ในบรรดาวิชาต่าง ๆ คณิตศาสตร์น่าจะติดอันดับต้น ๆ ของวิชาที่เด็กไทยชอบน้อยที่สุดเด็กหลาย ๆ คนมักตั้งคำถามว่าเราเรียนคณิตศาสตร์ไปเพื่ออะไร โดยเฉพาะคณิตศาสตร์ในระดับมัธยมที่ไม่ใช่แค่การบวก ลบ คูณ หาร แต่ก็มีความยากและซับซ้อนมากขึ้น เช่น เรื่องฟังก์ชั่น สถิติ เซ็ต ยิ่งบวกกับธรรมชาติของเด็กวัยนี้ที่มีความคิดเป็นเหตุเป็นผลมากขึ้น ชอบตั้งคำถามกับสิ่งต่าง ๆ และถามหาความหมายของสิ่งที่เรียนรู้ |
การจัดการเรียนการสอนคณิตศาสตร์จึงจำเป็นต้องสะท้อนให้นักเรียนเห็นถึงความสำคัญของสิ่งที่เรียนรู้ เช่น ที่โรงเรียนเพลินพัฒนาซึ่งออกแบบบทเรียนคณิตศาสตร์เรื่องสถิติให้ท้าทายด้วยโจทย์โครงงานวิจัยเรื่องโลกร้อน
ครูสุภาพร กฤตยากรนุพงศ์ ครูหน่วยวิชาคณิตศาสตร์ ช่วงชั้นที่ 3 บอกเล่าเบื้องหลังโครงงานวิจัยครั้งนี้ว่า เรื่องโลกร้อนเป็นหัวข้อที่กำลังได้รับความสนใจในกลุ่มนักเรียนชั้นมัธยมตอนต้นที่ร่วมกันทำโครงการรณรงค์ลดโลกร้อนในโรงเรียน การรับบริจาคกล้าไม้เพื่อนำมาปลูกในโรงเรียนตามพื้นที่ที่ทำการสำรวจไว้ และการนำกระดาษเหลือใช้มาทำสมุดบันทึกลดโลกร้อน เมื่อต้องสอนเรื่องสถิติให้กับนักเรียนชั้น ม.3 จึงนำเรื่องโลกร้อนที่เด็ก ๆ มีความรู้และความสนใจอยู่แล้วมาเป็นโจทย์การทำวิจัยที่ต้องใช้ทฤษฎีสถิติอธิบาย ทำให้การเรียนรู้สถิติที่น่าเบื่อหน่ายกลับดูท้าทาย มีความหมาย และน่าสนใจยิ่งขึ้น
“เราให้โจทย์กับเด็กตั้งแต่ชั่วโมงแรกของการเรียนว่าให้เขาทำโครงการวิจัยที่สัมพันธ์กับปัญหาโลกร้อนในโรงเรียน โดยให้เวลา 3 สัปดาห์ในการเลือกหัวข้อการวิจัยที่สนใจและเก็บข้อมูล จากนั้นมีเวลา 3 สัปดาห์ในการนำข้อมูล จากนั้นมีเวลา 3 สัปดาห์ในการนำข้อมูล ซึ่งมีทั้งข้อมูลเชิงปริมาณและข้อมูลเชิงคุณภาพมาวิเคราะห์ พร้อมทั้งนำเสนอข้อมูลเหล่านั้นในรูปแบบต่าง ๆ เช่น ข้อความ ข้อความกึ่งตาราง แผนภูมิรูปภาพ แผนภูมิแท่ง แผนภูมิรูปวงกลม กราฟเส้น ตารางแจกแจงความถี่ ฯลฯ แล้วนำความรู้เรื่องค่าเฉลี่ย ค่ามัธยฐาน และฐานนิยม มาใช้ในการสรุปข้อมูล ก่อนจะนำผลการวิจัยที่ได้มานำเสนอต่อหน้าเพื่อน ๆ รวมถึงครูในสัปดาห์ที่ 7” คุณครูสุภาพร อธิบายถึงขั้นตอนการทำโครงการวิจัยครั้งนี้
หลังจากได้รับโจทย์สนุก ๆ เช่นนี้ไปนักเรียนก็เลือกหัวข้อการวิจัยที่ตัวเองสนใจแล้วนำมาปรึกษากับคุณครู พร้อมไปกับการเรียนรู้เรื่องสถิติและการทำวิจัย เพื่อนำสิ่งที่ได้เรียนรู้ไปใช้งานจริง จนเกิดเป็นผลงานวิจัยเรื่องโลกร้อนหลายชิ้นที่น่าสนใจในมุมมองของนักเรียนชั้นมัธยม 3
