อาทิตย์เอกเขนก ต่างประเทศ
โลกร้อน VS ทุนนิยม ศึกที่โลกต้องเลือก
โดย – ทีมข่าวต่างประเทศ
เป็นที่ตื่นตัวไปทั่วโลกในช่วงครึ่งแรกของปี 2007 และน่าจะตื่นเต้นมากขึ้นในปีต่อไปกบกระแสความวิตกกังวลจากสภาวะอากาศเปลี่ยนแปลงของโลกอันเป็นผลจากสภาวะโลกร้อน
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อได้มีการเผยแพร่ตัวเลขทางสถิติข้อมูลต่าง ๆ พร้อมภาพถ่ายที่เป็นประจักษ์พยานให้เห็นถึงภาวะของโลกที่ร้อนขึ้นอย่างต่อเนื่อง และแน่นอนที่สุด เมื่อชาวโลกได้สัมผัสกับภาวะความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวด้วยตนเอง เมื่อฤดูกาลทั่วโลกเริ่มผิดแปลกไปจากเดิมจนสังเกตเห็นได้ สภาพอากาศเริ่มมีความ “สุดขั้ว” มากกว่าเดิม คือร้อนขึ้น พายุแรงขึ้นฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาล หรือหนาวเหน็บเย็นนานและรุนแรงในหลายพื้นที่ของโลก
ความพยายามเยียวยาแก้ปัญหาโลกร้อนนั้นได้ก่อตัวขึ้นมานานหลายปี ทว่าเป็นกระแสตื่นตัวเป็นระยะ ๆ อย่างไรก็ดี เป็นสัญญาณอันดีที่เราได้เห็นว่าโลกเริ่มตระหนักต่อปัญหานี้ขึ้นมากที่สุดในช่วงครึ่งปีแรกของค.ศ.นี้ โดยเฉพาะเมื่อผลการทำงานของ คณะกรรมการสากลว่าด้วยสภาพอากาศเปลี่ยนแปลง (ไอพีพีซี) ได้ประจักษ์สู่สายตาชาวโลกให้เห็นเด่นชัดขึ้นกว่า โลกร้อนคือปัญหาของโลกจริง และสหรัฐมหาอำนาจที่ทรงพลังด้านทุนนิยมมากที่สุดของโลกเริ่มเห็นถึงปัญหานี้บ้างแล้ว
กระนั้นก็ตาม แนวทางการเยียวยาปัญหานี้ยังมืดมน โดยเฉพาะเมื่อสนธิสัญญาเกียวโตว่าด้วยโลกร้อนกำลังจะหมดอายุไขในปีหน้า อีกทั้งการเจรจาว่าด้วยข้อตกลงหาแนวทางแก้โลกร้อนระหว่างชาติมหาอำนาจทางอุตสาหกรรมชั้นนำของโลก 8 ประเทศ หรือ จี 8 นั้นโดยเนื้อหาแท้คือความล้มเหลวอย่างสิ้นชิง แล้วอะไรคืออุปสรรคต่อการแก้ไขปัญหาโลกร้อน
“ระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม” กำลังตกเป็นจำเลยต่อคำถามดังกล่าว ซึ่งจะเห็นว่าเป้าหมายของการแก้ไขปัญหาโลกร้อนนั้น กำลังเดินสวนทางกับเป้าหมายการดำเนินเศรษฐกิจ และธุรกิจในโลกทุนนิยมอยู่เสมอ
ขณะที่หลายองค์กรทั้งที่เป็นภาครัฐ และไม่ใช่ (เอ็นจีโอ) เร่งเสนอแนวทางสารพัดอย่างเพื่อเยียวยาชั้นบรรยากาศโลกที่ถูกทำลายด้วยสารต่าง ๆ ที่ถูกปล่อยออกไปอันเป็นสาเหตุทำให้โลกร้อนขึ้น โดยเฉพาะก๊าซคาร์บอน ซึ่งแนวทางเหล่านั้นจำเป็นต้องได้การสนับสนุนจากประชาชนทั้งโลก
ดังเช่น โลกต้องลดการใช้พลังงานลงไม่ว่าจะจากน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ หรือถ่านหิน เพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนลง ไม่ว่าจะเป็นการลดการใช้รถยนต์ หรือลดการใช้ไฟฟ้า (การผลิตพลังงานไฟฟ้าจากถ่านหิน น้ำมัน และก๊าซธรรมชาติ เป็นอีกสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดการปล่อยก๊าซคาร์บอน)
การแก้ปัญหาโลกร้อนจึงมีความสัมพันธ์ควบคู่ไปกับการทำกิจกรรมต่าง ๆ ของมนุษย์ที่เราจะต้อง “ประหยัด” ลงทิ้งสิ้น ทว่าแนวทางเหล่านั้นกลับเป็นสิ่งที่แวดวงธุรกิจ เศรษฐกิจในโลกทุนนิยมที่เน้นไปที่ “ผลกำไร” ไม่ต้องการเห็น
