'สโลว์ฟู้ด' กินช้า ๆ เพื่อเปลี่ยนแปลงโลก
เคยนึกย้อนพฤติกรรมการกินของเราในวิถีที่เร่งรีบอย่างในปัจจุบันกันบ้างหรือไม่ มีประโยชน์ มีโทษประการใด? มีที่มาที่ไปจากไหน?
นอกจากกินอิ่ม กินอร่อยแล้ว รู้หรือไม่ว่าการกินยังมีความหมายอื่นอีก...ความหมายนั้นยิ่งใหญ่ถึงขั้น เปลี่ยนโลก!! |
วันนี้ มูลนิธิชีววิถี หรือ BIOTHAI เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก ชุมชนคนรักป่า และสถาบันต้นกล้า ผนึกกำลังเป็น “เครือข่ายกินเปลี่ยนโลก” ขึ้นมา
โดยตั้งความหวังให้เกิดการเปลี่ยนแปลงการกินในสังคมอันเร่งรีบในปัจจุบันให้ช้าลง หรือเป็นสโลว์ฟู้ด นั่นเอง
ในนามของ สโลว์ฟู้ด ชัดเจนอยู่แล้วว่าเป็น “อาหารช้า” ตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิงกับอาหาร “ฟาสต์ฟู้ด” ที่เรียกประชดประชันว่า “แดกด่วน”
อาหาร “สโลว์ฟู้ด” ต้องไม่ใช่อาหารที่พร้อมจะเข้าไมโครเวฟด้วย แต่ต้องเป็นอาหารที่ใช้ความละเมียดละไมในการทำ วัตถุดิบที่ใช้ทำอาหารต้องมีคุณค่า จนกระทั่งการปรุงก็ต้องให้สารอาหารทางด้านโภชนาการ
แต่ถ้าจะวากันแบบเข้าใจง่าย ๆ หลักใหญ่ใจความคือ ความรื่นรมย์ในการรับประทานนั่นเอง
สำหรับ เครือข่ายกินเปลี่ยนโลก นั้น คล้ายกับเป็นลำน้ำย่อยที่แตกแขนงมาจาก สมาคมสโลว์ฟู้ด ซึ่งมีต้นธารอยู่ที่ เมืองตูลิน ประเทศอิตาลี ประเทศซึ่งได้ชื่อว่ามีสุนทรียศาสตร์ทั้งในเรื่องศิลปะและอาหาร
แต่เพราะอิตาลีถูกอาหารฟาสฟู้ดรุกคืบ จึงทำให้นักหนังสือพิมพ์ชาวอิตาเลียนชื่อ คาร์โลเปตรินี ชักชวนเพื่อนฝูงที่มีแนวคิดเหมือนกัน รวมตัวกันเป็นสมาคมสโลว์ฟู้ด โดยใช้สัญลักษณ์ “หอยทาก” เป็นเครื่องหมายการค้า เพราะ “หอยทาก” เปรียบเป็นตัวแทนของความไม่เร่งรีบนั่นเอง
ปัจจุบัน สมาคมสโลว์ฟู้ด มีสมาชิกกระจายอยู่ทั่วโลกประมาณ 80,000 คน
ส่วนเครือข่ายกินเปลี่ยนโลกในประเทศไทย ก็มุ่งเน้นความสำคัญด้านการกินเช่นเดียวกัน โดยหวังที่จะสร้าง วัฒนธรรมอาหารช้า กลับมาสู่สังคมไทย
เป็นการกินแบบดั้งเดิมที่ใกล้ชิดธรรมชาติ กินแบบรู้ที่มาที่ไปของอาหารที่กิน และเป็นการกินอย่างไม่ผลาญทรัพยากรเพื่อสนองความต้องการอย่างที่เป็นอยู่ ไม่เอาเปรียบแรงงาน ไม่กินอาหารผูกขาดของบรรษัท และไม่ทำลายวิถีการผลิตของชุมชน
กิ่งกร นรินทรกุล ณ อยุธยา รองผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถี หนึ่งในแกนหลักผู้จัดตั้งเครือข่ายกินเปลี่ยนโลกในไทย ส่งเสียงอุทธรณ์ต่อสังคมที่เอาแต่นิยมการบริโภคแบบฟาสฟู้ด ว่าทุกวันนี้คนเราไม่ยอมเสียเวลากับเรื่องกิน ซึ่งทำให้คนเราไม่รู้ว่ากินอะไรเข้าไปบ้าง เมื่อเทียบกับเวลาที่จะซื้อโน้ตบุ๊กสักตัว หรือรถยนต์สักคันยังใช้เวลาตรวจสอบแล้วตรวจสอบอีกใช้เวลานานมาก แต่พอเป็นเรื่องอาหารที่ต้องกินเข้าปากทุกวัน กลับไม่เคยตรวจสอบเลย