ตัวอย่างงานวิจัยเรื่อง “ปริมาณแก้วพลาสติคในโรงเรียนเพลินพัฒนากับปัญหาโลกร้อน” โดยนายจรัญพัฒณ์ บุญยัง และ นายภูมินทร์ ประชานิมิตรชัย ได้ทำการศึกษาพฤติกรรมการซื้อน้ำจากร้านค้าในโรงเรียนตั้งแต่เวลา 16.00-18.30 น. เป็นเวลา 10 วัน พบว่ากลุ่มประชากรที่มาใช้บริการมากที่สุดคือนักเรียนช่วงชั้นที่ 2 รองลงมาคือนักเรียนช่วงชั้นที่ 1 ช่วงชั้นที่ 3 ช่วงชั้นที่ 4 และบุคลากร ตามลำดับ ทำให้เกิดปริมาณขยะจากแก้วพลาสติกในช่วงเวลาดังกล่าวถึงวันละประมาณ 200 ใบ ผู้วิจัยทั้งสองจึงเสนอให้มีการรณรงค์เพื่อลดปริมาณการใช้แก้วพลาสติค โดยเริ่มจากนักเรียนช่วงชั้นที่ 2 ซึ่งเป็นผู้บริโภครายใหญ่ และได้เสนอให้ผู้ที่มีอำนาจตัดสินใจเปลี่ยนรูปแบบแก้วที่ใช้ในโรงเรียนไปพร้อมกันด้วย
ขณะที่งานวิจัยเรื่อง “จำนวนต้นไม้ในโรงเรียนเพลินพัฒนา” ของ นายธีรเมธ เปรื่องเมธางกูร ได้ศึกษาจำนวนต้นไม้ในโรงเรียนเพื่อหาปริมาณการดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในโรงเรียนจากรถยนต์ที่มารับ-ส่ง นักเรียน โดยแบ่งการศึกษาออกเป็น 2 ส่วนดังนี้ 1.การดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ของต้นไม้ จากการศึกษาพบว่าต้นไม้ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไปสามารถดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ราว 9 กิโลกรัม/ปี และจากการสำรวจต้นไม้ในโรงเรียนเพลินพัฒนาพบต้นไม้ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป (คาดคะเนจากความสูง) จำนวน 182 ต้น 2.การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของเราการศึกษาพบว่ารถยนต์จะปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ประมาณ 163 กรัม/กิโลเมตร เมื่อสำรวจการรับ-ส่งนักเรียนในโรงเรียนเพลินพัฒนา แบ่งเป็น วนส่ง 0.25 กิโลเมตร วนรับ 0.25 กิโลเมตร เมื่อนำมาคำนวณการรับ-ส่ง นักเรียนตลอดปีการศึกษา พบว่ามีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากรถยนต์ 16.3 กิโลกรัม/คัน/ปี
นายธีรเมธสรุปผลการวิจัยว่า เมื่อเทียบจำนวนต้นไม้ 182 ต้น กับจำนวนรถยนต์ที่มา รับ-ส่งนักเรียนตั้งแต่ชั้นอนุบาล-มัธยมปลาย 840 คน รวมถึงครู บุคลากร และบุคคลภายนอกที่มาติดต่อโรงเรียนแล้ว ยังเหลือก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จำนวนมากไว้เป็นภาระกับโลก
