หนาวจัดจากโลกร้อน สาเหตุสุดพิสดาร
ความเย็นยะเยือกในกรุงเทพฯ และหนาวจับจิตในต่างจังหวัด ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในประเทศไทยเท่านั้น หลายประเทศทั่วโลกต่างก็ได้พบเจอกับฤดูหนาวครั้งหฤโหดยิ่งกว่าครั้งใด ทำให้บางพื้นที่มีโอกาสได้สัมผัสกับหิมะเป็นครั้งแรก |
ฤดูหนาวที่ผิดแผกไปจากครั้งที่ผ่าน ๆ มา เริ่มส่อเค้าให้เห็นตั้งแต่ต้นเดือนม.ค. ปี 2551 กับข่าวหิมะตกเป็นครั้งแรกในรอบ 100 ปี ที่ภูมิภาคตะวันออกกกลางอย่างประเทศอิรัก ชาวกรุงแบกแดด รวมไปถึงคนในภาคตะวันออกและภาคกลางของอิรัก ได้ตื่นตาตื่นใจกับปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นครั้งแรกในรอบศตวรรษ ท่ามกลางอุณหภูมิที่ลดลงมาอยู่ที่ระดับศูนย์องศาเซลเซียส
ประเทศเพื่อนบ้านอย่างอิหร่าน ก็เกิดปรากฏการณ์เดียวกันนี้บริเวณพื้นที่ทางตอนเหนือ ในเมืองมาซันดารัน และเมืองที่อยู่ใกล้กับทะเลสาบแคสเปียน และมีพายุหิมะถล่มอย่างรุนแรงในเมืองทางตอนเหนือของประเทศ ซึ่งหนาวเหน็บในครั้งนี้ ส่งผลให้ชาวอิหร่านจำนวนมากถึงกับเสียชีวิต
เช่นเดียวกับที่ประเทศเคนยา ในทวีปแอฟริกาเมื่อวันที่ 5 ก.ย. ของปีเดียวกัน เกิดหิมะตกหนักนานกว่า 12 ชั่วโมง ปกคลุมพื้นที่ 1.2 แสนตารางเมตรในเมืองบูซารา ห่างจากกรุงไนโรบี ไปทางตะวันตกเฉียงเหนือ ราว 225 กิโลเมตร ซึ่งได้สร้างความงุนงงให้กับประชาชนภายในเมืองดังกล่าว ถึงกับวิ่งออกจากบ้าน เพื่อมาดูปรากฏการณ์ที่ไม่เคยเห็นมาก่อนในชีวิต พร้อมกับลองชิมรสของเกล็ดน้ำแข็งสีขาวอย่างสนุกสนาน
ส่วนในทวีปเอเชีย หลังจากที่เริ่มต้นปีใหม่ได้ไม่นาน ก็ต้องเผชิญกับความหนาวเย็นมากกว่าทุกปีเป็นครั้งแรกเหมือนกัน โดยที่ประเทศอินเดีย แม้จะไม่มีรายงานการเกิดหิมะ แต่ด้วยสภาพอากาศหนาวเย็นแผ่ปกคลุมในหลายเมือง ตั้งแต่กรุงนิวเดลีไปจนถึงทางตอนเหนือของประเทศ ทำให้อุณหภูมิภายในประเทศลดลงมาเหลือเพียง 4 องศาเซลเซียสเท่านั้น และมีผู้เสียชีวิตจากสภาพความหนาวเย็นไปแล้วอย่างน้อย 34 ราย
ส่วนที่กรุงปักกิ่ง เมืองหลวงของจีน อุณหภูมิได้ลดลงมาอยู่ที่ 10 องศาเซลเซียส พร้อมกับเกิดพายุหิมะตกหนักในเขตปกครองตนเองชินเจียง ทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศ ไปตลอดจนถึงเขตมองโกเลีย และมณฑลกานซู
