กฟน.ชวนไปปลูก 'หญ้าทะเล'
ป่าชายเลนได้รับการยอมรับว่าเป็นแหล่งอาหาร และแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำน้อยใหญ่ ก่อนที่จะเติบโตไปใช้ชีวิตในทะเล นอกจากนี้ ป่าชายเลนยังช่วยป้องกันการกัดเซาะชายฝั่ง แต่ถ้าเทียบกับ “หญ้าทะเล” (Seagrasses) บทบาทของหญ้าทะเลกับคุณค่าของป่าชายเลนที่มีต่อระบบนิเวศ แทบไม่มีความแตกต่างกัน |
“หญ้าทะเล” เป็นแหล่งอาหารสำคัญของสัตว์ขนาดใหญ่ น่ารักอย่าง “พะยูน” ซึ่งเป็นสัตว์ทะเลที่หายากและแทบจะสูญพันธุ์
ปัจจุบันปลาพะยูนมีเหลืออยู่ราวเพียง 250 ตัว อาศัยในทะเลอันดามันประมาณ 200 ตัว และอาศัยอยู่ในอ่าวไทยประมาณ 50 ตัว พื้นที่ที่พบมากที่สุดคือเกาะลิบง เกาะมุก จ.ตรัง ประมาณ 128 ตัว ส่วนสถานการณ์พะยูนในพื้นที่จังหวัดตรัง กระบี่ พังงา มีแนวโน้มว่าจะสูญพันธุ์ในอีก 20-30 ปีข้างหน้า ถ้าไม่มีการเร่งอนุรักษ์อย่างจริงจัง
“หญ้าทะเล” ถือเป็นทรัพยากรธรรมชาติทางทะเลที่สำคัญเพราะแนวหญ้าทะเลเป็นบริเวณที่มีความอุดมสมบูรณ์ของสิ่งมีชีวิตสูง เนื่องจากมีการสะสมของดินตะกอนและสารอาหารจากบริเวณปากแม่น้ำ นอกจากนี้ หญ้าทะเลยังเป็นที่อยู่อาศัย แหล่งอาหารแหล่งวางไข่ และหลบซ่อนศัตรูของสัตว์น้ำเศรษฐกิจ สัตว์น้ำวัยอ่อน โดยเฉพาะสัตว์หายากอย่างพะยูน เต่าทะเล
นอกจากนี้ ประโยชน์ทางอ้อมของหญ้าทะเลอีกอย่างก็คือ เป็นเสมือนกำแพงช่วยชะลอความรุนแรงของกระแสน้ำที่พัดเข้าสู่ฝั่งลดอัตราการพังทลายของฝั่งลง
สำหรับประเทศไทย ชายฝั่งทะเลจังหวัดตรัง บริเวณอุทยานแห่งชาติหาดเจ้าไหม เกาะลิบง และเกาะมุก ถือว่าเป็นแหล่งหญ้าทะเลที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดในประเทศไทย และอาจเป็นแหล่งอาหารที่อุดมสมบูรณ์แหล่งสุดท้ายสำหรับพะยูนก็เป็นได้
จากการสำรวจในปี 2549 ของสถาบันวิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเล ชายฝั่งและป่าชายเลน พบว่าในท้องทะเลไทยมีแหล่งหญ้าทะเลประมาณ 9.29 หมื่นไร่ แบ่งเป็นฝั่งอันดามันประมาณ 5.87 หมื่นไร่ และอ่าวไทย 3.42 หมื่นไร่ แต่ปัจจุบันหญ้าทะเลอยู่ในสภาพเสื่อมโทรม ทั้งจากการทำประมงโดยใช้อวนรุนใกล้ชายฝั่ง หรือทำนากุ้ง ทำให้น้ำทะเลมีตะกอนมากขึ้นขัดขวางการเจริญเติบโตของหญ้าทะเล นอกจากนี้ หญ้าทะเลยังได้รับผลกระทบจากอุณหภูมิน้ำทะเลที่สูงขึ้นตามภาวะโลกร้อนล้วนเป็นปัจจัยที่ทำให้หญ้าทะเล ล่อแหลม เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์เป็นอย่างมาก ซึ่งการสูญพันธุ์ของหญ้าทะเล ย่อมทำให้ “พะยูน” ตกอยู่ในภาวะเสี่ยงพลอยสูญพันธุ์ไปด้วยอย่างแน่นอน
เมื่อเร็ว ๆ นี้ การไฟฟ้านครหลวง หรือ กฟน.ได้จัดโครงการรณรงค์ให้พนักงานและประชาชน ชุมชนท้องถิ่น 200 ราย ตลอดจนสื่อมวลชนช่วยกันปลูก “หญ้าทะเล” ในท้องทะเลจังหวัดตรังเนื่องจากแม้ว่าหญ้าทะเลที่มีพื้นที่ถึง 93 หมื่นไร่ แต่ในจำนวนนี้มีถึง 30% ที่หญ้าทะเลอยู่ในสภาพเสื่อมโทรม จึงจำเป็นต้องจัดทำแผนฟื้นฟูหญ้าทะเลเพื่อการคืนกลับมาของพะยูน และระบบนิเวศทางทะเล สำหรับจุดที่ กฟน. ได้ปลูกหญ้าทะเลนี้ก็คือ เกาะค้างคาว ตำบลท่าข้าม อำเภอปะเหลียน
โดย กฟน.หวังว่าการดึงให้ชุมชนท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วมในการปลูกหญ้าทะเลครั้งนี้ ก็เพื่อให้เกิดการบริหารจัดการที่ยั่งยืน พร้อมทั้งสร้างความตระหนัก ปลูกฝังจิตสำนึกการอนุรักษ์หวงแหนในทรัพยากรท้องถิ่นและจุดประกายให้อีกหลายหน่วยงาน หันมาเห็นความสำคัญในการอนุรักษ์หญ้าทะเล แหล่งอาหารแห่งเดียวที่เลี้ยงสายใยชีวิตของพะยูนและเต่าทะเล
หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ฉบับวันจันทร์ที่ 23 มีนาคม พ.ศ.2552 หน้า 4 | |