“ก๊าซเรือนกระจกที่เกิดจากมนุษย์คือคาร์บอนไดออกไซด์การที่ต้นไม้นำก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ไปสังเคราะห์อาหาร เป็นวิธีการหนึ่งที่จะช่วยลดปรากฏการณ์โลกร้อนได้ผมจึงศึกษาเรื่องจำนวนต้นไม้ในโรงเรียนเพื่อให้ชุมชนเพลินพัฒนาเห็นความสำคัญ และช่วยกันแก้ปัญหาปรากฏการณ์โลกร้อนด้วยวิธีการต่าง ๆ ทั้งการเพิ่มจำนวนต้นไม้ในโรงเรียน และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในโรงเรียน เช่น นักเรียนที่บ้านอยู่ทางเดียวกันก็อาจอาศัยมารถคันเดียวกัน” นายธีรเมธกล่าวถึงแรงบันดาลใจในการเลือกทำโครงการวิจัยชิ้นนี้
งานวิจัยเรื่องอื่น ๆ ก็เช่น การวิจัยเรื่องการใช้ถุงผ้าในโรงเรียน การใช้กระดาษของนักเรียนช่วงชั้นที่ 2-3 รวมไปถึงงานวิจัยบางชิ้นที่ดูแล้วไม่น่าจะเกี่ยวพันกับโลกร้อน เช่นงานวิจัยเรื่อง “การรับประทานอาหารว่างของนักเรียนช่วงชั้นที่ 3” แต่ผู้วิจัยกลับชี้ให้เห็นว่าการ ประกอบอาหารนั้นต้องใช้ทรัพยากรและพลังงาน เมื่ออาหารเหลือก็จะมีกระบวนการกำจัดที่สิ้นเปลืองพลังงานเช่นกัน ก่อนจะสรุปผลการวิจัยโดยเรียกร้องให้เพื่อนนักเรียนรับประทานอาหารว่างให้หมดเพื่อลดปัญหาโลกร้อนอีกทางหนึ่ง เป็นหนึ่งในมุมมองเรื่องโลกร้อนของวัยรุ่นที่ผู้ใหญ่หลายคนอาจนึกไม่ถึง
การทำโครงการวิจัยในครั้งนี้ไม่เพียงทำให้การเรียนเรื่องสถิติมีมิติและน่าสนใจมากขึ้นเท่านั้น แต่ยังเปิดโอกาสให้นักเรียนได้ใช้ความคิดในการเชื่อมโยงปัญหาโลกร้อนเข้ากับปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นรอบตัว ได้ตอบโจทย์ปัญหาด้วยการใช้ความรู้ทางทฤษฎีสถิติ ได้ฝึกการคิดวิเคราะห์ การคิดเชิงระบบ และยังเป็นการหยิบยกประเด็นที่กำลังได้รับความสนใจในสังคมมาเป็นโจทย์การเรียนรู้ ซึ่งตอบสนองความอยากรู้จักโลกภายนอกของเด็กวัยนี้ได้เป็นอย่างดี
“เด็ก ๆ มีความกระตือรือร้นในการทำงานวิจัยครั้งนี้กันมาก เราให้โจทย์เหมือนกับว่าให้ทำวิจัยเรื่องโลกร้อน แต่เด็ก ๆ เขามีความคิดและจินตนาการกว้างไกล เราจึงได้เห็นผลงานวิจัยที่มีหัวข้อไม่ซ้ำกันเลย พอทำแล้วเขาก็ได้เรียนรู้เรื่องสถิติ เรื่องการทำวิจัย รู้จักการนำข้อมูลมาวิเคราะห์ และยังได้รู้ประโยชน์ของวิชาสถิติโดยที่เราไม่ต้องบอก แต่เขาเข้าใจจากการลงมือทำงานจริงด้วยตัวเอง” ครูสุภาพรกล่าว
คงจะดีไม่น้อยถ้าเราทำให้การเรียนรู้เชื่อมโยงไปสู่การนำไปใช้ ทำให้บทเรียนมีชีวิต เป็นสิ่งที่สัมผัสได้ ซึ่งจะทำให้นักเรียนสนุกกับการเรียนรู้มองเห็นคุณค่าและความหมายของสิ่งที่เรียน
• นันทิยา ตันศรีเจริญ •
หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับวันพุธที่ 15 เมษายน พุทธศักราช 2552 หน้า 23 | |