สำหรับในภาคพื้นยุโรปนั้น เริ่มที่กรุงมาดริดประเทศสเปน สำนักงานอุตุนิยมวิทยารายงานว่าสภาพอากาศที่หนาวเย็นมากกว่าทุกปี ได้ทำให้เกิดพายุหิมะตกหนักในเขตภาคกลางของประเทศอย่างที่ไม่เคยปรากฏขึ้นมาก่อน ส่งผลทำให้ท่าอากาศยานหลายแห่งในประเทศต้องปิดให้บริการ และมีผู้โดยสารนับพันคนต้องติดค้างอยู่ที่สนามบินนานหลายชั่วโมง
ขณะที่เส้นทางการจราจรบนท้องถนนในมาดริดก็ยังพบอุปสรรคจากหิมะที่กองทับถมหนา จนรถยนต์ไม่สามารถเคลื่อนผ่านไปได้ และติดขัดเป็นระยะทางยาวกว่า 400 กิโลเมตร พร้อมกับการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนอีกกว่า 10 ราย ทั้งในและรอบเมืองหลวงของสเปน
ขณะที่ในประเทศเยอรมนี ก็มีรายงานเช่นกันว่า สภาพอากาศที่หนาวที่สุดในรอบ 100 ปี ได้ทำให้แม่น้ำหลายสายในประเทศต้องกลายสภาพเป็นน้ำแข็ง ปิดกั้นเส้นทางขนส่งทางน้ำ รวมถึงมีรายงานผู้เสียชีวิตจากสภาพอากาศด้วยอีก 3 ราย
ด้านประเทศบัลแกเรีย ที่ไม่เพียงต้องตกอยู่ในสภาพขาดแคลนก๊าซ อันเนื่องมาจากข้อพิพาทเรื่องก๊าซธรรมชาติระหว่างบริษัทพลังงานรายใหญ่ในรัสเซีย บริษัท กาซพรอม กับรัฐบาลยูเครนเท่านั้นแต่ยังต้องเผชิญกับสภาพอากาศอันหนาวเหน็บที่อุณหภูมิติดลบถึง 17 องศาเซลเซียส ติดต่อกันเป็นเวลาหลายวันแล้ว ทำให้โรงเรียนหลายแห่งปิดการเรียนการสอน ทางการต้องประกาศภาวะฉุกเฉินในหลายพื้นที่ ขณะที่หมู่บ้านมากกว่า 300 แห่ง ต้องตกอยู่ในสภาพไม่มีไฟฟ้าใช้ ตลอดจนประชาชนเริ่มตกอยู่ในสภาพขาดแคลนอาหารและน้ำดื่ม
ส่วนที่โปแลนด์ ก็ประสบกับชะตากรรมเดียวกันโดยมีผู้เสียชีวิตไปแล้ว 83 คน นับตั้งแต่เริ่มย่างเข้าสู่ฤดูหนาวในช่วงต้นเดือน พ.ย.ปีที่ผ่านมา โดยผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่ล้วนเป็นผู้ไร้ที่อยู่อาศัย
ด้านประเทศโรมาเนีย อุณหภูมิที่ติดลบ 30 องศาเซลเซียส ทำให้เกิดพายุหิมะกระหน่ำลงมาอย่างไม่ขาดสายตั้งแต่วันที่ 3 ม.ค. เป็นต้นมา ในแคว้นทรานซิลเวเนีย ที่อยู่ห่างจากกรุงบูดาเปสต์ราว 200 กิโลเมตร นับเป็นสภาพอากาศที่หนาวจัดที่สุดในรอบ 50 ปีที่ผ่านมา และสภาพอากาศที่เย็นยะเยือกดังกล่าว ก็ยังเย็นจัดจนทำให้ชาวบ้านไม่สามารถจุดไฟในเตาเผาผิงภายในบ้าน เพื่อสร้างความอบอุ่นได้ด้วย
