จาก EIA ถึง HIA เครื่องมือใหม่ สำหรับการแก้ปัญหาความขัดแย้ง
วันชัย ตัน
อีเมลนี้จะถูกป้องกันจากสแปมบอท แต่คุณต้องเปิดการใช้งานจาวาสคริปเพื่ออ่านมันได้
HIA เป็นศัพท์ใหม่ในแวดวงคนทำงานด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อม เวลาออกเสียง ต้องออกเสียงแยกทีละตัวอักษรว่า เอชไอเอ อย่าออกเสียงเป็นคำเดียว จะไปพ้องกับสัตว์เลื้อยคลานชนิดหนึ่งที่มักปรากฏตัวในทำเนียบรัฐบาล |
ก่อนหน้านี้ หลายคนคงจะคุ้นกับคำว่า อีไอเอ (Environment Impact Assessment-EIA) มีความหมายถึงการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งตามพระราชบัญญัติสิ่งแวดล้อม พ.ศ.2535 ระบุว่า โครงการขนาดใหญ่ใด ๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมทางเจ้าของโครงการจะต้องทำรายงานการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม หรืออีไอเอให้กับเจ้าหน้าที่รัฐเป็นคนตรวจสอบว่า จะมีมาตรการในการจัดการปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นอย่างไร หากอีไอเอไม่ผ่านหรือสอบตก การทำโครงการนั้นก็ยังไม่สามารถเกิดขึ้นได้
ที่ผ่านมาการทำอีไอเอมักจะได้รับการวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นเครื่องมือสร้างความชอบธรรมให้กับเจ้าของโครงการมากกว่าเป็นเครื่องมือในการปกป้องคุ้มครองผู้ถูกกระทำ ชาวบ้าน หรือทรัพยากรธรรมชาติ
บริษัทที่ปรึกษารับจ้างทำอีไอเอ มักจะทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมโอนเอียงไปทางให้ประโยชน์แก่ฝ่ายเจ้าของโครงการมากกว่า ส่วนหนึ่งเพราะเจ้าของโครงการคือผู้ว่าจ้างจ่ายเงินทำอีไอเอจึงต้องทำตามออเดอร์ของผู้ว่าจ้าง
โครงการสร้างเขื่อนในผืนป่าขนาดใหญ่ เราจึงมักจะได้ยินว่ารายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมระบุว่า พื้นที่อ่างเก็บน้ำจากการสร้างเขื่อนมักเป็นป่าเสื่อมโทรมแทนที่จะเป็นป่าอุดมสมบูรณ์
โครงการสร้างโรงงานอุตสาหกรรม เรามักจะได้ยินเสมอว่าปริมาณของสารพิษที่ปล่อยออกจากปล่องควันอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน
แต่หากผู้คนบริเวณรอบ ๆ โรงงานเหล่านี้ป่วยเป็นโรคทางเดินหายใจ หรือโรคมะเร็งมากผิดปกติ ก็มีแนวโน้มว่าอาจจะเป็นเพราะควันบุหรี่หรือควันจากท่อไอเสียมากกว่าควันพิษจากโรงงาน
ทุกวันนี้บริษัทรับจ้างทำอีไอเอเกิดขึ้นมากมาย สร้างความร่ำรวยให้กับเจ้าของมากมายซึ่งส่วนใหญ่เป็นอาจารย์ นักวิชาการในมหาวิทยาลัยเพราะลงทุนไม่มากแต่รายได้มหาศาล รับงานราคาแพงมาแล้วก็ให้นักศึกษาปริญญาตรี ปริญญาโททำรายงานวิจัยส่งเป็นการบ้านมาให้ตรวจ ตัวเองก็เขียนบทสรุป วิเคราะห์ตัวเลขปิดหัว ปิดท้าย
อีไอเอหลายฉบับจึงมีคุณภาพต่ำกว่ามาตรฐาน ไม่ได้รักษาคุณภาพของรายงานทางวิชาการจริง ๆ
นักวิชาการกลุ่มหนึ่งจึงได้พยายามผลักดันเครื่องมือชนิดใหม่ที่เรียกว่า HIA ย่อมาจากคำว่า Health Impact Assessment หรือ “การประเมินผลกระทบทางสุขภาพ” หมายถึง กระบวนการเรียนรู้ร่วมกันในสังคมที่พัฒนาขึ้นมาเพื่อให้ทุกฝ่ายได้ร่วมกันพิจารณาถึงผลกระทบทางสุขภาพ โดยมีการประยุกต์ใช้แนวทางและเครื่องมือที่หลากหลายในการระบุ คาดการณ์ และพิจารณาถึงผลกระทบด้านสุขภาพที่อาจจะเกิดขึ้นแล้วกับประชาชนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง
สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 ที่หลายมาตราโดยเฉพาะการกระจายอำนาจอาจจะล้าหลัง แต่การคุ้มครองสุขภาพประชาชนถือว่าก้าวหน้ามาก มาตรา 67 กำหนดให้การดำเนินโครงการหรือกิจกรรมที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรงทั้งทางด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ และสุขภาพ จะกระทำมิได้ เว้นแต่จะได้ศึกษาและประเมินผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนในชุมชน และจัดให้มีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและผู้มีส่วนได้เสียก่อน
นอกจากนี้ ใน พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ มาตรา 10 วรรคแรกระบุว่า เมื่อมีกรณีที่จะมีผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนเกิดขึ้นหน่วยงานของรัฐที่มีข้อมูลเกี่ยวกับกรณีดังกล่าวต้องเปิดเผยข้อมูลนั้นและวิธีป้องกันผลกระทบต่อสุขภาพให้ประชาชนทราบและจัดหาข้อมูลให้โดยเร็ว
นายแพทย์วิพุธ พูลเจริญ แห่งสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ได้อธิบายถึงหลักสำคัญของแนวคิด HIA ว่า “ต้องยึดหลักการมีส่วนร่วมของประชาชนทุกฝ่าย โดยเฉพาะผู้ได้รับความเสียหายมาพูดคุยและหาทางออกของปัญหาร่วมกัน โดยใช้หลักฐานทางด้านสุขภาพ ทั้งในเชิงคุณภาพและปริมาณ มาแสดงและนำมาวิเคราะห์กัน ว่าเป็นอย่างไร”
ลองนึกภาพดู หากคนมาบตาพุด จับมือกับบริษัท ปูนซีเมนต์ไทยและบริษัท ปตท.ซึ่งเป็นยักษ์ใหญ่ในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด และคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ร่วมกันจัดทำ HIA เพื่อประเมินผลกระทบด้านสุขภาพโดยมีเป้าหมายเพื่อมุ่งแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในพื้นที่อย่างจริงจังละทิ้งความขัดแย้งความบาดหมางในอดีต
หากสำเร็จ อาจจะเป็นรูปธรรมสำคัญในการใช้ HIA ลดปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นมานานในสังคมไทย โดยใช้กระบวนการมีส่วนร่วมจากทุกฝ่าย
ส่วนความขัดแย้งทางการเมืองที่เกิดขึ้นหน้าทำเนียบรัฐบาลนั้นอาจจะต้องหาเครื่องมือชนิดใหม่ของโลกอีกชนิดหนึ่ง เรียกว่า CIA หรือ Colour Impact Assessment หรือการประเมินผลกระทบความขัดแย้งด้านสี
ใครเอามาทำให้สำเร็จรางวัลโนเบิลสาขาสันติภาพคงหนีไม่พ้นแน่
หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับวันอาทิตย์ที่ 5 เมษายน พุทธศักราช 2552 หน้า 8 | |