'นิวเคลียร์' อนาคตพลังงานไทย ทางเลือก ทางรอด หรือทางตัน?
ตราบใดที่มนุษย์ยังต้องกิน ต้องอยู่พลังงาน ก็เป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องนำมาใช้เพื่อความอยู่รอดในการดำรงชีวิต และเพื่อใช้ในการพัฒนาวิทยาการต่าง ๆ ที่ไม่อาจหยุดนิ่งอยู่กับที่ กระแสชีวิตจึงขับเคลื่อนไปไม่ได้หากขาดพลังงาน |
แต่เมื่อกาลเวลาผ่านไป ประชากรมากขึ้นความจำเป็นต้องใช้พลังงานจึงมากขึ้นตามลำดับ ความวิตกกังวลถึงอนาคตของมนุษยชาตินำไปสู่การสรรหาพลังงานทางเลือกต่าง ๆ มาใช้ไม่ว่าจะเป็นพลังงานจากถ่านหิน น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และพลังงานสะอาดจากธรรมชาติ
แต่พลังงานหนึ่งที่ถูกจับตามองมากที่สุดตั้งแต่ก้าวเข้ามาในกระบวนการอุตสาหกรรม และกลายเป็นกรณีเป็นข้อถกเถียงถึงความก้ำกึ่งระหว่างข้อดีและข้อเสีย เห็นจะไม่พ้น พลังงานนิวเคลียร์
ในขณะที่เสียงจากฝั่งรัฐบาลและฝ่ายนายทุนเฝ้าเพียรบอกว่า เทคโนโลยีพลังงานนิวเคลียร์จะเป็นกลไกอันหนึ่งที่ช่วยส่งเสริมการพัฒนาประเทศในด้านสำคัญ ทั้งการอุตสาหกรรม การเกษตร การแพทย์และอนามัย ด้านพลังงานสิ่งแวดล้อม และการจัดการทรัพยากร ทั้งทางตรงและทางอ้อม
แต่กลับมีเสียงจากมุมอีกมุมหนึ่งสวนกลับขึ้นมาเช่นเดียวกันว่า “นิวเคลียร์” จะนำหายนะมาสู่มวลมนุษย์
เสียงเล็ก ๆ นี้มาจากวงเสวนาเรื่อง “กะเทาะเปลือกนิวเคลียร์ : ทางออกของพลังงานทางเลือกจริงหรือ?” จัดร่วมอยู่ในช่วงหนึ่งของงานปาฐกถามูลนิธิโกมลคีมทอง ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยมีนักวิชาการมาร่วมเปิดประเด็นและถกปัญหาการเป็นพลังงานทางเลือกใหม่แต่หน้าเก่าของพลังงานนิวเคลียร์ให้ได้ฟังกัน
ชื่นชม สง่าราศรี กรีเซน นักวิชาการอิสระด้านพลังงาน ผู้ก่อตั้ง “กลุ่มพลังไท” ที่ศึกษาและพัฒนาพลังงานที่ยั่งยืน เริ่มเล่าถึงความเป็นมาของการก่อกำเนิดพลังงานนิวเคลียร์และการได้เข้ามาเป็นความหวังใหม่แก่มนุษย์ในการพัฒนาโลก
นิวเคลียร์รุ่งเรื่องได้ไม่นาน เพราะในปี 1979 ได้เกิดอุบัติเหตุครั้งใหญ่ที่สั่นคลอนวงการอุตสาหกรรมและกระเทือนความเชื่อมั่นของพลังงานนิวเคลียร์ คือ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่เกาะทรีไมล์ ในสหรัฐอเมริกา และที่เมืองเชอร์โนบิล สหภาพโซเวียต
“อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นในเกาะทรีไมล์ รุนแรงถึงขั้นทำให้เตาปฏิกรณ์หลอมละลายไปบางส่วน ทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้านี้วิศวกรออกมายืนยันเป็นมั่นเป็นเหมาะว่าไม่มีทางเกิดอุบัติเหตุได้แน่นอน หลังเหตุการณ์นั้นก็ตามมาติด ๆ ด้วยโศกนาฏกรรมนิวเคลียร์ครั้งใหญ่ที่เมืองเชอร์โนบิล ในปี 1985 ที่ทำให้เตาปฏิกรณ์หลอมละลายจนทะเลกำแพงที่ห่อหุ้ม มิหนำซ้ำยังปล่อยกัมมันตภาพรังสีออกมาปนเปื้อนไปได้บริเวณกว้างทั่วทั้งยุโรปและฝั่งตะวันออกของอเมริกาเหนือ ตรงนี้มันทำให้สังคมควรต้องช่วยกันเฝ้าดูในเรื่องของน้ำหนักคำพูดของผู้เชี่ยวชาญ นักฟิสิกส์ นักวิศวกร เพราะสิ่งที่เราคิดว่ามันศักดิ์สิทธิ์ เป็นเทคโนโลยีชั้นสูงที่เกินกว่าจะเข้าใจได้ มันไม่ได้ศักดิ์สิทธิ์จริงอย่างที่พูดกัน ซึ่งตรงนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่นำไปสู่ยุคเสื่อมถอยของพลังงานนิวเคลียร์”
อุบัติเหตุครั้งนั้น กลับถูกมองเป็นเรื่องความผิดพลาดของมนุษย์ ไม่ใช่เป็นเพราะเทคโนโลยีไม่ดี
หลังจากนั้นก็ยังมีอุบัติเหตุย่อย ๆ เกิดขึ้นอีกหลายร้อยครั้ง เพียงแต่ครั้งหลังไม่รุนแรงเหมือนครั้งทรีไมล์และเชอร์โนบิล “ชื่นชม” กล่าวว่า ที่ผ่านมาทางอุตสาหกรรมมีการสัญญาขายฝันว่า “ไม่ต้องห่วง” เพราะได้พัฒนาเทคโนโลยีเตาปฏิกรณ์รุ่นใหม่ที่ปลอดภัยไร้กังวล
แต่เทคโนโลยีที่ว่ายังคงเป็นแค่เทคโนโลยีบนกระดาษ ที่ยังไม่เห็นอนาคต
ประเด็นความปลอดภัยยังไม่หมดแค่นั้นเพราะสิ่งที่ตามมาของอุตสาหกรรมนิวเคลียร์ คือ ผลผลิตที่ชื่อว่า กากกัมมันตภาพรังสี ที่จะมีอายุยืนยาวไปนับหมื่นนับแสนปี ซึ่งต้องมีระบบการจัดการที่ดีพอ ทั้งเรื่องสถานที่ จะต้องไกลจากระบบนิเวศ ไกลจากมนุษย์ และไกลจากสังคม เพื่อที่จะทนทานต่อการกัดกร่อนของกัมมันตภาพรังสีจากกากนิวเคลียร์ และอยู่ภายใต้การอารักขาความปลอดภัยตลอด 24 ชั่วโมง
ยังต้องระวังเรื่องการนำไปใช้ในการก่อการร้าย ดังตัวอย่างความเสียหายที่ฮิโรชิมาและนางาซากิ ซึ่งเป็นสิ่งที่มีให้เห็นแล้วถึงอานุภาพการทำลายล้าง การหาพื้นที่ที่เหมาะสมจึงเป็นการยาก และยิ่งในกรณีของไทยก็น่าเป็นห่วงที่ว่ามาตรการความปลอดภัยจะถึงระดับที่ไว้วางใจได้หรือไม่
ถึงแม้จะมีการดูแลกำกับจากหน่วยงานที่ชื่อว่า ทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศหรือไอเออีเอ (IAEA) ซึ่งทำหน้าที่ในการกำกับความปลอดภัยของพลังงานนิวเคลียร์ แต่บทบาทหน้าที่ก็ดูเหมือนจะขัดแย้งกันเองในตัว
