พิมพ์ อีเมล์
WREC 2009-Asia
เวทีโชว์นวัตกรรมพลังงานทดแทน

•...ชนิกา สุขสมจิตร

ระเทศไทยกำลังจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมและแสดงนิทรรศการด้านพลังงานทดแทนระดับโลก ครั้งแรกในภูมิภาคเอเชีย โดยใช้ชื่อว่า World Renewable Energy Congress 2009- Asia Region (WREC 2009-Asia) ระหว่างวันที่ 19-22 พ.ค.นี้

        ความสำคัญของงานวิชาการดังกล่าวจะเป็นการรวบรวมของนักวิชาการ นักวิจัยและนักพัฒนา ด้านพลังงานหมุนเวียน ทั้งในภาคการศึกษาและภาคอุตสาหกรรมรวมไปถึงเจ้าของเทคโนโลยีด้านพลังงานหมุนเวียนทั่วโลกประมาณ 1,000-1,500 คน ซึ่งจะเดินทางมาร่วมงาน เพื่อนำเสนอผลงานวิจัยและเทคโนโลยี พร้อมแลกเปลี่ยนข้อมูล

        ไทยจะใช้โอกาสนี้ เรียนรู้ ศึกษาความเป็นไปได้จากเทคโนโลยีต่าง ๆ เพื่อนำมาปรับใช้ในประเทศ รวมทั้งการส่งเสริมให้เกิดความใส่ใจเรื่องพลังงานหมุนเวียนกันมากขึ้น

        รศ.ดร.บัณฑิต ฟุ้งธรรมสาร ผู้อำนวยการบัณฑิตวิทยาลัยร่วมด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ในฐานะประธานการจัดงาน กล่าวว่า ประเทศไทยถือเป็นประเทศแรก ๆ ในแถบนี้ที่ให้ความสำคัญกับการใช้พลังงานทดแทน พลังงานหมุนเวียน จึงไม่แปลกที่จะได้รับการประสานงานจากเครือข่ายพลังงานหมุนเวียนนานาชาติ ที่มีสำนักงานอยู่ที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ให้เป็นผู้จัดการประชุมระดับวิชาการระดับโลกครั้งนี้

        การให้ความสำคัญของพลังงานหมุนเวียนในไทย ช่วงที่ผ่านมา ถือว่าพัฒนาและเติบโตตามลำดับ เห็นได้จากนโยบายของกระทรวงพลังงาน ที่ตั้งเป้าหมายจะต้องมีสัดส่วนการใช้พลังงานทดแทน 8% ของพลังงานทั้งหมด เพื่อทำให้เกิดความมั่นคงทางด้านพลังงานของประเทศ เนื่องจากไทยอาศัยนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศมากกว่า 50% ของการใช้พลังงานทั้งหมด

        โดยเฉพาะในช่วงไหนที่ราคาน้ำมันตลาดโลกปรับสูงขึ้น การสูญเสียรายได้จากการนำเข้าน้ำมันก็สูงไปด้วย ขณะเดียวกันความกังวลต่ออายุปริมาณสำรองของเชื้อเพลิง ก็มีระยะเวลาที่แตกต่างกันไป อาทิ น้ำมันมีปริมาณสำรอง 20 ปี ก๊าซธรรมชาติ 60 ปี และถ่านหิน 250 ปี ดังนั้นจึงจำเป็นที่ไทยจะต้องเร่งหาพลังงานหมุนเวียนสำรองไว้ใช้ในประเทศให้มากที่สุด

        ความได้เปรียบของไทยที่เป็นประเทศเกษตรกรรม ทำให้มีศักยภาพในการผลิตพลังงานชีวมวล พลังงานหมุนเวียน ที่ได้จากวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตร ฟางข้าว แกลบ ทะลายปาล์ม ใบยอดอ้อย ซังข้าวโพด เศษไม้ เป็นต้น ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีที่จะแปลงสภาพให้เป็นเชื้อเพลิงที่ได้การได้ในเชิงพาณิชย์ และยังไม่รวมถึงพลังงานลม และพลังงานน้ำ ที่มีต้นทุนการผลิตในระดับที่ต่ำด้วย ส่วนใหญ่เชื้อเพลิงที่ได้เหล่านี้จะนำไปใช้เพื่อผลิตไฟฟ้า

        รศ.ดร.บัณฑิต กล่าวว่า แนวโน้มการพัฒนาพลังงานทดแทนของไทย หากเทียบกับประเทศอื่น ๆ แล้ว ไทยมีเป้าหมายในการใช้พลังงานทดแทนสูงกว่าประเทศอื่น ๆ และให้ความสำคัญมานานแล้ว โดยภายในปี 2554 จะต้องมีพลังงานทดแทนสัดส่วน 8% ของการใช้พลังงานทั้งหมดหลังจากนั้นก็มีเป้าหมายในระยะ 15 ปีข้างหน้า (2551-2565) จะมีโอกาสทำได้ถึง 12%

        อย่างไรก็ตาม เป้าหมายที่กำหนดไว้จะก้าวหน้าได้นั้น คงต้องแยกบทบาทและหน้าที่ออกเป็น 2 ส่วน คือ ภาครัฐ จะต้องมีการสนับสนุน ส่งเสริมให้มีการลงทุนผลิตเชื้อเพลิงจากพลังงานชีวมวล หรือการผลิตไฟฟ้าจากพลังงาน หมุนเวียน ซึ่งปัจจุบันมีกองทุนส่งเสริมเพื่อการอนุรักษ์พลังงานที่เข้ามาช่วยอุดหนุนเชื้อเพลิงชีวภาพ หรือโครงการลงทุนที่เกี่ยวเนื่องกันนอกจากนี้ยังมีการให้ส่วนเพิ่มราคารับซื้อไฟฟ้า (แอดเดอร์) จากพลังงานหมุนเวียน

