อยู่รอด - หากทำเศรษฐกิจตามที่ธรรมชาติกำหนด
ความทรงจำนอกมิติ น.พ.ประสาน ต่างใจ
ผู้เขียนคิดและเชื่อมั่นหนึ่งร้อยเปอร์เซ็นต์เต็มว่า ระบบเศรษฐกิจทุนนิยมการตลาดเสรีอันเป็นอภิวัฒนธรรม (super-culture) ของสหรัฐอเมริกา – ตามที่ จอร์จ บุช จูเนียร์ ประธานาธิบดีและพรรครีพับลิกัน ได้ประกาศหลังจากเหตุการณ์ก่อวินาศกรรมศูนย์การค้าโลกที่นิวยอร์กหรือ 9/11 เมื่อ 8 ปีก่อน - คือต้นเหตุแห่งความพินาศฉิบหายของโลกธรรมชาติอย่างสิ้นเชิง |
- และเป็นสาเหตุที่ทำให้อารยธรรมของมนุษยชาติที่มีมายาวนานต้องพังพินาศตามไปด้วยอย่างหมดสิ้นนั่นไม่ได้เป็นการกล่าวเกินเลยไปแม้แต่น้อย ไม่ว่าใครก็ตามที่คิดเป็นย่อมมองเห็นเช่นเดียวกันเช่นนั้นทั้งสิ้น อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ที่คิดว่าระบบเศรษฐกิจที่เราทั้งโลกมีอยู่นี้มันเปลี่ยนแปลงไม่ได้เพราะว่ามันเข้ากันได้กับนิสัยดองสันดานของมนุษย์อย่างที่สุดเพราะฉะนั้นตราบใดที่มนุษย์ยังมีกิเลสตัณหาอยู่อย่างนี้ มนุษย์ยังไม่เป็นเทวดาเช่นนี้ ทั้งหมดต้องเป็นอย่างนี้โดยช่วยอะไรไม่ได้คนส่วนใหญ่ของโลกล้วนคิดว่า ระบบเศรษฐกิจที่เรามีอยู่เป็นระบบที่ดีที่สุด โดยไม่มีทางที่จะให้ระบบอื่นมาแทน ซึ่งพูดกันตามตรงผู้เขียนไม่เห็นอย่างนั้นเลยแม้แต่น้อย เพราะผู้เขียน รู้ว่ามนุษย์ไม่ได้เป็นอยู่เฉพาะแต่ปัจจุบันวันนี้เท่านั้น หรือเป็นเช่นเดียวกันกับมนุษย์หินมนุษย์ดึกดำบรรพ์เมื่อแสนปีก่อน เราก้าวหน้าและวิวัฒนาการได้และเดี๋ยวนี้ก็ยังวิวัฒนาการอยู่ จริงแล้วผู้เขียน รู้ว่า มนุษย์ยังมีเป้าหมายของวิวัฒนาการทางจิตที่สูงไปกว่านี้ คือสูงกว่าเทวดาด้วยซ้ำไป นั่นคือมนุษย์ยังต้องมีวิวัฒนาการทางจิตสู่จิตวิญญาณหรือธรรมจิต และสุดท้ายแล้วมนุษย์เราก็จะบรรลุนิพพานกันทุกคน
ระบบเศรษฐกิจทุนนิยมการตลาดเสรีนั้น ผู้เขียนได้เขียนคัดค้านมาตลอดเวลาว่า เป็นเรื่องที่ต่อต้านกับกระแสที่ไหลเวียนของธรรมชาติอย่างแรง และอะไรก็ตามที่มนุษย์คิดขึ้น หากสวนกระแสธรรมชาติแล้วก็จะดำรงอยู่ไม่ได้และไม่มีทางได้ทั้งนั้นจริงอยู่ในระยะสั้นตอนแรก ๆ ระบบเศรษฐกิจทุนนิยมได้สร้างให้คุณภาพของชีวิตของมนุษย์เพิ่มพูนทวีขึ้น เหนือกว่ามนุษย์ที่เป็นอยู่ตามธรรมชาติแม้เมื่อเพียง 200 ปีก่อนหน้านี้อย่างไม่สามารถจะเปรียบเทียบได้ แต่ในช่วงหลัง ๆ มา ระบบนี้คือความฉิบหายทั้งของไบโอสเฟียร์หรือไกยา (Giaia) รวมของอารยธรรมของมนุษยชาติ และแม้อาจจะเสี่ยงต่อการอยู่รอดของเผ่าพันธุ์ของเราเอง ทั้งหมดเป็นด้วยสาเหตุสามประการ คือ หนึ่ง – เทคโนโลยีที่มนุษย์ประดิษฐ์คิดค้นมาจากเศษส่วนของความรู้ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งในความเป็นจริง ไม่มีอะไรในโลกที่มนุษย์ไม่สามารถจะคิดหรือผลิตเทคโนโลยีมาใช้ได้ แต่อย่างที่ว่ามานั้นเราจะต้องคิดเทคโนโลยีมาใช้ได้ แต่อย่างที่ว่ามานั้นเราจะต้องคิดเทคโนโลยีเฉพาะที่เป็นมิตรกับธรรมชาติเท่านั้น ซึ่งในอดีตเรามักละเลยประเด็นนี้ สอง – ประชากรโลกที่เมื่อ 200 ปี ก่อนนี้ เรายังมีไม่ถึง 1,000 ล้านคนทั่วทั้งโลก ซึ่งน้อยกว่าปัจจุบันถึงกว่าหกเท่าตัว (ซึ่งสถาบันจับตาสภาพโลก คาดว่าประมาณหนึ่งในสามของประชากรโลก หรือประมาณ 2-3,000 ล้านคนเท่านั้นที่ระบบนิเวศโลกจะสามารถดูแลและฟื้นฟูได้ทัน) สาม ทรัพยากรธรรมชาติของโลก ซึ่งชี้บ่งสภาวะความล้มเหลวระหว่างสิ่งแวดล้อมกับประชากรมนุษย์และเทคโนโลยี ได้ติดลบมาตั้งแต่ต้นทศวรรษที่ 1990 ทั้งสามประการนี้แสดงอย่างชัดเจนว่า ระบบเศรษฐกิจที่เราใช้ ๆ อยู่ได้เกินเลยสมรรถภาพของความสมดุลพอเพียง พอดีและยั่งยืนของระบบนิเวศโลกมาเนิ่นนานพอสมควรแล้ว ซึ่งมนุษย์เราจำต้องมีการปฏิวัติอย่างถอนรากถอนโคนซึ่งระบบเศรษฐกิจโลกระบบนี้ โดยมีระบบใหม่ที่สอดคล้องต้องกันและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม หรืออีกนัยหนึ่ง ระบบเศรษฐกิจใหม่ของโลกจะต้องเป็นเพียงส่วนย่อยส่วนหนึ่งของระบบนิเวศโลกอันเป็นธรรมชาติหรือธรรมะ ซึ่งก็คือสัจธรรมความจริงแท้ของจักรวาล ระบบเศรษฐกิจที่เราใช้อยู่นั้นเป็นสิ่งที่มนุษย์ – ที่ยังเยาว์วัยยิ่งนักเมื่อเทียบกับอายุของโลกของจักรวาล – คิดขึ้น จึงไม่ใช่ธรรมชาติและเทียบอะไรกับธรรมชาติไม่ได้เลย เราจึงจำเป็นต้องปฏิวัติเศรษฐกิจระบบใหม่ขึ้นมาแทนที่ เช่น ระบบเศรษฐกิจที่มีธรรมชาติเป็นแกนหลัก (natural economy) อย่าลืมว่าพฤติกรรมใหม่หรือระบบใหม่ที่ว่านี้เนื่องจากว่ามันเป็นระบบที่เราเอามาใช้เพียงชั่วครั้งชั่วคราว ในขณะที่มนุษย์เรากำลังรอคอยการวิวัฒนาการทางจิตอยู่ (ซึ่งค่อนข้างจะกินเวลาและไม่ทันกับการอยู่รอดของเผ่าพันธุ์) อีกย่างเรายังคงมีกิเลสและตัณหาอยู่ ดังนั้น การกระทำของเราจึงไม่ใช่เป็นการเสียสละ หรือเป็นเรื่องของวิวัฒนาการทางจิตวิญญาณแต่ประการใด เป็นได้เพียงการกระทำเพื่อผลประโยชน์ของตัวมนุษย์เอง (self-interest) ชั่วครั้งชั่วคราวระหว่างที่มนุษย์เรายังรอคอยวิวัฒนา การทางจิตสู่จิตวิญญาณที่ว่านั้น แต่อย่างน้อยระบบใหม่ก็สามารถ เป็นเชื้อให้เราสืบสายต่อไป ภายหลังที่มนุษยชาติมีวิวัฒนาการทางจิตสู่จิตวิญญาณเรียบร้อยแล้ว
แต่หากว่าในขณะที่เรารอวิวัฒนาการทางจิตที่ว่าอยู่ เรายังคงมีกิเลสตัณหาหน้ามืดอยู่ คือยังเป็นเช่นเดียวกับลูกสาวคนเดียวของผู้เขียน ที่เรียนมาทางเศรษฐศาสตร์และทำธุรกิจส่งออกพร้อมทั้งยังต้องเลี้ยงดูครอบครัวและรับผิดชอบพ่อแม่อยู่ ทั้งที่ได้ปฏิบัติจิตปฏิบัติธรรมอย่างถึงแก่นแท้ของพุทธศาสนามาต่อเนื่องและยาวนานมากกว่าสิบห้าปี ก็ยังไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรดี ระหว่างแก่นพุทธศาสนาที่เป็นธรรมชาติร้อยเปอร์เซ็นต์เต็ม กับระบบธุรกิจของเธอซึ่งไม่สอดคล้องกับธรรมชาติเลย การที่เรายังมีกิเลสตัณหาอยู่ ยังรอคอยวิวัฒนาการทางจิตอยู่ ทางออกเฉพาะหน้าคือระบบเศรษฐกิจใหม่ที่ว่านั้น ระบบที่มีระบบนิเวศธรรมชาติเป็นแกนหลักนั้น (natural economy) จึงเป็นทางออกชั่วคราว ซึ่งผู้เขียนหวังใจว่า ประชากรโลกส่วนใหญ่รวมทั้งลูกสาวของผู้เขียน จะสามารถเรียนรู้ว่าอะไรเป็นธรรมชาติและสัทธรรม และอะไรคือความไม่แน่นอน และสามารถเปลี่ยนแปลงตัวเองได้ทัน
ระบบเศรษฐกิจที่มีสิ่งแวดล้อมธรรมชาติเป็นแกนหลัก (หรือ natural economy) นี้ เป็นระบบที่มนุษย์จำเป็นต้องยอมรับว่า สิ่งใดที่มนุษย์คิดขึ้นมาใช้นั้นต้องสอดคล้องกับกระบวนการธรรมชาตินั้นคือนายเรา ระบบเศรษฐกิจที่เราคิดขึ้น อย่างดีก็เป็นเพียงแต่เศษส่วนเล็ก ๆ ของระบบนิเวศธรรมชาติของโลกเท่านั้นเราต้องรู้ว่าจักรวาลมีขึ้นตั้งแต่หลายพันหรือเป็นหมื่นล้านปีมาแล้ว และมันค่อย ๆ ไหลเลื่อนวิวัฒนาการเรื่อยมา ในขณะที่มนุษยชาติเพิ่งจะมีขึ้นมาเพียงแสนกว่าปี หรือเพียงหนึ่งในแสนของช่วงเวลาที่ยาวนานยิ่งของอุบัติกาลของจักรวาล แล้วเราจะยโสคิดว่าด้วยเวลาที่น้อยนิดอย่างยิ่งนี้ เราจะสามารถเอาชนะกระบวนการต่าง ๆ ของจักรวาลหรือธรรมชาติได้อย่างไร??
ผู้เขียนเชื่อว่า การเปลี่ยนระบบเศรษฐกิจเก่าที่นักเศรษฐศาสตร์มักเมินเฉยต่อสภาวะของไบโอสเฟียร์และระบบนิเวศธรรมชาติสู่ระบบใหม่นั้น – แม้ว่าจะเป็นเรื่องชั่วครั้งชั่วคราวก็ตามที – มีความเป็นไปได้สูงสำหรับมนุษย์ที่ยังมีกิเลสตัณหา มีความรู้สึกถึงความสำคัญแบบสด ๆ ของปัจเจกบุคคล ความเป็น “ตัวกูของกู” และอหังการมิมังการ ดังจะเห็นได้ว่าประเทศต่าง ๆ แทบทุกประเทศ ให้การสนับสนุนและให้ความร่วมมือในรูปแบบต่าง ๆ ของโครงการพลังงานทดแทน การปลูกป่าและโครงการสงวนป่าไม้ในรูปแบบต่าง ๆ การรีไซเคิล – รีเอนจิเนียริง ฯลฯ รวมทั้งการรักษาทะเลและผลผลิตที่มาจากทะเล คือความเหมาะสมนั้นเรารู้ว่า พลังงานที่เราจะใช้แทนน้ำมันนั้นล้วนแล้วเป็นมิตรกับธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม หรือไฮโดรเจน ตัวอย่าง บ้านหลายล้านครัวเรือนที่อเมริกาและที่ญี่ปุ่นใช้พลังงานแสงอาทิตย์ เดนมาร์ก สวีเดน และอินเดีย ในปัจจุบันใช้พลังงานลมเป็นพลังงานทดแทนได้มาก เช่นที่เดนมาร์กใช้ลม (wind turbine) ถึง 20% ของกระแสไฟฟ้าที่ใช้ทั้งหมดในประเทศ ส่วนที่อัมสเตอร์ดัมนั้น ประชากรในเมืองใช้รถยนต์เพียงไม่ถึง 40% ของผู้มีรถในการขนส่งประจำวัน เมื่อเทียบกับกรุงเทพฯ ของเรา ซึ่งคงมีประชาชนแทบจะกว่า 90% กระมังที่ใช้รถยนต์ส่วนตัวในการสัญจรประจำวัน