“เราถูกทำให้เชื่อว่าไม่มีทางเลือก แต่จริง ๆ แล้วเรามีทางเลือกถ้าเรารู้เพิ่มอีกนิดเสียเวลาอีกหน่อย ซึ่งมีหลัก 2 ข้อ คือกินอย่างมีความรู้ และกินอย่างเป็นธรรม” กิ่งกรว่า
“กินอย่างมีความรู้” ที่เธอว่าก็คือ กินของดี กินของสด ไม่ใช่ของแช่แข็งซึ่งมาจากไหนก็ไม่รู้ตรวจสอบก็ไม่ได้ ที่สำคัญต้องไม่มีการใส่สารเคมีมากจนเกินกำลังร่างกายจะรับไหว
ส่วน “กินอย่างเป็นธรรม” คือการกินที่จะสนับสนุนรายเล็กรายน้อยโดยปรับเปลี่ยนพฤติกรรมไปพร้อมกันทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภค
“ผู้ผลิตที่เป็นชาวบ้านเราก็ส่งเสริมให้ลดการใช้สารเคมี ค่อย ๆ ลด ละ เลิก เพราะเอาเข้าจริง ๆ สิ่งเหล่านี้ไม่ต่างจากยาเสพติดซึ่งเขาเคยชินว่าถ้าไม่ฉีดยาผลผลิตก็ไม่ดีเราบอกว่าเกษตรยั่งยืนดีกว่า คือ ยั่งยืนทั้งชีวิตเรา และต้นทุนก็ไม่สูง แต่ว่าชาวบ้านถามว่าจะขายที่ไหนล่ะ เราจึงต้องมาคุยกับผู้บริโภคในเมืองที่เคยชินแต่การกินผักไม่มีรู สวยเป๊ะ ถ้าผู้บริโภคยังรักที่จะกินอย่างนี้ต่อไปก็คงตายกันหมด” กิ่งกรอธิบาย
ประเด็นที่เธอกล่าวนั้นคล้ายเรื่องตลกร้ายเรื่องหนึ่งซึ่งมีอยู่ว่า รถขนผักทำผักตกกลางทางก่อนจะไปส่งถึงตลาด คนขับบอกให้เพื่อนรีบเก็บผักขึ้นรถโดยเร็ว เพราะกลัวว่าหมูชาวบ้านจะมากินแล้วตาย!!!
และอีกหนึ่งเรื่องจริงของสังคม ผู้ใหญ่ที่เคารพท่านหนึ่งเคยเล่าให้ฟังว่าเห็นชาวสวนกำลังเก็บถั่วฝักยาวฝักอวบอิ่มสีสันเขียวสดสวยงาม จึงเข้าไปขอซื้อ ชาวสวนรีบร้องบอกว่ายังกินไม่ได้เพิ่งจะฉีดยาฆ่าแมลง แต่มือของชาวสวนผู้นั้นยังคงเก็บถั่วฝักยาวที่ว่านั้นใส่กระบุงเพื่อเอาไปขายในตลาด
ที่ยกตัวอย่างมานั้น คือความสัมพันธ์ระหว่างผู้ปลูกที่รู้จักผู้กิน และผู้กินรู้จักผู้ปลูก แต่ถ้าทั้งสองฝ่ายไม่รู้จักกันน่ากลัวว่าชีวิตหมูของชาวบ้านจะมีค่ามากกว่าลูกค้าในตลาดเสียกระมัง
ดังนั้น เวลานี้เครือข่ายกินเปลี่ยนโลกจึงเร่งทำความเข้าใจกับคนเมืองในเรื่องของการกิน
อันดับแรกคือ ทำกิจกรรมผ่านสื่อกิจกรรมถัดมา เครือข่ายเปิดรับอาสาสมัครที่จะมาทำกิจกรรมต่าง ๆด้วย ซึ่งบทบาทของอาสาสมัคร คือการเปลี่ยนแปลงตัวเอง แล้วก็เปลี่ยนแปลงคนรอบ ๆ ตัวเช่น คนในครอบครัว เพื่อนที่ทำงาน และอาจจะมีการแอ๊คชั่นโดยตรง
กิ่งกรบอกถึงกิจกรรมที่ต้องเร่งทำอันดับต่อไป คือ จะมีการจัดมหกรรมใหญ่สองครั้ง – ครั้งแรกไปร่วมจัดกับ มหกรรมสมุนไพร ในช่วงต้นเดือนกันยายน 2552 ครั้งที่สองเป็นมหกรรมสโลว์ฟู้ดไทยแลนด์จัดในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2553
คนที่อยากเปลี่ยนแปลงการกินของตนเองสำหรับคนเมืองที่คุ้นชินอยู่กับกิจวัตรประจำวันเดิม ๆ อาจยังนึกไม่ออกว่าควรจะเริ่มต้นเปลี่ยนแปลงจากจุดไหน
เรื่องนี้ กรรณิการ์ กิตติเวชกิจ คณะทำงานเอฟทีเอ วอทช์ และยังเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการกินอย่างละเมียด มีข้อแนะนำว่า