ขณะที่ในฝรั่งเศส เมืองตากอากาศริมชายฝั่งตะวันออกเฉียงใต้ ที่มักอบอุ่นด้วยไอแดดอย่างมาร์กเซย์ กลับต้องเผชิญกับพายุหิมะเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี จนทำให้สนามบินและการจราจรตามท้องถนนในเมืองต้องกลายเป็นอัมพาต และกลายเป็นข่าวใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประเทศฝรั่งเศสในฤดูหนาวนี้
สำนักงานอุตุนิยมวิทยา ในกรุงลอนดอน ของอังกฤษ รายงานต่อเนื่องด้วยว่า อังกฤษก็เป็นอีกประเทศหนึ่งที่ต้องเผชิญกับสภาพอากาศที่หนาวเย็น และต่อเนื่องไปอีกหลายวัน โดยล่าสุดอุณหภูมิในช่วงเช้ามืดของวันเสาร์ที่ 17 ม.ค. หล่นลงไปติดลบอยู่ที่ 30 องศาเซลเซียสแล้ว ก่อนที่จะปรับสูงขึ้นเล็กน้อยในช่วงสายของวันเดียวกัน ซึ่งถือเป็นสภาพอากาศที่หนาวเย็นที่สุดในรอบ 30 ปี
ขณะที่ประเทศอิตาลี ได้เกิดสภาพอากาศที่แปรปรวนอย่างหนัก โดยมีทั้งพายุหิมะและพายุฝนตกกระหน่ำลงมาอย่างหนักบริเวณทางตอนใต้ของประเทศ ส่งผลให้ทางการต้องประกาศภาวะฉุกเฉินโดยเฉพาะที่กรุงโรม ได้เกิดน้ำไหลบ่าเข้าท่วมอุโมงค์ลอดใต้ถนน เนื่องจากระดับน้ำในแม่น้ำทิเบอร์และอานิเอเน เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ก่อให้เกิดความวุ่นวายแก่การขนส่งทางบกอย่างมาก
ส่วนที่สหรัฐ สภาพอากาศที่หนาวเย็นถึงขึ้นผิดปกติ เริ่มส่อเค้าให้เห็นมาตั้งแต่กลางเดือน ธ.ค. กับพายุหิมะถล่มนครลาสเวกัส รัฐเนวาดา ซึ่งเป็นพื้นที่ทะเลทรายส่วนใหญ่ เป็นครั้งแรกในรอบ 30 ปี จนหิมะทับถมกันสูงถึง 3.6 ฟุต สร้างความประหลาดใจให้กับผู้คนทั่วประเทศ และพากันมาดูปรากฏการณ์ที่แปลกธรรมชาติครั้งนี้กันอย่างล้นหลาม
จากนั้นเป็นต้นมา ก็มีรายงานของสำนักงานอุตุนิยมวิทยา ถึงการเกิดพายุลมหนาวพัดกระหน่ำอย่างรุนแรง ตั้งแต่รัฐชายแดนที่ติดกับแคนาดา ไปจนถึงมลรัฐฟลอริดา ทางตอนใต้ ติดกับมหาสมุทรแอตแลนติก ซึ่งหลายเมืองในมลรัฐมิชิแกน มีอุณหภูมิทำสถิติต่ำสุดติดลบตั้งแต่ 10-19 องศาเซลเซียส
ขณะเดียวกัน อุณหภูมิในแถบตอนกลางของประเทศฝั่งตะวันตก ขึ้นไปทางเหนือจนถึงภาคตะวันออกของประเทศ ได้ลดลงมาอยู่ที่ระดับต่ำกว่าจุดเยือกแข็งเช่นกัน พร้อมคาดการณ์กันว่าสภาพอากาศหนาวจัดเช่นนี้ จะยังคงแผ่ปกคลุมสหรัฐต่อเนื่องไปจนถึงวันจัดงานพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีของบารัก โอบามา
