทางน้ำในประเทศไทย เพื่อให้ทุก ๆ ฝ่ายรับรู้สภาพปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างแท้จริงและร่วมกันปกป้องแหล่งน้ำให้ปลอดภัยจากการปนเปื้อนสารพิษซึ่งถือเป็นเรื่องที่จำเป็นเร่งด่วน

        ในรายงานผลการศึกษาเรื่อง “พื้นที่และแหล่งน้ำที่เสี่ยงต่อการเกิดมลพิษทางน้ำในประเทศไทย” โดยหน่วยศึกษาและเฝ้าระวังมลพิษทางน้ำ กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ศึกษาโดย ดร.อิศรา เจริญปัญญาเนตร นักวิจัยด้านระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ระบุชัดเจนว่า ปัจจุบันพื้นที่ของประเทศไทยส่วนใหญ่เสี่ยงต่อการเกิดมลพิษทางน้ำ ซึ่งหมายถึงผู้คนในเมือง ชาวบ้านต้องเผชิญกับความเสี่ยงจากผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและสุขภาพที่อาจจะเกิดขึ้นตามมาอีกมากมาย

        รายงานชิ้นนี้ระบุว่า มากกว่าร้อยละ 92.68 ของพื้นที่ประเทศไทยเสี่ยงต่อการเกิดมลพิษทางน้ำ ในขณะที่ภาคตะวันออกมีสัดส่วนพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูงมากที่สุด ร้อยละ 35.64 รองลงมาคือภาคกลาง ร้อยละ 15.89 จังหวัดที่มีเนื้อที่เสี่ยงต่อมลพิษทางน้ำระดับสูงมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ กรุงเทพมหานคร คิดเป็นร้อยละ 100 ของพื้นที่ทั้งจังหวัด สมุทรปราการ สมุทรสาคร คิดเป็นร้อยละ 100 เช่นกัน ตามด้วยชลบุรี ร้อยละ 98.89 และระยองร้อยละ 97.78

        พลาย ภิรมย์ ผู้ประสานงานรณรงค์ด้านสารพิษ อธิบายภาพรวมเกี่ยวกับวิกฤติมลพิษทางน้ำในไทยว่าข้อมูลพื้นที่และแหล่งน้ำที่เสี่ยงต่อการเกิดมลพิษ รวมถึงจำนวนประชากรที่อาจได้รับผลกระทบยังไม่มีการศึกษาอย่างแพร่หลาย แต่ข้อมูลจากการศึกษาครั้งนี้ผลออกมาว่า พื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศเสี่ยงเกิดมลพิษทางน้ำ บริเวณที่มีความเสี่ยงสูงส่วนใหญ่มีความเป็นเมืองและอุตสาหกรรมสูง แม้อัตราส่วนไม่มากเมื่อเทียบกับพื้นที่ทั้งประเทศแต่ส่งผลกระทบสูง เพราะเป็นบริเวณที่มีประชาชนอาศัยอยู่อย่างหนาแน่นมาก ส่วนปัจจัยที่ส่งผลต่อการเกิดมลพิษทางน้ำมากที่สุดคือ อุตสาหกรรม ทั้งโรงงานอุตสาหกรรมที่ก่อมลพิษทางน้ำ ปริมาณสารเคมีที่ใช้ในโรงงาน การใช้สารเคมีทางการเกษตร ความหนาแน่นของประชากรปัจจัยด้านกายภาพมีตั้งแต่พื้นที่น้ำท่วมซ้ำซาก ความสูงของพื้นที่ แล้วยังพบแหล่งน้ำที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดมลพิษนั้นกระจายอยู่ในทั่วทุกภาค