เริ่มต้นด้วยการเร่งรีบให้น้อยลง
เธอยกตัวอย่าง อาหารเช้า ซึ่งเป็นอาหารมื้อแรกของวันที่ใครหลายคนมองข้าม แนะนำว่าให้ลองตื่นเช้าเพื่อทำเองที่บ้าน จะช่วยแก้ปัญหาผงชูรส หรือหากทำไม่ได้ก็ลองหาร้านที่รู้จักเขาและรู้จักเรา เพื่อให้แน่ใจได้ว่าอาหารที่เขาทำเป็นอาหารที่ทำให้สุขภาพดีได้
ส่วนมื้อกลางวันนั้นจะเป็นไปได้หรือไม่ที่พนักงานบริษัทจะรวมตัวกันตั้งกลุ่มขึ้นมาต่อรองกับโรงอาหารให้ทำอาหารที่มีคุณภาพมากที่สุด อาจจะต่อรองด้วยการลดต้นทุนให้ร้านค้า โดยการไม่ต้องเสียค่าเช่า แต่ไปเพิ่มคุณภาพของอาหารแทน
“เราไม่ได้หวังให้คนกินแบบคนรวย กินแบบคุณหญิงคุณนาย....ไม่ใช่ เราขอให้คุณกินอย่างที่คนกินรู้จักคนปลูก กินอย่างที่เห็นความหลากหลายของมัน อย่างใบกะเพรามันมีใบเล็กใบใหญ่หรือใบที่ข้างหลังสีม่วง ซึ่งจะหอมกว่าใบที่ข้างหลังสีขาว อะไรแบบนี้ นั่นจะทำให้คนปลูกมีแรงปลูกออกมา เมื่อก่อนคนต้องการแต่ใบใหญ่ ๆ ใบเล็ก ๆ ขายไม่ได้ แต่ถ้าเรากินหลากหลายผู้ปลูกรายเล็กรายน้อยเขาก็จะเติบโต”
กรรณิการ์กล่าวต่อว่า เคยสำรวจสูตรน้ำพริกใน 4 ภาคว่ามีมากขนาดไหน ซึ่งพบว่ามีเป็นหมื่นชนิดได้ และน้ำพริกเป็นสัญลักษณ์ในการใช้วัตถุดิบท้องถิ่น แล้วเวลากินต้องคู่กับผักพื้นบ้าน
“ฉะนั้น การที่น้ำพริกคงอยู่ ผักพื้นบ้านคงอยู่มันคือความหลากหลายทางชีวภาพ ให้คนเห็นว่าไม่ได้มีแค่น้ำพริกกะปิกับน้ำพริกปลาทู แต่มันยังมีน้ำพริกอีกเต็มไปหมดที่เข้ากับชุมชนนั้น ซึ่งมีน้ำพริกเหล่านี้จะกินอร่อยมากเมื่อกินคู่กับผักท้องถิ่นแล้วโยงไปถึงคนปลูกผักท้องถิ่น ทำให้เขาสามารถดำรงอยู่ได้ และเกิดการไหลเวียนของเงินในชุมชน”
ทั้งหลายทั้งปวงเวลากินอาหาร เมื่อผู้ผลิตและผู้บริโภครู้จักกันแล้ว เวลากินผู้บริโภคก็จะนึกถึงความเป็นธรรมที่มีให้แก่ผู้ผลิต ไม่ใช่การไปกดดันคนปลูกว่าจะต้องปลูกผักให้ราคาถูกที่สุดเท่าที่จะปลูกได้ ให้สวยที่สุดเท่าที่จะสวยได้ ซึ่งหากความต้องการเป็นเช่นนั้น ในที่สุดคนปลูกจะไปจ้างแรงงานพม่า หรือไม่ให้ค่าจ้างแต่ให้ค่ากินิยู่แทนแล้วคนงานพม่าก็ฉีดสารเคมีสารพัดเพื่อให้ผักหรือพืชที่เรากินนั้นมีต้นใหญ่ ใบสวย
“คุณก็จะต้องได้กินอย่างนั้น เพราะคุณต้องการอย่างนั้น” กรรณิการ์กล่าวตบท้าย
เรื่องของการกินแบบช้า ๆ ที่กล่าวมา ฟังดูแล้วอาจเป็นเรื่องความฝัน เพราะเงื่อนไขของเวลาและสภาวะเศรษฐกิจในยุคปัจจุบัน
แต่ถ้าหากไม่มีการเริ่มต้น-ก็จะไม่มีการเปลี่ยนแปลง และเมื่อได้เริ่มต้นแล้วแม้การเปลี่ยนแปลงนั้นไม่ได้รวดเร็วฉับพลัน แต่เป็นไปแบบช้า ๆ
เชื่อว่าผลที่ตามมานั้น นอกจากสภาพชีวิตการกินอยู่ที่ดีขึ้นแล้วย่อมต้องยั่งยืนและมั่นคงแน่นอน
หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับวันอังคารที่ 7 เมษายน พุทธศักราช 2552 หน้า 20 | |