สภาพอากาศหนาวเย็นครั้งรุนแรงที่สุดในรอบหลายปีที่ผ่านมา ตั้งแต่นครชิคาโก มลรัฐอิลลินอยส์สหรัฐ ที่เกิดหิมะตกหนักที่สุดครั้งที่ 4 ในรอบ 124 ปี ไปจนถึงสภาพอากาศที่หนาวเย็นที่สุดในรอบ 30 ปี ในกรุงลอนดอน อังกฤษ ยังกลายเป็นประเด็นที่ทำให้นักวิชาการบางกลุ่ม อย่าง โจเซฟ บาสต์ ประธานสถาบันวิจัยฮาร์ตแลนด์ ในชิคาโก ถึงกับยืนยันว่า วิกฤตการณ์ภาวะโลกร้อนนั้นได้สิ้นสุดลงไปแล้ว
อย่างไรก็ตาม เว็บไซต์ เดอะ เดลีกรีน กลับลงบทความที่สวนทางกับความคิดดังกล่าว โดยมองว่าการเกิดความแห้งแล้ง ไฟป่า น้ำท่วม พายุ คลื่นความร้อน หรือความหนาวเหน็บในแต่ละครั้งนั้นเป็นเพียงปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติเท่านั้น ทว่าระดับ “ความถี่” และ “ความรุนแรง” ของเหตุการณ์เหล่านี้ต่างหาก ที่ต้องจับตามองในฐานะตัวบ่งชี้ผลกระทบของภาวะโลกร้อน
บทความดังกล่าวยังสอดคล้องกับที่ มิเชล จาร์โรด์ เลขาธิการองค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (ดับเบิลยูเอ็มโอ) แห่งสหประชาชาติ กล่าวด้วยว่าสภาพอากาศที่หนาวเย็นในยุโรปเวลานี้ บางส่วนเป็นผลพวงมาจากภาวะลานินญา ที่ทำให้อุณหภูมิของพื้นผิวน้ำบริเวณใกล้เส้นศูนย์สูตร ในมหาสมุทรแปซิฟิก ลดต่ำลงอย่างรวดเร็วนั่นเอง
ขณะเดียวกัน แม้ว่าสภาพอากาศตั้งแต่ปี 2551 จนถึงต้นปี 2552 นี้ จะมีความหนาวเย็นมากกว่าปีก่อนหน้า แต่ปี 2551 ก็ยังถือเป็นปีที่ร้อนที่สุดติดอันดับ 1 ใน 10 ปีที่ร้อนที่สุดของโลกเช่นเดิม
ส่วน ฟิล โจนส์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยสภาพอากาศแห่งมหาวิทยาลัยอีสแองเกลีย ในอังกฤษ ก็ย้ำปิดท้ายว่า ไม่ว่าสภาพอากาศหนาวเย็นในเวลานี้จะช่วยหยุดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกไว้ได้ชั่วคราวหรือไม่ แต่ที่แน่ชัดก็คือ อุณหภูมิโลกในปีนี้หรือในปีที่ผ่านมา ยังไม่ใช่สถิติต่ำสุด ในอนาคตข้างหน้าเราจะต้องเจอการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิที่สุดขั้วกว่านี้ ซึ่งแน่นอนว่าวิกฤตการณ์โลกร้อนยังไม่ได้จบลง
จากอุณหภูมิที่ลดลงอยู่ในขณะนี้ นายสมชาย ใบม่วง ผู้อำนวยการสำนักพยากรณ์อากาศ กรมอุตุนิยมวิทยา อธิบายว่า สาเหตุที่อากาศหนาวเย็นตั้งแต่วันที่ 11 ม.ค.ที่ผ่านมาก มีสาเหตุจากอิทธิพลของความกดอากาศสูงจากประเทศจีนระลอกใหญ่ที่พัดเข้าปกคลุมประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง ทำให้ทั่วทุกภาคของไทยมีอุณหภูมิลดต่ำลงจนมีอากาศหนาว โดยเฉพาะภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีอากาศหนาวจัด จนลบสถิติเดิมในช่วงเวลาเดียวกันของเดือนม.