ตัวอย่างเช่น ยิ่งมีการใช้โฟมบรรจุผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ มากขึ้นเรื่อย ๆ ผู้ผลิตกล่องโฟมเหล่านั้นก็จะยิ่งทำกำไรมากขึ้นตามไปด้วย ทว่าการทำลายกล่องโฟม (เมื่อหลังใช้) ที่มีปริมาณมากขึ้น ก็จะก่อให้เกิดสารที่ก่อให้เกิดภาวะเรือนกระจกมากขึ้นตามไปด้วยเช่นกัน
โลกมีแนวโน้มใช้น้ำมันมากขึ้นอย่างต่อเนื่องเพื่อผลักดันเศรษฐกิจ ทว่าการเผาผลาญจากน้ำมันก็ก่อให้เกิดการปล่อยก๊าซคาร์บอนในปริมาณที่สูงมาก
ดังนั้น การกระตุ้นยอดขายสินค้า การกระตุ้นการใช้พลังงานเพื่อผลกำไร หรือเพื่อการผลักดันเศรษฐกิจของโลกทุนนิยม ล้วนแต่เป็นสาเหตุของปัญหาโลกร้อนอย่างที่เราหลีกเลี่ยงไม่ได้
แม้กระทั่งในระดับนโยบายรัฐ หรือแม้ในระดับการเมืองระหว่างประเทศ การต่อสู้ระหว่างทุนนิยมและการแกปัญหาโลกร้อน ได้ดำเนินมาอย่างดุดันนานหลายสิบปี และฝ่ายหลังมักจะเป็นฝ่ายพ่ายแพ้เสมอ
นอกเหนือจากที่รัฐบาลต่าง ๆ ในโลกเลือกที่ใช้งบประมาณเข้าอุดหนุนราคาน้ำมัน หรือถ่านหินเพื่อสร้างความได้เปรียบในตลาด ตามข้อเท็จจริงที่ว่าน้ำมันและถ่านหิน นั่นคือแหล่งพลังงาน 2 แหล่ง หลัก ๆ ที่เป็นพลังขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจของชาติแล้วน้ำมัน และถ่านหิน ยังแผ่อิทธิพลเข้าครอบงำสู่วงการเมืองในระดับชาติ และนานาชาติอย่างล้ำลึก
รอสส์ เกลบ์สแปน ผู้เขียนหนังสือชื่อว่า “The Heat is on” ได้กล่าวถึงความพ่ายแพ้ของความพยายามเยียวยาปัญหาโลกร้อนที่มีต่อโลกทุนนิยมเอาไว้และได้ยกตัวอย่างถึงปรากฏการณ์ดังกล่าวได้อย่างชัดเจนว่า บริษัทเอกชนจากภาคอุตสาหกรรมน้ำมันรถยนต์, เหมืองถ่านหินและอื่น ๆ ในสหรัฐได้ทุ่มงบประมาณอย่างสูงเพื่อแผ่อิทธิพลเข้าสู่ภาคการเมืองและยังหาทางที่จะสกัดไม่ให้สาธารณชนได้รับรู้ถึงภัยที่แท้จริงจากสภาวะอากาศเปลี่ยนแปลงด้วยสารพัดวิธี
ในระหว่างปี 1995-96 บริษัทเอกชนจากภาคอุตสาหกรรมน้ำมันถ่านหินได้เป็นผู้บริจาคเงินทางการเมืองให้กับผู้สมัครวุฒิสมาชิก และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นมูลค่ากว่า 20.8 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งในปีเดียวกันนั้น บริษัทเอกชนจากภาคอุตสาหกรรมเหมืองแร่ได้บริจาคเป็นเงิน 2.7 ล้านเหรียญสหรัฐ และจากบริษัทในภาคอุตสาหกรรมรถยนต์อีกราว 3.8 ล้านเหรียญสหรัฐทีเดียว
จึงไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใดที่การแก้ปัญหาโลกร้อนมักจะถูกสกัดกั้นจากฝ่ายการเมือง ที่มีเอกชจากภาคอุตสาหกรรมที่เป็นต้นตอแห่งปัญหาโลกร้อนกำลังชักใยอยู่เบื้องหลังอยู่เสมอ
แม้กระทั่งในเวทีระหว่างประเทศ อย่างในสนธิสัญญาเกียวโต ฝ่ายทุนนิยม ก็ยังมีชัยเสมอมา การเปิดช่องให้เกิดการซื้อขายคาร์บอนเครดิตระหว่างประเทศต่าง ๆ นั้น ไม่ใช่การแก้ปัญหาเสียทีเดียวนัก