เพราะด้านหนึ่งเป็นผู้ส่งเสริมให้มีการใช้พลังงานนิวเคลียร์แต่อีกด้านหนึ่งก็มรหน้าที่ที่ต้องควบคุม
ผลงานการกำกับดูแลขององค์กรนี้จึงเป็นที่น่ากังขา และกรณีที่ประเทศสมาชิกที่ลงนามสนธิสัญญาไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ แต่ผลปรากฏว่ามีประเทศถึง 1 ใน 3 ที่แอบผลิตอาวุธนิวเคลียร์
นอกจากเรื่องความปลอดภัยแล้ว ชื่นชมยังเปิดประเด็นถึงเรื่อง ต้นทุนที่ใช้ในการผลิต ซึ่งมีราคาสูงต่างจากคำโฆษณาสวยหรูที่ว่า “พลังงานนิวเคลียร์ราคาถูกจนไม่ต้องจดหน่วยเก็บตังค์” อันนี้ตรงกันข้ามกับความเป็นจริงโดยสิ้นเชิง เธอว่าเช่นนั้น
โรงไฟฟ้านิวเคลียร์หลายแห่งประสบปัญหางบบานกว่าที่คาดคะเนถึง 6 เท่า จนต้องหยุดดำเนินการสร้างไปกลางคัน ซึ่งเงินที่นำมาดำเนินการสร้างก็ไม่ใช่อื่นไกล แต่มาจากการสนับสนุนของภาครัฐ ที่นำมาจากภาษีของประชาชนอีกที
ชื่นชมกล่าวถึงกระแสเรื่องพลังงานนิวเคลียร์จะฟื้นคืนชีพมาอีกครั้งว่าความจริงแล้วไม่ได้กลับมาอย่างที่คิด เพราะมีโรงใหม่เกิดขึ้นไม่มากเมื่อเทียบกับพลังงานอื่น ๆ
เช่นพลังหมุนเวียน ที่มีการขยายตัวมากกว่านิวเคลียร์ 30 เท่าตัวแต่กระแสเรื่องนี้มาจากคนในอุตสาหกรรมนิวเคลียร์ที่พยายามโหนกระแสโลกร้อน เพื่อมาขอเงินทุนก้อนใหม่ โดยบอกว่านิวเคลียร์จะแก้ปัญหาโลกร้อนได้
แต่เมื่อลองเทียบกันแล้ว พลังงานอื่น ๆ สามารถช่วยลดโลกร้อนได้มากกว่าพลังงานนิวเคลียร์ถึง 11 เท่า ฉะนั้นการลงทุนพลังงานอื่น ๆ อย่างเช่นพลังงานสะอาด จึงเป็นการแก้ปัญหาสภาวะโลกร้อนได้ดีกว่า
“พลังงานนิวเคลียร์ไม่ใช่พระเอกที่ช่วยแก้ปัญหาโลกร้อน แต่ควรจะหลีกทางให้กับพลังงานอื่น ๆ ที่จะได้มีโอกาสในการพัฒนาได้มากกว่าที่ผ่านมาพลังงานนิวเคลียร์ไม่ใช่คำตอบ เพราะเทคโนโลยีก็ไม่ได้พัฒนาไปถึงขึ้นปลอดภัยหายห่วง การกำกับดูแลก็ยังมีปัญหา ต้นทุนก็ไม่ได้ถูกจริง”
ในมุมมองของนักเศรษฐศาสตร์ก็มีความเห็นไม่ต่างกัน ดร.เดชรัต สุขกำเนิด อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ให้ความเห็นต่อการคาดการณ์ของรัฐบาลที่ว่าจะมีการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นมากจากเดิมในตัวเลขที่สูงลิบ
แต่ผลปรากฏว่าตัวเลขจริงต่ำกว่าที่คาดถึง 3,000 เมกะวัตต์