        “พื้นที่เสี่ยงส่วนใหญ่อยู่ในบริเวณ 4 ลุ่มน้ำหลักที่สำคัญมากของประเทศ คือ แม่น้ำแม่กลอง แม่น้ำท่าจีน แม่น้ำเจ้าพระยา และแม่น้ำบางปะกง แหล่งน้ำที่มีความเสี่ยงสูงล้วนเป็นแหล่งน้ำที่สำคัญมากของประเทศ ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม รวมถึงเป็นแหล่งน้ำอุปโภคบริโภคเป็นเรื่องน่ากังวลมาก โดยเฉพาะแม่น้ำเจ้าพระยาช่วงไหลผ่านปทุมธานี อยุธยา ที่ใช้ผลิตน้ำประปา กำลังอยู่ภายใต้การคุกคามของมลพิษ”

        พลายกล่าวอีกว่า จากการศึกษาเกี่ยวกับมลพิษทางน้ำในแต่ละภาคปรากฏว่า ภาคกลางมีแม่น้ำ 4 สาย ที่ปัจจุบันยังไม่มีปัญหาคุณภาพน้ำ แต่มีความเสี่ยงสูงมากจะเกิดปัญหาทางมลพิษทางน้ำในอนาคต คือ แม่น้ำนครชัยศรี แม่น้ำลพบุรี แม่น้ำลัดเกร็ด แม่น้ำสุพรรณบุรี ภาคตะวันออก ได้แก่ แม่น้ำพระปรง แม่น้ำหนุมาน ภาคเหนือได้แก่ น้ำแม่แจ่ม น้ำแม่ฝาง แม่น้ำสะแกกรัง แม่น้ำแม่ลาว แม่น้ำแม่แตง และยังพบแหล่งน้ำนิ่งที่เสี่ยง คือ เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้แก่ แม่น้ำชี แม่น้ำโขง แม่น้ำสงคราม ลำชี ลำเชิงไกร ลำโมใหญ่ ลำปลายมาศ ลำพระเพลิง ลำมูลน้อย ลำตะคองเก่า ห้วยหลวง แล้วยังมีเขื่อนลำตะคอง เขื่อนลำปาว เขื่อนอุบลรัตน์ ส่วนภาคใต้ ได้แก่ แม่น้ำปากพนัง ทะเลน้อยและเขื่อนปัตตานี แหล่งน้ำทั้งหมดนี้จำเป็นต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหา

        ผลการสำรวจยังพบว่า กว่าร้อยละ 99 ของหมู่บ้านในไทยที่ตั้งอยู่ในบริเวณใกล้แหล่งน้ำ อยู่สองฝั่งแม่น้ำ ซึ่งมีทั้งสิ้นประมาณ 10,001 หมู่บ้าน เสี่ยงจากมลพิษทางน้ำ ซึ่งอาจจะผลกระทบต่อประชากรมากถึง 4,440,049 คน และภาคกลางมีสัดส่วนหมู่บ้านเสี่ยงภัยมลพิษทางน้ำระดับสูงมากที่สุด ประชากรมีความเสี่ยงสูงถึง 2,925,726 คน

        กรณีมลพิษทางน้ำ จ.ระยอง ผู้ประสานงานรณรงค์ด้านสารพิษคนเดิม ระบุว่า จากการศึกษาและติดตามมลพิษทางน้ำมาอย่างต่อเนื่องพื้นที่มีปัญหารุนแรงและขยายวงกว้างออกไป ซึ่งรายงานฉบับนี้เป็นอีกหลักฐานที่แสดงระยองมีพื้นที่เสี่ยงต่อการเกิดมลพิษทางน้ำสูงร้อยละ 97.78 ของพื้นที่จังหวัด มีหมู่บ้านเสี่ยงภัยมลพิษกว่า 300 แห่งหรือร้อยละ 78.44 ส่งผลกระทบต่อชาวบ้านได้ถึง 454,551 คน มีแม่น้ำสายหลัก ได้แก่ คลองหลอด คลองหินลอย คลองระเวิง คลองสะพาน คลองมะเดื่อ ที่ต้องจับตาเป็นพิเศษถึงปัญหานี้ ฉะนั้น การประกาศบริเวณนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดและพื้นที่ใกล้เคียงเป็นเขตควบคุมมลพิษเป็นเรื่องที่ถูกต้อง และควรดำเนินการอย่างเร่งด่วน