ค. ไม่เว้นแม้แต่พื้นที่กรุงเทพฯ อุณหภูมิต่ำที่สุดในรอบ 10 ปี วัดได้ต่ำสุด เมื่อวันที่ 11 ม.ค. วัดได้ 14.7 องศาเซลเซียสที่ท่าอากาศยานดอนเมือง แต่ก็ยังไม่ถือว่าต่ำสุดเพราะจากสถิติเมื่อ 54 ปี ที่ผ่านมา เมื่อวันที่ 12 ม.ค. 2498 กรุงเทพฯ เคยเย็นสุดขีดถึง 9.9 องศาเซลเซียส
ผู้อำนวยการสำนักพยากรณ์อากาศ เห็นว่าในระยะหลัง ๆ มานี้ คนกรุงเทพฯ ส่วนใหญ่คุ้นเคยแต่อากาศร้อนต่อเนื่อง ไม่ได้สัมผัสอากาศหนาวเย็นมานาน จึงทำให้เกิดความรู้สึกหนาวกว่าปกติ
สำหรับฤดูหนาวปีนี้จะเต็มฤดูกาลจนสิ้นสุดในเดือน ก.พ.นี้ ตั้งแต่ปลายสัปดาห์อากาศจะอุ่นขึ้นอีก 1-2 องศาเซลเซียส และจากนั้นคาดว่าจะมีความกดอากาศจะแผ่ลงมาอีกเป็นระลอก ๆ คราวละ 3-5 วัน แต่จะไม่หนาวจัดแล้ว โดยเฉลี่ยก็จะประมาณจะมีอุณหภูมิอยู่ประมาณ 20 องศาเซลเซียส
“ลมหนาวจากจีนระลอกใหญ่ที่เข้ามาครั้งนี้ มีขนาดกำลังแรง ทำให้ทุกพื้นที่ของไทยเจออากาศที่เย็นในรอบ 10 ปี ขณะเดียวกันอิทธิพลของความเย็น ยังทำให้ลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือพัดแรงขึ้น ทำให้ภาคใต้ฝั่งตะวันออกได้รับอิทธิพล ไล่ตั้งแต่พื้นที่ประจวบคีรีขันธ์ลงไป และเจอคลื่นซัดฝั่ง หรือมอนซูนเซิร์จ ที่มาจากมรสุมแรงบวกกับน้ำทะเลหนุน” นายสมชายกล่าว
ด้วยอิทธิพลของอากาศหนาวเย็นในขณะนี้ ทำให้ปริมาณการใช้น้ำประปาในกรุงเทพฯ ลดลง ซึ่งอาจเหมาได้ว่าคนกรุงเทพฯ นิยมซักแห้ง หรือไม่อาบน้ำนั่นเอง
ในเรื่องนี้ นายวีรชาติ โอฬาพิริยะกุล รองผู้ว่าการการประปานครหลวง เปิดเผยว่า เนื่องจากอากาศหนาว ทำให้ประชาชนใช้น้ำประปาลดลงวันละ 3 แสนลูกบาศก์เมตร จากปกติเคยสูบน้ำให้วันละ 4.8 ล้านลูกบาศก์เมตร โดยเมื่อวันที่ 12 ม.ค.ที่ผ่านมาอากาศหนาวกว่าปกติ ส่งผลให้การจ่ายน้ำลดลงเหลือเพียง 4.5 ล้านลูกบาศก์เมตรเท่านั้น
ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา อดีตนักวิทยาศาสตร์นาซา และผู้เชี่ยวชาญด้านภาวะโลกร้อน เห็นว่าอากาศที่เย็นในเมืองไทยขณะนี้ คือผลที่เห็นได้ชัดเจนจากสภาวะโลกร้อนที่เกิดขึ้นอย่างลุกลามบริเวณขั้วโลกเหนือและขั้วโลกใต้ ซึ่งหิมะกำลังละลายทุกนาที อุณหภูมิสูงขึ้นเฉลี่ย 4 องศาเซลเซียส และกำลังกลายเป็นปรากฏการณ์ตรงกันข้ามกับประเทศในแถบยุโรป ที่มีอากาศร้อนเพิ่มสูงขึ้น ในขณะที่เมืองไทยอุณหภูมิเฉลี่ยเย็นลง 1 องศาเซลเซียสทั่วประเทศ
