พิมพ์ อีเมล์
พลังงานสีเขียว - กรีนพาวเวอร์

หุ้นส่วนประเทศไทย
อีเมลนี้จะถูกป้องกันจากสแปมบอท แต่คุณต้องเปิดการใช้งานจาวาสคริปเพื่ออ่านมันได้

•...มนูญ ศิริวรรณ
ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงาน

ลังงานสีเขียว หรือกรีนพาวเวอร์ (Green Power) คืออะไร?

        พลังงานสีเขียว ไม่ได้หมายถึงหลอดไฟสีเขียวอย่างแน่นอน แต่พลังงานสีเขียว หรือกรีนพาวเวอร์ หมายถึงการผลิตไฟฟ้าโดยใช้พลังงานหมุนเวียนที่ได้จากเชื้อเพลิงที่ไม่ใช่ฟอสซิล (Fossil) หรือที่เรียกกันอีกชื่อหนึ่งว่าการผลิตไฟฟ้าโดยพลังงานนอกรูปแบบ (Non-Conventional)

        เชื้อเพลิงหรือวัตถุดิบที่นำมาผลิตเป็นพลังงาน ก็คือเชื้อเพลิงหรือวัตถุดิบที่ได้มาจากดิน น้ำ ลม ไฟ นั่นเอง

        ดิน หมายถึง วัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร เช่น แกลบ ชานอ้อย เศษไม้ ขยะ ฯลฯ

        น้ำ หมายถึง แหล่งน้ำขนาดเล็ก น้ำเสียจากฟาร์มเลี้ยงสัตว์ โรงงานอุตสาหกรรม ไอน้ำ หรือความร้อนเหลือใช้จากกระบวนการผลิต กระแสคลื่นในทะเล ความร้อนจากน้ำใต้พิภพ

        ลม หมายถึง กระแสลม หรือพลังลม

        ไฟ หมายถึง พลังงานแสงอาทิตย์

        ปัจจุบันไฟฟ้าที่ผลิตจากพลังงานนอกรูปแบบหรือที่เรียกว่าไฟฟ้าสีเขียวนั้น ได้รับการส่งเสริมจากกระทรวงพลังงานเป็นอย่างมากในรูปโรงไฟฟ้าขนาดเล็ก (SPP) และขนาดเล็กมาก (VSPP) โดยให้ส่วนเพิ่มราคารับซื้อไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน (Adder) ในอัตราที่แตกต่างกันไปตามต้นทุนในการผลิต โดยโรงไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์นั้นได้รับส่วนเพิ่มราคาสูงที่สุดถึงหน่วยละ 8 บาทเลยทีเดียว

        ปัจจุบันมีโรงไฟฟ้าที่ผลิตไฟฟ้าโดยใช้พลังงานหมุนเวียนและป้อนไฟเข้าระบบแล้วถึง 145 โครงการ เป็นปริมาณไฟฟ้าถึง 621 เมกะวัตต์ (MW) โดยเฉพาะโครงการโรงไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์มีทั้งสิ้น 45 โครงการ ขายไฟเข้าระบบแล้ว 1.8 เมกะวัตต์ ซึ่งถือว่าเกินกว่าที่ผมเคยคาดคิดเอาไว้มากเลยทีเดียว

        พลังงานเหล่านี้ผลิตมาจากพลังงานหมุนเวียนชนิดต่าง ๆ เช่น

        1. วัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร/ขยะ หรือที่เรียกว่าชีวมวล

        2. วัสดุเหลือใช้จากอุตสาหกรรม เช่น น้ำเสียหรือชีวภาพ

        3. แหล่งน้ำขนาดเล็กซึ่งมีอยู่กระจัดกระจายไปทั่วภูมิภาค

        4. พลังลม ซึ่งต้องอยู่ตามชายฝั่ง หรือบนที่สูงที่มีกระแสลมแรง

        5. พลังงานแสงอาทิตย์ซึ่งมีอยู่ทั่วไป แต่มีข้อจำกัดเรื่องพื้นที่ เพราะต้องใช้พื้นที่มากในการติดตั้งเซลล์รับแสงอาทิตย์

        สิ่งที่น่าสนใจคือต้นทุนในการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนเหล่านี้ยังสูงมาก ถ้าไปสนับสนุนให้ผลิตมาก ๆ จะคุ้มค่าทางเศรษฐกิจหรือไม่ ต้นทุนค่าไฟฟ้าผันแปร (ค่า FT) จะสูงขึ้นหรือไม่ ต้นทุนค่าไฟฟ้าผันแปร (ค่า FT) จะสูงขึ้นหรือไม่ เพราะการไฟฟ้าฯ ต้องจ่ายค่าส่วนเพิ่มราคา (Adder) ให้ในอัตราที่สูงกว่าไฟฟ้าที่ผลิตจากเชื้อเพลิงฟอสซิล เช่น ก๊าซธรรมชาติหรือถ่านหิน

        คำตอบก็คือพลังงานสีเขียวจะเป็นทางเลือกสำหรับพลังงานในอนาคต แทนที่เราจะต้องพึ่งพาพลังงานจากเชื้อเพลิงประเภทฟอสซิลแต่เพียงอย่างเดียว