แน่นอน ทั้งหมดที่ว่ามานั้นเหมาะสมอย่างที่สุดต่อความเป็นชาติประเทศหรือ “สังคมแยกส่วน” อันเป็นโลกทัศน์ปัจจุบันของมนุษยชาติทั่วทั้งโลก ที่ยังอยู่กับอัตตาตัวตนและอีโก้อหังการหรือยังไร้วิวัฒนาการทางจิตสู่จิตวิญญาณ (spirituality) อันไม่ได้เป็นไปอย่างสอดคล้องกับกระบวนการธรรมชาติ ฉะนั้นในท้ายที่สุด วัฒนธรรมที่ผิดธรรมชาติเหล่านี้ก็จะอยู่ไม่ได้ ต้องแตกสลายไปพร้อม ๆ กับประชาชนส่วนใหญ่ของโลก – ซึ่งจะเหลือประมาณไม่ถึง 20% ของประชากรโลกในตอนนั้น ตามที่นักวิทยาศาสตร์ใหญ่ ๆ ของโลก เช่น เจมส์ ลัฟล็อก ได้กล่าวไว้ดังที่ให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ “การ์เดียน” เมื่อปีกลาย (enjoy life while you can) ที่ผู้เขียนนำมาเล่าในคอลัมน์นี้ – ในเร็ววันนี้ จากระบบสังคมเศรษฐกิจ การเมืองและการทหารที่ผิดธรรมชาติ
นั่นคือ สิ่งที่ผู้เขียนเห็นจากหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่ส่วนหนึ่ง และทำนายไว้ในบทความต่าง ๆ ของผู้เขียนมาตั้งแต่ต้น ร่วม ๆ 20 ปีมาแล้ว อย่างที่ผู้เขียนได้เขียนมานั้น เรามีแต่รูปกับนาม เมื่อรูปกายวิวัฒนาการได้ นามหรือจิตก็ต้องมีวิวัฒนาการได้เช่นกัน เราไม่ได้มีจิตที่คงที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้มาตั้งแต่ต้น เราไม่ได้มีจิตเหมือนกับโฮโม อีเรกตัส หรือแม้แต่จะมีจิตที่เหมือนกันเปี๊ยบกับมนุษย์หินหรือมนุษย์หอย แต่เรามีวิวัฒนาการและเปลี่ยนแปลงมาเรื่อ ๆ เราไม่ได้เป็นสัตว์ร้ายที่รู้จักเพียงการเอาตัวเองให้อยู่รอดหรือ “รู้รอด” แต่เรามีสมองที่ต่างไปจากสัตว์ทุกชนิดอย่างแน่นอน และจากที่เราจึงรู้ว่าตนคือผู้รู้นั้น นั่นคือเรามีสติปัญญาความฉลาด (intelligence) และต่อ ๆ ไป เราโดยรวมยังจะต้อง “รู้แจ้ง” ด้วย นั่นคือวิวัฒนาการทางจิตสู่จิตวิญญาณที่เขียนมาตั้งแต่ต้น สภาพโลกที่เรากำลังเผชิญอยู่ทั้งหมดนั้น เรา ประชาโลก ล้วนไม่เคยพบเห็นมันมาก่อน จึงอยากที่จะเชื่อหรือแม้แต่จะคิดว่าเป็นไปได้ มนุษย์ที่ทะนงตนเพราะจิตที่เยาว์วัย มีแต่ความคุ้นเคยกับสภาพของอดีตที่คนมีน้อย แต่ทรัพยากรล้นเหลือ ปัญหาและวิกฤติจึงแก้ไขได้ด้วยสติปัญญาความฉลาดและด้วยเทคโนโลยีมาตลอดเวลา เราจึงมั่นใจว่าในที่สุดเราก็จะฝ่าผ่านวิกฤติปัญหาได้เช่นเคย ซึ่งไม่มีทางเป็นอย่างนั้นเราจึงไม่เคยเอามาคิดเลยแม้แต่น้อย ว่าโลกธรรมชาติหรือทรัพยากรของโลกมันจะหมดลงไปได้ หรือประชากรโลกจะก่อปัญหาที่กลายเป็นวิกฤติที่ไม่มีทางแก้ได้ ยกเว้นเสียแต่ประชากรโลกจะเหลือน้อยดังที่ว่ามาข้างบน นั่น – ในขณะที่เรามีไม่พอ – การกล่าวเช่นนั้นหมายความว่า มนุษย์จะต้องวอดวายหรือตายไปถึงครึ่งค่อนอย่างรวดเร็ว เราไม่มีทางอื่นที่ดีกว่านี้ที่จะคิดจริง ๆ
หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ฉบับวันจันทร์ที่ 19 มกราคม พ.ศ.2552 หน้า 8 | |