        ด้านประชาชนก็ควรจะมีส่วนร่วมเช่นกัน โดยเก็บเงินจากผู้ใช้ไฟฟ้าเพื่อให้เข้ามาร่วมรับผิดชอบตรงนี้ด้วย โดยนำต้นทุนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนมาหารค่าเฉลี่ยในค่าไฟฟ้ารวม จ่ายเพิ่มอีกคนละนิด จะมีเงินกองทุนใหญ่ไปใช้หมุนเวียนอื่น ๆ ในการพัฒนา

        ทั้งนี้ ประเด็นที่ รศ.ดร.บัณฑิต ให้ความสำคัญในตอนนี้ คือ การผลักดันเชื้อชีวภาพยุคที่สอง เพื่อนำมาผลิตเป็นเชื้อเพลิงของเหลว

        การพัฒนาที่เราเรียกว่า “เชื้อเพลิงชีวภาพยุคที่สอง” มาจากชีวมวล วัสดุทางการเกษตรที่เหลือทิ้ง เช่น ฟางข้าว ชานอ้อย ใบยอดอ้อย เศษไม้ ก็สามารถนำมาผลิตเป็นเชื้อเพลิงเหลวได้ ไม่ว่าจะเป็นทั้งเบนซินและดีเซล

        หลักการมี 2 แนวทางหลัก คือ 1.ผลิตเอทานอลจากพืชที่มีใยมีสารเซลลูโลส ที่ย่อยสลายยาก ซึ่งเอทานอลที่ผลิตในปัจจุบันต้องใช้เอนไซม์ย่อย 2.นำชีวมวลหรือเศษไม้มาผลิตเป็นก๊าซสังเคราะห์และนำไปผ่านกระบวนการทางเคมีเพื่อผลิตเป็นดีเซล ซึ่งปัจจุบันมีเทคโนโลยีที่ทำได้ แต่มีข้อเสีย คือ ต้นทุนสูง และต้องใช้ระยะเวลา แต่ถ้ามีการเริ่มนับหนึ่งก็จะมีวันที่เห็นความสำเร็จได้

        รศ.ดร.บัณฑิต ได้กล่าวย้ำถึงการประชุม WREC 2009-Asia ครั้งนี้ ได้เชิญให้นักวิจัยทั่วโลก ส่งบทความด้านพลังงานหมุนเวียนเข้ามารวมแล้ว 300 เรื่อง จาก 35 ประเทศ คนไทยจะมีโอกาสได้เห็นงานวิจัยที่หลากหลายที่เกี่ยวข้องกับพลังงานหมุนเวียน โดยเฉพาะนักวิจัยจากเยอรมนีที่มีความเชี่ยวชาญด้านพลังงานลม

        ขณะที่นักวิจัยจากอังกฤษจะพูดถึงพลังงานน้ำที่ใช้ในการผลิตไฟฟ้า ซึ่งปัจจุบันทีเทคนิคของการสร้างโรงไฟฟ้า ที่ไม่ลำลายสิ่งแวดล้อม ไม่ต้องสร้างเขื่อนใหญ่ ซึ่งในออสเตรียและญี่ปุ่นได้เริ่มดำเนินการแล้ว

        หลักง่าย ๆ คือ การทำฝายสร้างโรงไฟฟ้ามาขวางลำแม่น้ำ จะทำให้น้ำสูงกว่าระดับเดิม 1-2 เมตร เทียบกับเขื่อนต้องสูงขึ้นจากระดับเดิม 30 เมตร แต่จะต้องทำหลายจุดในแม่น้ำ โดยแม่น้ำ 1 สาย ทำได้ 30-40 จุดเท่านั้น เป็นลักษณะของขั้นบันได เนื้อหาวิจัยเหล่านี้จะเป็นกระจกสะท้อนให้เห็นถึงการพัฒนาของพลังงานหมุนเวียนในโลก

        แม้ว่าการผลิตพลังงานหมุนเวียนจะมีต้นทุนที่สูง เมื่อเทียบกับพลังงานอื่น ๆ ที่ใช้กันทั้งก๊าซธรรมชาติ ถ่านหิน หรือน้ำมันแต่ก็มีประโยชน์ต่อสิ่งแวดล้อม และแม้ว่าเศรษฐกิจที่อยู่ในภาวะชะลอตัวเช่นนี้ อาจทำให้ความใส่ใจในเรื่องพลังงานหมุนเวียนลดน้อยลงไป แต่ถ้ามองในทางกลับกัน น่าจะใช้โอกาสนี้ ส่งเสริมเรื่องพลังงานทดแทนและการประหยัดพลังงานให้มากขึ้น เพื่อเตรียมพร้อมรอรับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์
ฉบับวันศุกร์ที่ 3 เมษายน พ.ศ.2552 หน้า B6
 
< ก่อนหน้า   ถัดไป >
mod_vvisit_counterวันนี้412
mod_vvisit_counterเมื่อวานนี้1002
mod_vvisit_counterรายเดือน8974
mod_vvisit_counterทั้งหมด148723