นั่นหมายความว่าประเทศไทยยังไม่จำเป็นต้องสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ และปัจจุบันมีผู้ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนขายเข้าสู่ระบบแล้วหลายพันเมกะวัตต์ ตรงนี้ก็เพียงพอและยังมั่นใจได้มากกว่า ถึงแม้จะมีผลกระทบแต่ก็น้อยมากเมื่อเทียบกับพลังงานนิวเคลียร์พลังงานทางเลือกอื่นจึงสะอาดและคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้หมุนเวียนอยู่ในระบบได้ดีกว่า
อีกเหตุผลที่ทำให้การสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ไม่คุ้มค่าเป็นเพราะต้องพึ่งทรัพยากรน้ำมากมาย ในการใช้เป็นตัวหล่อเย็น ควบคุมอุณหภูมิเตาปฏิกรณ์ซึ่งเป็นตัวที่มีความร้อนมากกว่าเชื้อเพลิงตัวอื่น ทำให้เกิดปัญหาการขาดแคลนน้ำ
เช่น ในรัฐฟลอริดาของสหรัฐอเมริกาก็มีปัญหาในเรื่องนี้ โรงไฟฟ้าบางแห่งจึงต้องหยุดการก่อสร้างเพราะกลัวว่าจะมีปัญหาการขาดแคลนน้ำ ส่วนที่แพงของโรงไฟฟ้าก็คือ ค่าบำรุงเพราะต้องใช้ความละเอียดประณีตในการดูแลต้นทุนการก่อสร้างในแต่ละแห่งจึงสูง นอกจากนี้การก่อสร้างต้องมีเงินอัดฉีด ซึ่งต้นทุนหลักก็มาจากการสนับสนุนของรัฐบาล ถ้ามีความผิดในการก่อสร้าง จะเผาผลาญเงินภาษีประชาชนเข้าไปอีกเรื่อย ๆ ซึ่งนี่คือปัญหาที่เกิดขึ้นในแง่มุมของนักเศรษฐศาสตร์
โรงไฟฟ้านิวเคลียร์จึงเป็นอุตสาหกรรมขายฝันที่เต็มไปด้วยการกล่าวอ้างเกินจริง มีราคาแพง และความเสี่ยง ทั้งในแง่เวลา ความปลอดภัย และงบประมาณ
เพราะฉะนั้นที่โฆษณาที่เกินจริง กำลังการผลิตไฟฟ้าของพลังงานลมและแสงอาทิตย์กำลังเพิ่มมากขึ้นในขณะที่นิวเคลียร์ลดลงเรื่อย ๆ เพราะฉะนั้นแนวโน้มพลังงานของโลกไม่ได้มุ่งไปสู่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ดังที่รัฐกล่าวอ้าง
“ผมค่อนข้างมั่นใจว่าตราบใดที่เรามีทางเลือก ตราบนั้นเราไม่จำเป็นที่จะต้องการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ แต่ถ้าเราถูกบีบให้ไม่มีทางเลือก สิ่งนั่นแหละคือสิ่งที่ประชาชนควรจะได้รับรู้และทำความเข้าใจกับสิ่งที่เขากำลังจะเผชิญ” ดร.เดชรัตกล่าวสรุป
เรื่องของนิวเคลียร์คนอาจจะคิดว่าเป็นเรื่องไกลตัวสำหรับเรา บางคนอาจจะคิดถึงความจำเป็นต้องมีการสร้าง แต่ขอ “ไม่ให้อยู่ในหลังบ้านเราก็พอ”
“เพราะฉะนั้นถึงเวลาที่เราควรจะมาคิดได้แล้ว ว่าเราจะมีส่วนร่วมได้อย่างไรในการกำหนดอนาคตของตัวเราเอง” คำกล่าวสุดท้ายก่อนปิดวงเสวนา
สถานการณ์วันข้างหน้าจะเป็นอย่างไร เป็นสิ่งที่ต้องตามดูอย่างใกล้ชิด
หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับวันพุธที่ 8 เมษายน พุทธศักราช 2552 หน้า 20 | |