        ต้องยอมรับว่าสถานการณ์ที่พลังงานจากฟอสซิลมีราคาถูกลงในปัจจุบัน คงเป็นเรื่องชั่วคราวเท่านั้น ตอนนี้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกก็ปรับขึ้นมาจาก 32 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลซึ่งเป็นราคาต่ำสุด ขึ้นมาอยู่ที่ 50 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลแล้ว และมีแนวโน้มว่าจะไปสู่ 60 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ในช่วงปลายปีนี้ และถ้าเศรษฐกิจโลกกลับมาฟื้นตัวในปีหน้า เราก็อาจจะเห็นราคาน้ำมันกลับไปที่ 70-80 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลกันอีกครั้งหนึ่ง แม้กระทั่ง 100 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลก็มีความเป็นไปได้ในอีก 2-3 ปีข้างหน้า

        อีกประการหนึ่ง ถ้าเราส่งเสริมให้มีการใช้พลังงานหมุนเวียนในการผลิตไฟฟ้ามากขึ้นต้นทุนของโรงไฟฟ้าผลิตไฟฟ้าประเภทนี้จะถูกลงเพราะขนาดการผลิตจะใหญ่ขึ้น อีกทั้งการพัฒนาเทคโนโลยีจะทำให้ต้นทุนลดลง ซึ่งในอนาคตเราอาจลดส่วนเพิ่มราคาลงจากปัจจุบันหรือไม่ต้องให้เลยก็ได้

        ข้อดีอีกข้อหนึ่งคือการผลิตและการใช้ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนนั้น เป็นการลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ทำให้โลกร้อน จึงทำให้ในประเทศที่พัฒนาแล้วในยุโรปบางประเทศมีผู้บริโภคจำนวนมากที่แสดงความจำนงว่าจะใช้พลังงานไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน โดยยินดีจ่าย นับเป็นผู้บริโภคที่มีจิตสำนึกเพื่อสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง และผมเชื่อว่าในประเทศไทยเราก็สามารถทำโครงการในลักษณะนี้ได้ เพราะคนไทยจำนวนหนึ่งก็มีสำนึกในเรื่องสิ่งแวดล้อมไม่แพ้คนต่างชาติเช่นกัน (ความเชื่อนี้ได้มาจากการสอบถามผู้ฟัง เวลาผมไปบรรยายเรื่องนี้ในที่ต่าง ๆ )

        จากที่กล่าวมาทั้งหมด ผมใคร่ขอสรุปว่าพลังงานสีเขียว (Green Power) นั้นเป็นสิ่งที่เราต้องดำเนินการส่งเสริมและผลักดันอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะจากกระทรวงพลังงานและรัฐบาล (นอกเหนือไปจากเรื่องพลังงานทดแทน เช่น แก๊สโซฮอล์ ไบโอดีเซล หรือเอ็นจีวี รวมทั้งเรื่องการประหยัดพลังงาน) โดยเฉพาะอย่างยิ่งการผลิตไฟฟ้าในรูปแบบของพลังงานแสงอาทิตย์นั้นเป็นเรื่องที่ควรสนับสนุนเป็นอย่างยิ่ง

        ผมเคยเสนอเอาไว้ในช่วงน้ำมันราคาแพง ๆ ว่า รัฐบาลควรกำหนดให้เป็นมาตรการบังคับเลยสำหรับหมู่บ้านจัดสรร คอนโดมิเนียม และทาวน์เฮาส์ ให้ติดตั้งแผงรับแสงอาทิตย์สำหรับทำน้ำร้อน หรืออาจกำหนดให้เป็นแรงจูงใจก็ได้ถ้าไม่ต้องการบังคับ โดยใช้การลดหย่อนภาษีสำหรับผู้ประกอบการและเจ้าของบ้าน เป็นเครื่องมือในการผลักดันและสนับสนุน

        โดยเฉพาะบ้านจัดสรรระดับไฮเอนด์ที่มีราคาตั้งแต่ 10 ล้านบาทขึ้นไป ควรให้ติดตั้งอุปกรณ์ในการผลิตไฟฟ้าโดยใช้พลังงานแสงอาทิตย์เพื่อใช้เอง ถ้าเหลือใช้ก็ขายเข้าระบบของการไฟฟ้าฯ ซึ่งจะได้ส่วนเพิ่มราคาที่อาจทำให้การลงทุนมีความคุ้มค่ามากขึ้น (นอกเหนือจากไม่ต้องเสียค่าไฟแล้ว)

        บ้านราคา 10 ล้าน เสียค่าติดตั้งพลังงานแสงอาทิตย์อีก 1-2 ล้าน ขนหน้าแข้งเศรษฐีไม่ร่วงไปสักกี่เส้นหรอกครับ แถมยังอินเทรนด์ช่วยลดภาวะโลกร้อนตามกระแสของโลกในขณะนี้อีกด้วย

        ลองพิจารณาดูเถิดครับรัฐบาล

หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์
ฉบับวันพฤหัสบดีที่ 2 เมษายน พ.ศ.2552 หน้า วิเคราะห์ 2
 
< ก่อนหน้า   ถัดไป >
mod_vvisit_counterวันนี้839
mod_vvisit_counterเมื่อวานนี้836
mod_vvisit_counterรายเดือน4550
mod_vvisit_counterทั้งหมด144298