ดร.อาจอง บอกอีกว่า สิ่งที่คนไทยจะได้เห็นต่อไป คือ อุณหภูมิที่จะหนาวเย็นนานกว่าปกติ ซึ่งปกติแล้วเมืองไทยจะหนาวในช่วงคาบเกี่ยวเดือน ธ.ค.-ม.ค. ไม่เกิน 3 สัปดาห์ แต่ครั้งนี้มีแนวโน้มว่าจะหนาวเย็นยาวนานกว่าปกติ
“ผมพูดเล่นแค่ว่ามีโอกาสที่จะเกิดหิมะตกในเมืองไทยได้ ถ้ามีปัจจัยตัวแปรอื่นเสริม เช่น อุณหภูมิถึง 0 องศาเซลเซียส และต้องมีความชื้นกับเมฆเกิดขึ้นในปริมาณที่เหมาะสม อย่างที่เห็นหิมะตกในประเทศจีนและและเวียดนามที่ผ่านมา ส่วนที่กรุงเทพฯ โอกาสที่จะมีหิมะตกคงเป็นไปได้ยาก” ดร.อาจองกล่าว
ดร.อาจอง อธิบายเพิ่มเติมว่า ภาวะโลกร้อนทำให้เกิดปรากฎการณ์ทางธรรมชาติที่รุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ ดังเห็นได้จากความปั่นป่วนที่เกิดขึ้นทั่วโลก เช่น ลมพายุพัดแรง ปริมาณน้ำทะเลสูงขึ้น รวมถึงปรากฏการณ์แผ่นดินไหว เนื่องจากแผ่นเปลือกโลกมีการเคลื่อนตัว และอาจเกิดสึนามิได้อีกครั้ง
ดร.อาจอง กล่าวเตือนด้วยว่า ประชาชนไม่ควรตื่นตระหนกเกินไปหรือมองเฉพาะความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น แต่ต้องช่วยกันหามาตรการป้องกันให้เกิดความเสียหายน้อยที่สุด วิธีที่ทุกคนสามารถทำได้ คือการปลูกต้นไม้เพื่อเพิ่มโอโซนและลดปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ การประหยัดพลังงานทั้งไฟฟ้าและน้ำมัน ซึ่งจะช่วยชะลอวิกฤตโลกร้อนได้
ขณะที่ รศ.ดร.ธนวัตร จารุพงษ์สกุล อาจารย์ประจำภาควิชาธรณีวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยอธิบายสาเหตุของอากาศหนาวที่ยาวนานว่า เป็นผลกระทบจากสภาวะโลกร้อน เพราะประเทศไทยตั้งอยู่ในซีกโลกเหนือ ใกล้เส้นศูนย์สูตรมาก ช่วงฤดูหนาว ทำให้โดนแสงอาทิตย์ตรง ๆ เมื่อโลกร้อนขึ้น มวลอากาศร้อนก็ลอยตัวขึ้น หน้าหนาวลมมรสุมที่พัดอากาศหนาวจากไซบีเรียมาประเทศไทย มาแทนที่ภาวะโลกร้อน ทำให้ลมมรสุมดังกล่าวร้ายแรงกว่าในอดีต ภาวะโลกร้อนจะกระทบกับทุกฤดู หน้าร้อนจะร้อนมากและนานขึ้น หน้าฝนจะทิ้งช่วงและมีฝนฟ้าคะนอง และเมื่อฝนตกหนักจะทำให้เกิดแผ่นดินถล่มถี่ขึ้น
