พิมพ์ อีเมล์
มลพิษของเชื้อเพลิง อี85
เรื่องเก่าที่เอามาเล่าใหม่?

ากนโยบายส่งเสริมพลังงานทดแทน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสนับสนุนการใช้รถยนต์ Flexible Fuel Vehicle: FFV และเชื้อเพลิง E85 ของกระทรวงพลังงานในช่วงที่ผ่านมา สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาก็คือ การมีทั้งเสียงสนับสนุนและเสียงคัดค้านจากหลายฝ่าย แต่หากมองในมุมที่เกิดประโยชน์แล้ว ท้ายที่สุดสิ่งที่หลายฝ่ายต้องการเห็นคือ ผลประโยชน์ของประเทศในระยะยาว ทั้งลดการลดการนำเข้าเชื้อเพลิงจากต่างประเทศการขาดดุลการค้าที่ลดลง การพึ่งพาตนเองในด้านพลังงาน คิดเป็นเม็ดเงินจำนวนมหาศาล และท้ายที่สุดการสร้างรายได้รวมทั้งการยกระดับความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นให้กับเกษตรกร

        การใช้เชื้อเพลิง E85 มีสิ่งที่ต้องพิจารณาอยู่หลายประการ อาทิ อัตราการสิ้นเปลือง จำนวนรถยนต์ FFV ที่สามารถใช้เชื้อเพลิงดังกล่าวได้ในปัจจุบัน ปริมาณวัตถุดิบ สถานีจำหน่าย เป็นต้น ซึ่งขณะนี้ถือว่าหลายปัจจัยมีความกระจ่างในรายละเอียด และพร้อมเดินหน้าตามนโยบายที่ภาครัฐกำหนดไว้ อย่างไรก็ตามมีประเด็นที่สำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นมาเพื่อขอให้มีการทบทวนหรือชะลอนโยบายดังกล่าว นั่นคือ การปลดปล่อยมลพิษจากการใช้เชื้อเพลิง E85 ซึ่งผลการศึกษาจากองค์กรชั้นนำระดับโลกต่างชี้ว่า E85 มีการปล่อยสารพิษในปริมาณที่น้อยมากเมื่อเทียบกับสารชนิดอื่นโดยมีข้อสนับสนุนดังนี้

        การใช้เชื้อเพลิง E85 ได้มีการพิสูจน์แล้วจากหลายงานวิจัย รวมถึงการทดสอบหลายขั้นตอนโดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกาได้มีการทดสอบเกี่ยวกับการปล่อยมลพิษมากว่า 10 ปี โดยผลการทดสอบที่ได้พบว่าการใช้เชื้อเพลิง E85 สามารถลดมลพิษที่ออกมาจากไอเสียได้เกือบทุกชนิด ทั้งคาร์บอนมอนอกไซด์ (CO) ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ออกไซด์ของไนโตรเจน (NOx) และโททัลไฮโดรคาร์บอน (THC) ซึ่งเป็นมลพิษหลักที่อยู่ในข้อกำหนดของมาตรฐานไอเสียต่าง ๆ ทั่วโลก

        เหตุผลสำคัญคือ เชื้อเพลิง E85 ที่มีส่วนผสมของเอทานอลอยู่ถึง 85 เปอร์เซ็นต์ เป็นเอทานอลที่มีสารประกอบไฮโดรคาร์บอนที่มีความบริสุทธิ์สูงมากกว่า 99.5 เปอร์เซ็นต์ เมื่อผ่านการเผาไหม้จึงสะอาดกว่าน้ำมันเบนซินมาก ขณะที่น้ำมันเบนซินโดยทั่วไปมีองค์ประกอบของไฮโดรคาร์บอนตั้งแต่ประมาณ C4-C15 จำนวนมากกว่า 500 ชนิด จึงยากแก่การเผาไหม้ได้สมบูรณ์ และมีสารที่เป็นมลพิษตกค้างออกมาจากไอเสียจำนวนมาก

        สารพิษ “อัลดีไฮด์” (Aldehyde) ที่มีการหยิบยกขึ้นมาเพื่อเป็นประเด็นในการทบทวนนโยบาย การส่งเสริมเชื้อเพลิง E85 นั้น แน่นอนว่า เมื่อเกิดการเผาไหม้เชื้อเพลิงประเภทเอทานอลที่ไม่สมบูรณ์ ก็จะมีการปลดปล่อยอัลดีไฮด์ออกมาในปริมาณมาก แต่ข้อเท็จจริงจากการทดสอบของ U.S. Government Agency และ U.S.-Department of Energy โดยความร่วมมือและดำเนินงานอง 3 หน่วยงาน คือ National Renewable Laboratory, Automotive Testing Laboratories และ Environmental Research and Development Corp.พบว่า การใช้เชื้อเพลิง E85 ช่วยลดสารก่อมลพิษที่กำหนดตามมาตรฐานไอเสีย 4 ชนิด คือ นันมีเทน ไฮโดรคาร์บอน (NMHC) CO, CO2 และ NOx