กล่าวคือ ประเทศอุตสาหกรรมหนักที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนจนเกินระดับ สามารถซื้อเครดิตจากประเทศที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนเพียงเล็กน้อยได้ด้วย ซึ่งวิธีนี้เป็นแค่การชะลอผลลัพธ์จากโลกร้อนเท่านั้น ไม่ใช่การแก้ปัญหา ในเมื่อมีการปล่อยก๊าซคาร์บอนถูกแปรรูปไปสู่สภาพที่เป็นตัวเงินโดยที่การปล่อยก๊าซคาร์บอนในปริมาณเพิ่มมากขึ้นยังมีอยู่จริง และเกิดขึ้นอยู่เสมอ
ซ้ำร้าย การซื้อขายคาร์บอนเครดิต ซึ่งถูกมองว่าเป็นวิธีที่ดีที่สุดในเวลานี้ ก็กลับไม่ได้รับการต้อนรับจากภาคธุรกิจเอกชนเท่าใดอีกด้วย
ไม่นานมานี้ ในวงการอุตสาหกรรมการบิน ซึ่งเป็นอีกหนึ่งอุตสาหกรรมที่มีการใช้พลังงานน้ำมันในปริมาณสูง สายการบินหลายแห่งในยุโรปได้มีท่าทีต่อต้านอย่างแข็งกร้าวต่อแนวความคิดของสภาพยุโรป ที่จะให้สายการบินต่าง ๆ ซื้อ – ขายคาร์บอนเครดิต เพื่อทำการบินได้มากขึ้น
ฝ่ายสายการบินอ้างว่า กระบวนการดังกล่าวจะทำให้ต้นทุนการดำเนินการของสายการบินเพิ่มสูงขึ้นถึงราว 4 พันล้านยูโรต่อปี ซึ่งจะนำไปสู่ความเสี่ยวต่อการลดต้นทุนในด้านอื่น ๆ โดยเฉพาะแรงงาน ซึ่งอาจจะก่อให้เกิดสภาพการตกงาน และกรเทือนเศรษฐกิจโดยรวมในภายหลังได้
แนวทางที่ภาคอุตสาหกรรมการบินที่พอจะทำได้ในขณะนี้เพื่อลดก๊าซไม่พึงประสงค์ คือ ให้บริษัทผู้ผลิตเครื่องบินจากสหรัฐ ยุโรป แคนาดา จีน บราซิล ญี่ปุ่น และรัสเซีย เร่งมือพัฒนาเทคโนโลยีและผลิตเครื่องบินคาร์บอน เพื่อไม่ให้เครื่องบินเป็นพิษต่อสิ่งแวดล้อม
แต่คำถามที่เกิดขึ้นว่าเมื่อไหร่ที่เราจะสามารถสัมผัสได้กับเครื่องบินในฝันนั้นได้จริง ในขณะที่ในความเป็นจริง ณ วันนี้ อุตสาหกรรมการบินของโลกได้เติบโตและเกิดการขยายตัวอย่างรวดเร็ว ไปพร้อม ๆ กับการเผาผลาญเชื้อเพลิงและการปล่อยก๊าซที่อันตรายต่อชั้นบรรยากาศโลกได้ทรงประสิทธิภาพเกินคาด
ทั้งนี้ นับแต่การล่มสลายของสหภาพโซเวียตในปี 1990 เกือบจะ 20 ปีที่ “ทุนนิยม” ได้ครอบครองโลกแต่ฝ่ายเดียวโดยที่ไม่มีกระแสใดเข้าขัดขวาง โลกกำลังเผาผลาญทรัพยากรต่าง ๆ ในรูปแบบที่รวดเร็ว และน่ากลัวมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะเมื่อยักษ์ใหญ่อย่างจีน และอินเดีย ได้ตื่นตัวเข้าเกียร์เขาสู่เศรษฐกิจระบบตลาดอย่างเต็มกำลัง ความต้องการใช้พลังงานฟอสซิลของโลกจึงมากขึ้นไปด้วย (นอกเหนือจากสหรัฐที่เป็นเบอร์ 1 ที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนมากที่สุดในโลก)
กระนั้น กระแสการตื่นตัวของชาวโลกต่อปัญหาโลกร้อนที่เอาจริงอาจังมากที่สุดเท่าที่เคยมีมาในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2007 จึงน่าจะเป็นช่วงจังหวะที่เหมาะที่สุดที่โลกจะจุชนวนช่วงชิงความได้เปรียบ สร้างการถ่วงดุลระหว่าง ปัญหาโลกร้อน และ “ทุนนิยม” ได้มากขึ้น
โดยที่เราทุกคนสามารถเป็นพี่เลี้ยงได้ไม่ยาก แค่ร่วมใจกันประหยัดใช้พลังงาน และลดการบริโภคในสิ่งที่ไม่จำเป็นต่อชีวิตลงบ้างเท่านั้นเอง
หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันอาทิตย์ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2550 หน้า B7 |
|