จากการสำรวจพบว่า ในช่วง 5 ปีหลัง จนถึงปัจจุบันเกิดแผ่นดินถล่มมากกว่าในอดีตถึง 10 เท่า บริเวณภาคใต้ก็มีคลื่นสูงกว่าปกติ 2 ถึง 4 เมตร จากการวัดความแรงของลม เดิมเพียง 8 นอต ในปัจจุบันขึ้นสูงถึง 13 นอต ผลกระทบจากอากาศแปรปรวนจะส่งผลไปถึงพืชผลทางการเกษตร และอาจจะทำให้มีโรคใหม่ ๆ เกิดขึ้น รวมทั้งการระบาดของแมลง
ทางด้าน น.สพ.อลงกรณ์ มหรรณพ นายสัตวแพทย์ช่วยราชการประจำนักพระราชวังระบุว่า สภาพอากาศหนาวจะส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของสัตว์เลื้อยคลาน ซึ่งเป็นสัตว์เลือดเย็นต้องอาศัยความร้อนจากแสงแดดในการย่อยอาหารและกระตุ้นระบบไหลเวียนโลหิต และอากาศหนาวเย็นจะทำให้ตัวอ่อนที่อยู่ในไข่สัตว์เลื้อยคลานมีโอกาสเป็นเพศเมียทั้งหมด เพราะโดยหลักธรรมชาติหากอุณหภูมิในอากาศต่ำ จะทำให้เชื้อตัวผู้ที่อยู่ในไข่มีโอกาสตายได้สูง หากไม่มีเพศผู้เหลืออยู่ ก็อาจจะเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ได้ง่าย
ส่วน นายสมิทธ ธรรมสโรช ประธานกรรมการอำนวยการศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ เห็นว่าสภาพอากาศที่แปรปรวนอย่างหนักในรอบทศวรรษนี้ มีสาเหตุสำคัญจากสภาวะโลกร้อน โดยถือเป็นปรากฏการณ์ที่ผิดปกติของธรรมชาติ และเป็นสัญญาณเตือนถึงภัยธรรมชาติอื่น ๆ
นายสมิทธ กล่าวอีกว่า ผลพวงจากสภาพอากาศที่แปรปรวนจะกระทบต่อพืชผลทางการเกษตรอย่างหนัก โดยเฉพาะข้าวเปลือกที่อาจมีเมล็ดลีบแบน ต้นข้าวไม่แข็งแรง ผลผลิตต่อไร่ลดลง รวมถึงปศุสัตว์ที่อาจเจ็บป่วยด้วยโรคจากหน้าหนาว ยกเว้นผลไม้เมืองหนาว เช่น ลิ้นจี่ และลำไย ที่อาจได้ผลผลิตงอกงามดี แต่หากมองโดยภาพรวม ถือเป็นความสูญเสียมากกว่า
ขณะเดียวกันมวลอากาศเย็นที่เคลื่อนตัวเข้ามาไม่เพียงจะทำให้อุณหภูมิลดต่ำลง แต่ยังส่งผลให้เกิดมรสุมแรง โดยเฉพาะพื้นที่ชายฝั่งอ่าวไทย ตั้งแต่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ จนถึง จ.นราธิวาส ซึ่งอาจได้รับความเสียหายจากน้ำทะเลกัดเซาะ
“ความรุนแรงของคลื่นลมขณะนี้ เทียบเท่ากับสตอร์มเซิร์จขนาดเล็ก (คลื่นพายุซัดชายฝั่ง) โดยมีความเร็วลมประมาณ 50 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ทำให้คลื่นมีความสูงถึง 2-3 เมตร และจะยิ่งเป็นอันตรายมาก หากเกิดคลื่นพายุในช่วงที่น้ำทะเลขึ้นสูง” นายสมิทธ กล่าว
หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ ฉบับประจำวันอาทิตย์ที่ 18 มกราคม พ.ศ.2552 หน้า A3 | |