        เมื่อเปรียบเทียบความเป็นพิษแล้ว สารอัลดีไฮด์ถือว่ามีความเป็นพิษน้อยที่สุด (the least potent) หรือมีความเป็นพิษน้อยกว่าสารพิษชนิดอื่นทั้งเบนซินและ 1,3-butadiene ถึง 125 เท่า (U.S.EPA, 1999) ดังนั้น จึงถือได้ว่า แม้รวมเอาปริมาณอัลดีไฮด์ที่เพิ่มขึ้นแล้ว ระดับความเป็นพิษโดยรวม (the toxicity potency) ยังน้อยกว่าการปล่อยมลพิษจากน้ำมันเบนซินอยู่อีกมาก

        การจัดกลุ่มสารที่ก่อให้เกิดมะเร็ง U.S.EPA ได้ระบุอย่างชัดเจนว่า ทั้งสารฟอร์มัลดีไฮด์และอะเซตัลดีไฮด์ (acetaldehyde) ถูกจัดให้อยู่ในกลุ่ม PROBABLE ที่เรียกง่าย ๆ ว่าเป็นกลุ่มที่มีความเป็นไปได้ที่จะเป็นสารก่อมะเร็ง ในขณะที่สารพิษอีก 2 ชนิด คือ 1,3-putadi-ene ถูกจัดอยู่ในกลุ่ม KNOWN ซึ่งมีความหมายว่าสารในกลุ่มนี้ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าเป็นสารก่อมะเร็งจริง

        จากการศึกษาเรื่องอัลดีไฮด์ทั่วโลก โดยเฉพาะของ Volkswagen ในประเทศบราซิลที่ประสบความสำเร็จในด้านการพัฒนาเอทานอล พบว่าสารอัลดีไฮด์เกือบทั้งหมดถูกกำจัดได้หลังจากผ่าน Catalytic Converter (CAT) ซึ่งเป็นอุปกรณ์ลดมลพิษที่มีการใช้กันในรถยนต์มาตั้งแต่ปี ค.ศ.1987 และเป็นมาตรฐานที่รถยนต์ในปัจจุบันทุกคนต้องมีเมื่อไอเสียถูกลดมลพิษโดยผ่าน CAT แล้วจะพบว่าปริมาณอะเซตัลดีไฮด์ที่เหลืออยู่นั้นมีปริมาณน้อยมากจนไม่มีนัยสำคัญทางสถิติที่จะก่อให้เกิดความเป็นพิษ ทั้งในด้านของปริมาณ และความสามารถในการเกิดความเป็นพิษที่ต่ำมาก (Risk Facotr=0.008)

        ดังนั้น หากรถยนต์ที่ใช้งานอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ไม่เกิดความบกพร่องของ CAT ก็ไม่มีทางที่จะก่อให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับมลพิษที่กล่าวถึง เว้นแต่อุปกรณ์ดังกล่าวมีความบกพร่องของ CAT ก็ไม่มีทางที่จะก่อให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับมลพิษที่กล่าวถึง เว้นแต่อุปกรณ์ดังกล่าวมีความบกพร่องหรือหมดอายุการใช้งาน ซึ่งนั่นก็ไม่ใช่ปัญหาที่เกิดจากการใช้เชื้อเพลิงเอทานอลแต่อย่างใด ด้วยเหตุนี้ ประเทศต่าง ๆ อาทิ สหรัฐอเมริกา สวีเดน เยอรมนี บราซิล จีน ฯลฯ จึงมั่นใจในการประกาศใช้เอทานอลเป็นพลังงานทดแทนของชาติในปัจจุบัน

        สุดท้ายนี้ การที่จะเดินหน้าส่งเสริมการใช้เชื้อเพลิงเอทานอลนั้น ทุกประเทศต่างมีการศึกษาผลกระทบในการใช้เอทานอลด้านต่าง ๆ อย่างละเอียด จนได้ข้อมูลที่ชัดเจน นำไปสู่การตัดสินใจใช้ผลทดสอบหรือผลการศึกษาดังกล่าวไปอ้างอิง เพื่อเดินหน้านโยบายการใช้พลังงานทดแทน โดยเฉพาะการใช้เชื้อเพลิงเอทานอลซึ่งประเทศต่าง ๆ เหล่านี้ล้วนแต่มีบุคลากรที่มีความรู้ ความสามารถ มีเครื่องมือและอุปกรณ์ที่ครบครัน ทันสมัย รวมทั้งมีความใส่ใจในสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนในประเทศไม่ได้น้อยไปกว่าประเทศไทยเลยด้วยประสบการณ์การพัฒนาที่ยาวนานและการศึกษาวิจัยตลอดระยะเวลากว่า 30 ปีที่ผ่านมาของทั้งประเทศบราซิล สหรัฐอเมริกา สวีเดน ฯลฯ จึงเป็นสิ่งที่ประเทศไทยต้องนำมาศึกษาต่อยอดหรือประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมและเกิดประโยชน์กับเราให้ได้มากที่สุด

  เสกสรรค์ พรหมนิช  

หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน
ฉบับวันศุกร์ที่ 10 เมษายน พุทธศักราช 2552 หน้า 26
 
< ก่อนหน้า   ถัดไป >
mod_vvisit_counterวันนี้375
mod_vvisit_counterเมื่อวานนี้1002
mod_vvisit_counterรายเดือน8937
mod_vvisit_counterทั้งหมด148685