        “จ.ระยองพบการปนเปื้อนโลหะหนัก สารอินทรีย์ระเหย ในแหล่งน้ำ เกิดจากการใช้สารเคมีปริมาณปริมาณมากในโรงงานอุตสาหกรรมส่งผลร้ายแรงต่อสุขภาพ เช่น โรคมะเร็ง สารพิษยังปนเปื้อนในแหล่งน้ำอุปโภคบริโภคกระจายทั่วพื้นที่ ทั้งน้ำใต้ดิน น้ำบาดาล ซึ่งเป็นแหล่งน้ำสำคัญที่ชาวบ้านพึ่งพิง แต่ปัจจุบันชาวบ้านส่วนใหญ่ไม่ได้ใช้แล้ว”

        สำหรับข้อเสนอแนะจากผลการศึกษาเรื่องนี้ “พลาย” กล่าวว่า รัฐบาลต้องตระหนักถึงปัญหามลพิษนี้และแก้ไขอย่างจริงจังโดยเร่งแก้ปัญหาในแม่น้ำลำคลองที่กำลังมีปัญหาในตอนนี้ และเฝ้าระวังจุดเสี่ยงที่อาจเกิดปัญหาขึ้นในอนาคต พยายามลดปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดมลพิษ มีการปรับปรุงมาตรการและเครื่องมือที่ใช้ในการควบคุมและป้องกันมลพิษให้มีประสิทธิภาพและเข้มข้นมากขึ้นทั้งข้อกฎหมายและการบังคับใช้ ส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีการผลิตที่สะอาด หรือ Clean Production

        ที่สำคัญต้องสนับสนุนให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบและเฝ้าระวังแหล่งกำเนิดมลพิษ สร้างองค์ความรู้นี้ให้ชาวบ้านและต้องกำหนดให้โรงงานอุตสาหกรรม ในฐานะผู้ก่อมลพิษเปิดเผยข้อมูลการใช้สารเคมีและปริมาณการปล่อยมลพิษให้ประชาชนทราบ ที่ผ่านมาข้อมูลเหล่านี้ยังเป็นปริศนา ถ้าข้อเรียกร้องนี้ได้รับการปฏิบัติจากกลุ่มอุตสาหกรรมจะช่วยให้แก้ไขปัญหาได้ตรงจุดเมื่อเกิดกรณีปนเปื้อนสารพิษในแหล่งน้ำ ข้อเสนอสุดท้ายภาครัฐควรตั้งเป้าหมายในการลดมลพิษที่ถูกปล่อยลงสู่แหล่งน้ำ และมีแผนปฏิบัติการอย่างชัดเจน

        สำหรับรายงานผลการศึกษาวิเคราะห์พื้นที่และแหล่งน้ำที่เสี่ยงต่อการเกิดมลพิษทางน้ำในประเทศไทยนี้ ทางกรีนพีซจะรวบรวมรายงานฉบับเต็มส่งให้ทุก ๆ ฝ่ายที่ดูแลรับผิดชอบปัญหาสิ่งแวดล้อมทั้งคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ หน่วยงานภาครัฐ ตลอดจนผู้ว่าราชการแต่ละจังหวัด ที่เป็นพื้นที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดมลพิษทางน้ำ โดยเฉพาะ 10 จังหวัดแรกที่เสี่ยงวิกฤติมลพิษทางน้ำ ได้แก่ กรุงเทพฯ สมุทรปราการ สมุทรสาคร ชลบุรี ระยอง นครปฐม ปทุมธานี ฉะเชิงเทรา พระนครศรีอยุธยา และนนทบุรี

หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์
ฉบับวันจันทร์ที่ 23 มีนาคม พ.ศ.2552 หน้า 4
 
< ก่อนหน้า   ถัดไป >
mod_vvisit_counterวันนี้722
mod_vvisit_counterเมื่อวานนี้745
mod_vvisit_counterรายเดือน4503
mod_vvisit_counterทั้งหมด558618